“..เมื่อคืนวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๓๒ เวลาประมาณ ๒๐.๓๕ นาที กำลังฉันยารักษาโรคเพราะกลับจากสอนกรรมฐานที่ซอยสายลมใหม่ๆ ทุกคราวที่กลับจากซอยสายลมต้องปรับปรุงร่างกายไม่น้อยกว่าหนึ่งอาทิตย์ ร่างจึงจะทรงตัวได้ ขณะฉันยาได้ยินเสียงจากโทรศัพท์ พรนุชพูดกับมาลินีบุตรสาวเจ๊จันทนา ได้ยินว่าอยากให้อาตมาเขียนคำไว้อาลัย หนังสือจะพิมพ์อยู่แล้ว ฟังแล้วก็เห็นใจ ตั้งใจเขียนเท่าที่ควรจะเขียนเพราะเขียนแล้วต้องส่งข่าวกันทางโทรศัพท์ เขียนมากก็ไม่ได้ เป็นอันว่าเขียนกันตามที่คิดว่าควรเขียน
เจ๊จันทนา วีระผล ที่เขียนว่าเจ๊ ก็เพราะปกติเรียกอย่างนั้น เจ๊จันทนาเป็นคนมีศรัทธาสูงมาก หลายปีมาแล้ว เมื่อรู้จักกันใหม่ๆ จำไม่ได้ว่าใครแนะนำให้รู้จัก เจ๊ทำบุญเป็นปกติเดือนละหลายพันบาท บางเดือนหลายหมื่นบาท ต่อมาไม่นานนัก อาตมาจะสร้างมณฑปเป็นเจดีย์ห้ายอด ประดับกระจกทั้งหลัง ที่บรรดานักบุญทั้งหลายเรียกว่า พระจุฬามุณี เจ๊จันทนาถามว่าค่ากระจกเท่าไร อาตมาก็ตอบไป ได้บอกว่าทำบุญตามที่เห็นสมควรก็แล้วกัน เจ๊ตัดสินใจทำบุญนิดๆ หน่อยๆ เธอพูดอย่างนั้นจริงๆ ขอทำบุญนิดๆ หน่อยๆ หนึ่งแสนบาท อาตมาฟังแล้วตะลึง เพราะไม่เคยรับเงินแสนจากใครมาก่อนเลย ต่อมาเจ๊ก็ทำบุญทุกเดือน มาทราบภายหลังว่า ทำบุญประจำเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท ส่วนที่ทำพิเศษเป็นแสนนั้นมีสลับหลายครั้ง
มาตอนหลังใกล้มรณภาพนี้ ทำบุญสร้างวิหาร ๑๐๐ เมตร และพระพุทธชินราชหลายแสนบาท ต่อมาก็ดำริสร้างโคมไฟในวิหาร รวมสร้างทั้งโคมใหญ่และโคมเล็ก ๒๓ โคม และช่วยให้ซื้อโคมไฟได้ถูกลงมาก โคมใหญ่ราคาปกติที่ร้านค้าขายราคาโคมละ ๓ แสนบาท แต่เจ๊ขอร้องทางร้านค้าให้เอาเพียงโคมละหนึ่งแสนแปดหมื่นบาท โดยขนาดย่อมราคาปกติโคมละหนึ่งแสนบาท เจ๊ขอร้องไห้ลดลงมาเหลือโคมละห้าหมื่นบาท ต่อมาเมื่อใกล้มรณะ ขอลดโคมขนาดย่อมได้อีก ๒,๐๐๐ บาท เหลือโคมละ ๔๘,๐๐๐ บาท ทำให้วิหารมีโคมไฟฟ้ามากขึ้น เพราะราคาถูกลง
นอกจากจะมีเจตนาเป็นมหากุศลแล้ว ทุกครั้งที่พบกันจะต้องปรารภเรื่องไปนิพพานเป็นปกติ เวลานี้เธอมรณะไปแล้ว จะไปนิพพานได้หรือไม่เป็นเรื่องของความบริสุทธิ์ของใจไม่มีกำลังใจที่จะพยากรณ์ได้
ปติปูชิกา
ในพระธรรมบทมีเรื่องๆ หนึ่งที่น่าสนใจ คือท่านปติปูชิกา ก่อนตายท่านปรารภอยากไปอยู่ในสำนักของสามี ทำบุญคราวไรเป็นอธิษฐานขอให้ไปเกิดในสำนักสามี เมื่อตายแล้วพระพุทธเจ้ายืนยันว่า เธอไปเกิดในสำนักของสามีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่ทว่าเจ๊จันทนาปรารถนานิพพาน สูงมากกว่าท่านปติปูชิกา ความประสงค์ของท่านจะสมหวังหรือไม่เป็นเรื่องของกำลังใจ
ในที่สุดนี้ อาตมาขออวยพรให้คณะผู้จัดงานศพ และท่านที่มาในงานศพทุกท่านจงมี ความสุขสมหวังตามที่ตั้งใจจงทุกประการเถิด
พระสุธรรมยานเถระ
เจ๊จันทนาตาย
เมื่อคืนวานนี้มีคนโทรศัพท์มาว่า “แม่เขาตาย” คนที่ตายคือ คุณจันทนา วีระผล เมียเฒ่าแก่ สุวรรณ วีระผล คือว่าถ้ามาทุกครั้ง แกต้องมาทำบุญตอนเช้ามาถวายสตางค์ มาถวายอาหารเป็นประจำ ทีนี้ลูกสาวเขาโทรศัพท์ไปบอกว่าแม่เขาตาย แต่เขาไม่ได้บอกว่าแม่เขาตาย บอกแม่เขาเสีย ฉันก็นึก เอ คนดีๆ มันจะเสียยังไงหว่า ถามว่าอาการเป็นยังไงมาก่อน เขาบอกว่าไม่มีอาการมาก่อน ก็พอดีตอนพูดอยู่นั่นตัวแกก็ปรากฏ เขาบอก “ฉันไม่ได้ตาย ฉันไปเอง” ถามว่า “อาการโรคที่จะต้องตายมันเป็นโรคอะไร” แกบอกว่า “ต้องเป็นโรคไม่ตรงกับหมอพิสูจน์” หมออาจพิสูจน์ตามตำรา ตามวิชาความรู้ ถ้าไปไหนไม่รอดก็บอกหัวใจวาย คนที่หัวใจไม่วายไม่ตายหรอก ก็เลยถามว่า “ไม่ตายเอง หมายความว่าอย่างไร” แกบอกว่าอย่างนี้ คืนแรกก่อนจะตายแกไปเยี่ยมศพน้องชาย น้องชายตาย เมื่อเห็นศพก็มีความรู้สึกว่า น้องของเราเกิดทีหลังเราเขายังตาย แล้วเราล่ะ ชีวิตของเราก็ต้องตายเหมือนกัน ตายวันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่แน่ ความตายจะมาเมื่อไรก็ได้ มันไม่เลือกนะ แกก็มานั่งนึกถึงตัวแก แกเจ็บตา แกคิดถึงร่างกายแก ร่างกายก็ไม่ดีไม่ปกติ ถ้ามันจะตายก็เรื่องของความตายมาถึง
ทีนี้ต่อมาขณะเดินจงกรม เดิมไปเดินมา เดินมาเดินไป ลูกสาวบอกขณะเดินจงกรม เด็กเข้าไปมองแกไม่เห็น คือว่าจิตกำลังตั้งอยู่ในอารมณ์ฌาน คือจิตไม่สนใจอะไร จิตไม่ต้องการจะมองใครเวลานั้น จิตตั้งจุดเดียวคือหวังพระนิพพาน คนนี้เจอะหน้าทีไรบอกต้องการนิพพาน เคยไปถามฉันที่วัด แกชี้มือไปข้างบนบอก “ฉันจะขึ้นไปข้างบนได้ไหม” ไอ้กุฏิฉันมัน ๒ ชั้น ถาม “เจ๊จะขึ้นไปทำไมชั้นบน” บอก “ไม่ช่าย จะขึ้นไปบงโน้ง” บนโน้นคือนิพพาน
หลังจากตอนเช้าเดินจงกรมแล้ว ตอนสายก็เอนตัวลงนอนพักผ่อน พอพักผ่อนไปจิตมันเป็นสุขมาก มีปีติมาก อะไรต่ออะไรมันเกิดให้เห็นเยอะเต็มจักรวาลไปหมด สวยสดงดงามบอกไม่ถูก เทวดาบ้าง พรหมบ้าง นางฟ้าบ้าง พระอริยะบ้าง เห็นไปหมดทุกชั้น แกบอกอย่างนั้นนี่คนจะตายบุญมาก สังเกตจะเป็นอย่างนี้ทุกคนนะ คนที่จะตายถ้ามีบุญเข้าสนองจะเป็นแบบนี้ทุกคน เวลานั้นแกบอกว่ามีปีติมาก ก็มีท่านผู้มีเกียรติ ๒ ท่าน คือ ๒ ลุง ท่านพระยายมราชกับท่านนายบัญชีท่านมา ท่านถามว่า “เอ็งจะอยู่ต่อไปหรือว่าจะตายวันนี้หรือจะไปวันนี้” ท่านก็เปิด บัญชีบอกว่า “ถ้าเอ็งจะอยู่ต่อไปยับยั้งใจไว้แค่นี้นะ อีกนิดหนึ่งไว้ต่อปีที่ ๑๒ เอ็งจะอยู่ต่อไปได้ ๑๒ ปี หากว่าเอ็งจะไปวันนี้ ขยับใจไว้นิดหนึ่งจะถึงจุดนี้”
เจ้าของร่างกายถามว่า “ถ้าฉันอยู่ร่างกายจะเป็นอย่างไร” เวลานี้แกก็เบื่อร่างกายเต็มที เดี๋ยวป่วยๆ คนก็ไม่แก่สาวน้อยแล้ว ๗๐ กว่า คือไม่มีความแก่แล้วมีแต่หง่อม ลุงก็บอกว่า “ร่างกายก็มีสภาพแบบนี้ ดีบ้างไม่ดีบ้าง” แล้วลุงก็บอกว่า “บ้านเอ็งหลังนี้นะ” บอกมันสวยสดงดงาม พอชี้ให้ดูมันใกล้เหลือเกิน บ้านมีเยอะแยะ วิมานก็เยอะแยะ บ้านของแกมันสวย ท่านบอกว่า “ออกจากร่างกายวันนี้ ร่างกายจะเป็นแบบนี้” เห็นเลย แกก็เลยตัดสินใจว่าไปดีกว่า ไปแล้วมีความสุข พอตัดสินใจไปดีกว่า ก็ขยับจิตออกนิดหนึ่ง แค่ ๒ นาทีก็ถึง ถึงแล้วจิตก็ออกจากร่าง จิตออกจากร่างตัวก็นอนเฉย กว่าลูกสาวจะไปเห็นก็ ๕ โมงเย็น เห็นว่าแม่นอนสายเกินไป ก็เข้าไปปลุก ตัวแข็งแล้ว เลยถามว่า “ตอนที่ไปเองหมายความว่าอย่างไร” บอก “ฉันออกไปเอง ไม่ได้ป่วยตาย”ถามว่า “ออกไปแล้วมันเป็นอย่างไรต่อไป” แกบอกว่า “เมื่อจิตออกจากร่างแล้ว ร่างกายค่อยๆ ลดตัวลง ปอดทำงานน้อยลงๆ แล้วก็ดับไปเอง”
เป็นอันว่า ถ้าใครเจ็บไข้ได้ป่วย จิตขยับนิดเดียว ไปถึงจุดนั้นก็ไม่ยาก คือจิตไม่ต้องการทุกอย่าง ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องนึกอะไร ไม่ต้องการร่างกายอย่างเดียว การเกิดไม่ต้องการอีกเท่านั้นแหละ การทำพระกรรมฐาน สิ่งที่ต้องการง่ายๆ ก็คือ
มรณานุสติกรรมฐาน ให้มีความรู้สึกตามความจริงว่า ร่างกายจะต้องตาย นึกไว้เสมอ
ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
มีศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ บริสุทธิ์
ก็มีเท่านี้ อันดับแรกของพระนิพพาน ถ้าเข้าจุดนี้ได้ก็เข้าใจไม่ยากนิพพาน คือมีเริ่มต้นแค่นี้ ทำให้ได้ แค่นี้ก็หวังนิพพานได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์..”
