“..เรื่องนี้ที่ให้ชื่อว่าเรื่องอ๋อยก็เพราะว่าคุณอ๋อย หรือว่า เฉิดศรี ศุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ไม่มีใครเรียกว่าเฉิดศรี ทุกๆ คนเรียกว่าอ๋อย เด็กก็อ๋อย ผู้ใหญ่ก็อ๋อย เพื่อนกันก็อ๋อย แถมอาตมาเองก็อ๋อยเหมือนกัน ไม่เคยเรียกคุณอ๋อยว่าคุณเฉิดศรี คราวหนึ่งย่องไปเขียนจดหมาย จ่าหน้าซองจะใช้คำว่าเฉิดศรี กลับเผลอเอาตัว บ ใส่ลงไปให้ กลายเป็นเฉิบศรีไป เป็นเหตุให้เด็กๆ ล้อเลียนกันว่า คุณเฉิบศรี
ความจริงการที่จะเขียนเรื่องของคุณอ๋อย ให้นามว่า “อ๋อย” นี้ท่าน พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ เจ้ากรมการสื่อสารทหารผู้เป็นสามีได้ปรารภกับอาตมาวันที่ไปเผาคุณอ๋อยว่า หนังสืออนุสรณ์ในงานศพคุณอ๋อยยังไม่ได้จัดพิมพ์ เพราะยังไม่ได้เขียน อยากจะเขียนสำหรับแจกจ่ายโดยให้บัตรไว้ก่อน บอกว่าหลังจากวันเผาไปแล้ว ๓ เดือนจะมีหนังสือแจกให้ผู้มีบัตรมีสิทธิ์มารับหนังสือได้ อยากจะให้อาตมาเขียนสักเรื่องหนึ่ง อาตมาก็ไม่มีเวลาอยู่ หลังจากกลับมาจากงานคุณอ๋อยแล้วก็เดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปแจกของกับคนจนที่อยู่ในแดนทุรกันดาร แต่ว่าการแจกแบบป่าวประกาศ ท่านทั้งหลายจะถือเอาแก่นกันจริงๆน่ะไม่ได้ มันก็มีทั้งเปลือกบ้าง แก่นบ้าง กระพี้บ้าง ไปตามเรื่องตามราว ทั้งนี้เพราะอะไร? เพราะทราบว่าเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ส่งข่าวไปกระชั้นเกินไป อาตมาเองก็เป็นคนใหม่ สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไม่เคยไปเลยในชีวิต มันก็เป็นเรื่องที่แปลกที่สุด ทุกจังหวัดไปได้ แต่ว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่เคยไปก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ถ้าอ๋อยยังมีชีวิตอยู่จังหวัดนี้อ๋อยก็มีโอกาสจะไปด้วย แต่ว่าในชีวิตของเธอ เธอจะได้เคยไปบ้างหรือเปล่า อาตมาไม่ทราบ เพราะพ่อของเธอเคยเป็นนายอำเภอ แล้วต่อมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อาจจะเคยมีโอกาสไปจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาก่อนก็ได้
เวลากลับมาวันที่ ๑ ถึงวัดก็ลุกไม่ขึ้น จังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่มันสอนให้อาตมารู้จักจริงๆ สิ่งที่น่ารู้จักนั่นก็คือความหนาว มันหนาวเย็นจับใจจริงๆ คนที่เคยนอนอยู่ในห้อง ในตู้น้ำแข็งบ่อยๆ ถ้าไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในฤดูหนาวไม่ต้องเอาตู้น้ำแข็งไปด้วย ระวังมันจะเย็นจนเราแข็งก็แล้วกัน ความเย็นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตออบหลวง หรือจังหวัดอะไรก็ไม่ทราบ ออบหลวงนี่บ้านของท่าน พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ ท่านเป็นผู้นำในการไปแจกของ เพราะอาตมาไม่เคยรู้จักจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ท่านเคยเป็นผู้แทน ท่านก็รับอุปการะดี ให้บ้านพัก เป็นผู้นำทาง ให้คำแนะนำทุกอย่างในเรื่องของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และได้ความอุปการะจาก พ.อ.(พิเศษ) ชวาล จัดการในระหว่างการเดินทาง และเลี้ยงอาหารในขณะที่ไปจังหวัดเชียงใหม่ ไปพักที่จังหวัดเชียงใหม่คืนแรกเมื่อวันที่ ๒๗ ตอนเย็น ภรรยาของท่านพ.อ.ชวาล เอาอาหารมาเลี้ยงคนทั้งหมด ที่มีจำนวนหลายสิบคน แล้วตอนเช้าก็เลี้ยงอีก เพราะคนไปทั้งหมดจริงๆ แยกกันเป็น ๒ ขบวน จำนวนทั้งหมด ๑๓๖ คน ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะถามว่ายกขบวนกันไปทำไม ก็ขอตอบว่า ต้องการจะให้คนทั้งหลายทราบว่าของที่ทำบุญมากับอาตมาเพื่อแจกจ่ายคนจนนั้น อาตมาไม่ได้เอาไปขายเพื่อซื้อกางเกง เป็นแต่เพียงเอาไปแจกเท่านั้นให้เขาเห็น คนจำนวนมากที่ไปนี้ ไม่ได้เปลืองเงินอาตมาเลย ไม่หนักทั้งแรง ไม่หนักทั้งเงิน เพราะแต่ละคนเขาช่วยการเดินทางกันทั้งหมด
การเดินทางคราวนี้อาตมาต้องจ่ายเองไปสามหมื่นสามพันบาทเศษ ต้องเช่ารถบัส ๒ คัน สองหมื่นแปดพันบาท นอกนั้นก็ค่าอาหารการบริโภคและอื่นๆ จุกๆ จิกๆ รวมทั้งหมดแล้วสามหมื่นสามพันบาทเศษ แต่ท่านทั้งหลายช่วยกันมาจริงๆ สามหมื่นสองพันบาทเศษนิดหนึ่ง อาตมาคงจ่ายไปจริงๆ ประมาณพันบาท จะถึงหรือไม่ถึงก็ไม่ทราบ แล้วทุกคนก็ดีแสนดี
เห็นทุกคนเขาดีมีการคล่องตัวก็นึกถึงอ๋อย มีคนบางคนเขาให้สมญาคณะที่ไปนี้ว่าคณะกองทัพลิง ทำงานว่องไวคล้ายลิงทำจริงๆ บอกว่าเวลานี้จะเคลื่อนที่ละนะ ของมีเท่าไรขนให้หมด แหม.. ของนี่มากจริงๆ อาตมานั่งมองแล้ว คิดว่าครึ่งชั่วโมงนี่แกจะขนหมดหรือไม่หมด แต่ทั้งผู้หญิงผู้ชายสาวแก่แม่ม่ายไม่รู้ วิ่งขนกันพึ่บพั่บๆ ไม่ถึง ๑๐ นาทีเรียบร้อย อาตมาเห็นก็ตกใจ แต่ว่าคนทั้งหลายที่จะรวดเร็วได้อย่างนี้ก็คิดถึงอ๋อย เพราะอ๋อยเป็นกำลังใหญ่ในการก่อสร้างศรัทธากับบรรดาประชาชน เนื้อแท้นั้นคนเราเกิดมาจะให้เป็นที่นิยมของคนทุกคนมันก็แสนยาก ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าต่างคนต่างก็มีความพอใจไปคนละอย่าง บางคนชอบขู่ บางคนก็ชอบปลอบ คนไหนชอบปลอบ ถ้าไปขู่เข้าก็ลาน คนที่ชอบขู่พูดจานุ่มนวลเกินไปก็ชักจะขึ้นหน้าขึ้นตา ใช่ไม่ได้
ฉะนั้น คุณอ๋อยจึงไม่ชนะใจคนทุกคนได้ จะหาคนชมอย่างเดียวโดยไม่มีใครติก็ถือว่าไม่ได้เกิด แต่เกิดมาแล้วไม่มีใครชมเลยก็ถือว่าไม่ได้เกิดเหมือนกัน เพราะว่าคำติและคำชมเป็นธรรมดาของโลก ฉะนั้น คุณอ๋อย เมื่อสมัยมีชีวิตอยู่จึงมีทั้งคนติและคนชม เมื่อคุณอ๋อยตายไปแล้ว ท่านเจ้าภาพ คือ พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม ศุขสวัสดิ์ เจ้ากรมการสื่อสารทหารผู้สามีและบรรดาลูกหลานและญาติทั้งหมดและเพื่อนที่จัด งานคราวนี้ก็ต้องมีทั้งคนชมและคนติ อาตมาเข้าไปในงานศพก็มีทั้งชมและติเหมือนกัน
ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มีท่านชายสองคนมานั่งอยู่ข้างหน้า ความจริงคนเขาไปเขามาก็ทักกันอยู่ไม่ขาดสาย ก็ต้องหันไปทักคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง คนละคำครึ่งคำ บางคนก็ไม่ได้ทักเลย แล้วก็มีคน ๒ คนไปนั่งหน้าๆ ไม่ทราบว่านั่งทำไม ถามว่ามีธุระอะไรเธอก็ยิ้ม อาตมาก็ไม่มีเวลาทักเธออีก เพราะว่าคนไปก็นั่งไหว้ คนมาก็นั่งไหว้ ทักคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ปรากฏว่าเธอลุกออกมาแล้ว มีคนมาแจ้งข่าวว่าเธอแสดงความไม่พอใจมากก็ต้องขอขอบคุณท่านที่ท่านไม่พอใจ ทำไมจึงขอบคุณ ก็เพราะว่าวันนั้น ถ้ามีคนไหว้จริงๆ มีแต่คนยิ้มแย้มแจ่มใส โลกธรรมที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสก็ผิด มันต้องมีคนติบ้างถึงจะถูก แต่คนติอาจจะไม่เพียงคนสองคน อาจจะหลายคนก็ได้ นั่นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นอันว่าการเกิดมาในโลก ท่านทั้งหลาย เราไม่พ้นจากการติและการชม ทำยังไงเราจึงจะพ้นความจริง เรื่องพ้นจากการติและการชมเป็นของไม่ยาก ให้ใช้คาถาภาวนาไว้บทหนึ่งว่า “ช่างมัน” ช่างมันๆ ว่าไว้เรื่อยๆ ใครมาชมก็ยิ้ม ใครมาติก็ยิ้ม ยิ้มดะ เขาพูดด้วยก็ยิ้ม เขาไม่พูดด้วยก็ยิ้ม เอ๊ะ ตอนนี้ท่าจะไม่ดี ตอนไม่พูดด้วยแล้วยิ้มนี่ ดีไม่ดีพวกจะจับส่งโรงพยาบาลบ้า ก็ถ้าเรายิ้มทางปากไม่ดี เราก็ยิ้มในใจว่า เออ นี่รู้จักกันดีๆ วันนี้เจอะหน้ากันเขาไม่ยักพูดกับเรา เราก็ยิ้ม ยิ้มเพราะอะไรยิ้มเพราะว่าวันนี้สบาย ไม่ต้องเหนื่อยด้วยการพูด ถ้าเขามาพูดจาปราศรัยด้วยเราก็ยิ้ม ใจบอกว่า เออ วันนี้ดี ได้พูดถ้าใครเขานินทาว่าร้ายว่าเราไม่ดียังงั้นไม่ดียังงี้ เราก็ยิ้ม ยิ้มเพราะว่าโลกธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี่เป็นความจริง เป็นสัจจธรรม
ท่านบอกว่า นินทาปสังสา เป็นโลกธรรม ธรรมดาของชาวโลก ถ้าใครเขาสรรเสริญเราก็ยิ้ม ยิ้มทำไม ยิ้มเพราะว่าคนสรรเสริญนี่ ถ้าสรรเสริญด้วยเจตนาดีก็ดีไป แต่ดีไม่ดีอาจจะสรรเสริญเอาเราไปใช้เป็นทาสเสียก็ได้ เราก็ยิ้มอีก ถ้าเราถูกเขาใช้ด้วยความไม่จำเป็น คือสิ่งที่เขาใช้ไม่มีความจำเป็นสำหรับเราเลย แต่ว่าเป็นความจำเป็นสำหรับเขา ประโยชน์อะไรที่เราจะได้รับจากการใช้ของเขานั้นไม่มี เราก็ยิ้ม ทำไมจึงยิ้ม ยิ้มเพราะว่าเรามีโอกาสช่วยเขา เขามีโอกาสได้ใช้เรา เรามีโอกาสได้ทำงานให้แก่เขา เป็นสาธารณประโยชน์ ถ้าอยู่ดีๆ ใครเขาโกงสตางค์ไป เราก็ยิ้ม ทำไมจึงยิ้ม การที่ยิ้มก็เพราะนึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า อทินนาทานาเวรมณี ว่าในโลกนี้มันมีขโมยมาก ถ้าเราไม่ถูกลัก ถูกโกง ถูกขโมยเลยพระพุทธเจ้าก็พูดผิด
เป็นอันว่าการที่ประกาศตนเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสามิสรนี่ถูกแล้ว ที่สมเด็จพระประทีปแก้วท่านบอกว่าโลกนี่มันมีขโมย โลกมันมีคนคดโกง ถ้าเราไม่ถูกโกงเสียบ้าง เราไม่แน่ใจว่าขโมยมันจะมีหรือไม่มี เป็นแต่เพียงข่าวลือว่าเขาปล้นกันที่นั่นขโมยกันที่นี่ เราไม่ถูกเลยมันก็ไม่แน่ใจ แล้วก็ไม่มีความรู้สึกว่าคนที่ถูกโกง ถูกขโมยเขามีความรู้สึกเป็นยังไง เป็นการศึกษาไปในตัวเสร็จ เมื่อได้รับการศึกษาแล้วเราก็ยิ้ม ว่าโลกนี้มีขโมยหนอ ถ้าเราถูกโกหกมดเท็จให้จับได้ เราก็ยิ้ม ยิ้มเพราะคำโกหกมดเท็จนั้นไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเราและสำหรับเขา ถ้าเราไม่เชื่อเสียอย่างเดียว โกหกจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราเชื่อมันก็เป็นผลร้ายสำหรับเรา เราไปเชื่อเขาทำไม ไปโทษเขาทำไม มันไม่ถูก เราไม่เชื่อเขาเสียมันก็หมดเรื่อง
เป็นอันว่าเรื่องของธรรมดาของโลก ถ้าเราจะเห็นว่าโกหกเป็นของดี การลักการขโมยเป็นของดี การนินทาว่าร้ายเป็นของดีนี่เป็นปัจจัยให้เรายิ้มได้ก็เพราะเรามีความรู้สึก อยู่ว่าของอย่างนี้มันเป็นธรรมดาของโลก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นธรรมดา ใจเราก็ยอมรับนับถือว่า มันเป็นธรรมดาจริงๆ โลกทั้งโลกไปที่ไหนก็ไปเถอะ ที่จะเว้นจากการเบียดเบียนทางกายซึ่งกันและกันนั้นไม่มี ที่จะเว้นจากการเบียดเบียนกันในทรัพย์สินนั้นไม่มี จะเว้นจากการละเมิดความรักกันนั้นไม่มี จะเว้นจากการเบียดเบียนกันด้วยวาจานั้นไม่มี คนทั้งโลกที่ไม่เมาไม่มี บางคนก็เมาเหล้า บางคนก็เมารัก บางคนก็เมายศ บางคนก็เมาความร่ำรวย บางคนก็เมาจน เมารวยนี่ดี เมารักก็ดี เมาเหล้าก็ดี แต่เมาจนนี่แย่หน่อย ถ้าคนจนจริงๆเขาไม่เมา เขารู้จักว่าจนนี่มันเป็นทุกข์ แต่ว่าคนรวยแล้วนึกว่าจนนี่ยุ่ง เขาเรียกว่าเมาจน มีเงินสักร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แสนล้านก็ไม่พอ นี่เขาเรียกว่าเมาจน ไม่ได้เมารวย มีความรู้สึกอยู่เสมอว่ามีเงินสักเท่าไรก็ไม่พอ มันยังจนอยู่เสมอ อันนี้เป็นปัจจัยให้มีความทุกข์
ทีนี้ถ้าเราคิดว่าจะไม่เมาเลย ทำยังไงมันก็เป็นของไม่ยาก จะยกตัวอย่างให้ดูสัก ๒ คน นั่นก็คืออ๋อยและพระองค์หญิงวิภาวดี ๒ คน นี่ลืมเมาโลก เป็นยังไง? ความจริงตอนก่อนทั้งสองท่านนี้อาจจะเมาทั้งโลก จะเมาโลกมากกว่าเมาธรรม แต่ว่าตอนท้ายปลายมือของทั้งสองนี่มีคติคล้ายคลึงกัน คือขี้เกียจเมาโลก แต่ไปหวานธรรมธรรมะนี่เขาไม่เรียกเมา เขาเรียกหวาน หวานตรงไหน สำหรับพระองค์หญิงวิภาวดีรังสิต เจริญพระกรรมฐานมาประมาณ ๘ เดือน แต่ท่านจะเริ่มทำมาก่อนหน้านี้หรือเปล่าอาตมาไม่ทราบ ดูจริยาที่ท่านทรงมีความเมตตาปรานี สงเคราะห์คนที่อยู่ในถิ่นกันดาร เงินส่วนกลางไม่มีก็สละทรัพย์ส่วนพระองค์ไปแจกจ่ายช่วยโรงเรียน ช่วยการประกอบอาชีพ ช่วยอะไรทุกอย่าง อาตมาเคยร่วมทางกับท่าน ท่านลืมเมาชีวิต ลืมเมาศักดิ์ศรี เวลาไปกับท่าน คำว่าหม่อมเจ้าไม่มีสำหรับท่าน ท่านนั่งตีเข่ากับชาวบ้านได้ทุกคนเป็นกันเองทุกอย่าง เวลาจะบริโภคอะไรต้องดูก่อนว่าอะไรที่ท่านมี คนอื่นมีไหม ถ้าไม่มีท่านแจกทันที ของอะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าดีจะไม่ทรงครองแต่ผู้เดียว องค์ท่านเองไม่มีไม่เป็นไร ขอให้คนอื่นมีก็แล้วกัน คนยากจนเข็ญใจจะแต่งตัวปุปะมาประการใดก็ตาม ไม่ทรงมีความรู้สึกรังเกียจ เข้าคลุกคลีจับมือไม้ได้ทันที แล้วพระอารมณ์ของพระองค์หญิงตอนท้ายก็ทรงเปล่งพระวาจาอยู่เสมอว่าชีวิตไม่มีความหมาย ทรัพย์สินในวังวิทยุไม่มีความหมาย เราต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน ท่านตรัสเรื่องพระนิพพานเป็นปกติจนมีอารมณ์ชิน ในเวลาท่านสิ้นชีพิตักษัย ในเวลานั้นก็ทรงเปล่งคำว่า นิพพานๆ ๆ แล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วลมหายใจก็หมดไป เป็นอันว่าพระองค์หญิงวิภาวดีเป็นคนหวานธรรมไม่เมาโลก
เรา..คือ..จิต
สำหรับ คุณอ๋อย นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเมาโลกละก็บ้าไปนานแล้ว ก่อนจะตายนี่บ้าไปหลายปี เพราะอะไร เพราะว่าวาจาที่เข้ามากระทบโสตประสาทนี้ก็ดี จดหมายก็ดี แม้อาตมาเองก็ได้รับจดหมายในนามของคุณอ๋อย สวดไม่ใช่อย่างพระสวด สวดอย่างชาวบ้านสวด สวดกันอย่างหนัก อาตมาอ่านจดหมายแล้วก็ยิ้ม อ๋อยได้รับอ่านจดหมายอ๋อยก็ยิ้มเหมือนกัน ไม่ทราบว่าไปเรียนมาจากไหน ยิ้มทำไม? เธอถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา รู้จักคนว่าคนที่เขาด่าเรามันถูกเราหรือเปล่ามันไม่ถูก ด่าเรานี่เขาด่าเนื้อด่าหนัง ไอ้ “เรา” น่ะคือใจ เหมือนกับคนสวมเกราะลงไปแล้ว คนเอาไม้มาตีมันไม่ถูกตัว มันถูกเกราะ คำด่าก็เหมือนกัน “เรา” คือจิต เขาด่าเราไม่ถูกจิต ถูกแต่ที่กาย ความจริงเขาด่ากายเขาไม่ได้ด่าใจ เขาไม่ได้มองเห็นเนื้อแท้ของใจ นี่ถ้าคนเราเกิดมาไม่ถูกด่าเสียเลย เราก็เอาดีไม่ได้ ไม่มีการระมัดระวังตัว การด่ามันดีหรือไม่ดีเราไม่รู้ ถ้าเราไม่ถูกด่า เราก็อยากด่าชาวบ้าน คิดว่ามันโก้มันเก๋ดี ถ้าถูกด่าเข้าสักทีแล้วยั้งใจไม่อยู่มันก็จะเกิดโทสะ โทสะมันเกิดขึ้นมามันก็กลุ้ม ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ แต่เราถูกด่าแล้วยิ้มได้นี่มันเป็นประโยชน์ ฉะนั้น คนที่ถูกด่าบ่อยๆ อารมณ์จิตจะชิน ชินกับการถูกด่า หรือถ้าถูกตีบ่อยๆ หนังมันก็ด้าน
เมื่อศึกษาธรรมะจิตใจก็รู้เท่าทันสภาวการณ์ เราก็ยิ้มให้กับคนด่าได้ ถ้าเขาด่ามาเมื่อไร เราว่าโอ้ เอาแล้วซิ มาเจอะลูกน้องอดีตหลวงวิเชียรเข้าแล้ว หลวงวิเชียร สมัยนั้นท่านอยู่ปากคลองสาน โรงพยาบาลคนบ้า ถ้าเราไปสำนักคนบ้า เราจะได้ยินเสียงด่ากันทุกวัน ไอ้การด่ากัน การว่ากัน การทะเลาะกันนี่มันเป็นปกติของคนบ้า ถ้าใครเขามาด่าเรา เขามาว่าเรา เราก็ยิ้มได้ บอกว่าโอหนอ แล้วเราจะไปลงโทษคนบ้าที่มาด่าเราด้วยเรื่องอะไร เราก็ยิ้มได้ว่า โอ..คนนี้บ้ามากกว่าเรานะ เราก็ว่าบ้ามากอยู่แล้ว นี่เขาบ้ามากกว่าเรา เราบ้าลดน้อยกว่าเขา ยิ้มได้อีก ถ้าหากว่ามันลดไปได้เมื่อไรเราก็ยิ้ม ลดไปนิดหนึ่งก็ยิ้ม ลดไปอีกหน่อยเราก็ยิ้ม ยิ้มเพราะลดตัวเองจากความบ้าลงได้
แล้วก็ในขั้นสุดท้าย อ๋อยทำยังไง โรคอย่างนี้ท่าน พระครูหลวงน้ามหาอำพัน บอก ว่า ท่านประสบของจริงมา ๒ ท่าน ท่านที่ ๑ คือท่านเจ้าคุณ นร. คนที่ ๒ ก็คือคุณอ๋อย อ๋อยก็ดี ท่านเจ้าคุณ นร.ก็ดี ท่านบอกว่าโรคนี้มันปวด สองท่านนี้ไม่เคยบ่นไม่เคยครางเรื่องนี้เป็นความจริง มีวันหนึ่งอาตมาไปพักอยู่ที่บ้านอ๋อย ทุกวันอยากจะเยี่ยมอ๋อย แต่พอไปถึงญาติโยมทั้งหลายมาหาจนหาเวลาว่างไม่ได้ ปลีกตัวไปเยี่ยมไม่ได้ หมดเวลาตอนเย็นขึ้นไปพักหน่อยหนึ่ง ถึงเวลาทุ่มครึ่งก็ลงไป บางทีไม่ทันหายเหนื่อย ใจยังริกๆ เพราะความเหนื่อย แต่ญาติโยมพุทธบริษัทมีมาจำนวนมากก็ลง เวลาที่จะเยี่ยมอ๋อยได้ก็ตอนเช้า พอเช้าจริงๆ มีแขกมาตัดตอน วันนั้นก็ไม่ได้เยี่ยมอ๋อยทั้งวัน มีวันหนึ่ง หนุ่ยมาบอกว่าแม่วันนี้ท่าทางไม่ค่อยดีกระสับกระส่ายมาก เมื่อคืนนอนไม่หลับ อิดโรยมาก อาตมาจึงถือโอกาสว่า วันนี้ใครจะมาก็ช่าง ต้องขึ้นไปเยี่ยมอ๋อยให้ได้ อยู่แค่นี้ไปเยี่ยมอ๋อยไม่ได้
พอขึ้นไปแล้วดูท่าทางเธออิดโรยจริงๆ พอเห็นหน้า เธอก็ยิ้ม ยิ้มแล้วทำท่าจะลุก อาการเพลียดูจะหายไป ทั้งนี้เพราะอาศัยธรรมปีติเป็นสำคัญ คำว่า ธรรมปีติ นี่ก็หมายถึง ความปลื้มใจ ความเต็มใจ ความอิ่มใจ ทำให้ทุกขเวทนามันหาย ทำท่าจะลุกก็เลยบอกว่าอ๋อยไม่ต้องลุก คุยกันตรงนี้ดีกว่า เธอก็คุย การคุยเธอก็ปรารภเรื่องพระนิพพานเป็นสำคัญ นิพพานอยู่ที่ไหนไม่จำเป็น ไม่ต้องสนใจ สนใจอย่างเดียวว่าเราจะไปนิพพานก็แล้วกัน ไปได้ไม่ได้เราก็ตั้งใจไปนิพพาน ถ้าตั้งใจไปนิพพานจริงๆ ก็ตั้งใจไปนิพพานไว้ ทรงพรหมวิหาร ๔ ให้ครบถ้วน ให้อภัยแก่คนทำผิด เราทำดี เขาด่ายิ้ม เราทำชั่ว เขาด่าเราก็ยิ้ม ทำดีเขาด่าเราก็ยิ้มน่ะ ยิ้มทำไม ยิ้มก็เพราะว่าคนนั้นเขาตาบอด เราทำดีเขาหาว่าชั่ว แสดงว่าเขาชั่วมากกว่าเรา
อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพราหมณ์ พราหมณ์โมโหโทโสพระพุทธเจ้าในฐานะที่คนรับใช้ของเขาไปมีความเคารพในพระ พุทธเจ้ามากกว่าเขา เพราะเขาเป็นคณาจารย์ จึงไปด่าองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ที่ประทับในพระวิหารไปยืนด่าอย่างคนพาลด่า พระพุทธเจ้าก็นั่งยิ้ม พอด่าไปเหนื่อยแล้วก็เลิก ชี้หน้าพระพุทธเจ้า บอกว่า “พระสมณโคดม ท่านแพ้ฉันแล้ว ฉันด่าท่าน ท่านไม่ด่าตอบนี่ท่านแพ้” พระพุทธเจ้าก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ เห็นไหม ถูกด่าแล้วก็ยังยิ้ม เขาถามว่า “หัวเราะทำไม” ทรงตอบว่า “ทำไมจะไม่ยิ้มล่ะ เธอด่าฉันหาว่าฉันแพ้นี่ ความจริงฉันไม่ได้แพ้เธอนะ เธอนั่นแหละเป็นผู้แพ้” เขาถามว่า “ทำไม” ทรงตอบว่า “คนที่ด่าเราแล้วนั่นนะ ถ้าเราไปด่าตอบก็แสดงว่าเราน่ะเลวกว่าคนที่เขามาด่า การที่เรายับยั้งอดใจได้ เราตัดเสียได้ไม่โกรธในคำด่า ตัดความโกรธได้เด็ดขาด ถือว่าเป็นผู้ชนะ แล้วก็เป็นผู้ชนะชนิดไม่กลับแพ้”
พราหมณ์นั้นฟังก็ตกใจ คิดว่าด่าจะได้ผล กลับไม่ได้ผล กลับหมอบราบคาบแก้วองค์สมเด็จพระทศพลว่าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดี แล้ว ตรัสถูกแล้ว มีเหตุมีผลดี คนด่านี่เป็นคนชั่ว ถ้าเขาโกรธเรามา แล้วเราโกรธตอบก็แสดงว่าเราก็เลวมากกว่าเขา
อ๋อยที่ยิ้มไปจะรู้เรื่องนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะไม่เคยแนะนำแต่เธอก็ยิ้มได้ทั้งๆ ที่เขาด่าเขาว่าเขานินทา อดทนยิ้มได้ทั้งๆ ทุกขเวทนามีมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตบั้นปลายของเธอ เธอก็มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ฟังเทปเรื่องพระนิพพานเป็นปกติ
เป็นอันว่าอ๋อย เวลานี้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งที่ตายก็คือขันธ์ ๕ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า เตสังวู ปสโม สุโข แปลว่า การเข้าไปสงบกาย นั้นชื่อว่ามีความสุข อ๋อยปล่อยกายไว้แล้ว กายเขาจะทำยังไงอ๋อยไม่เคยบ่น จิตใจของอ๋อยคงจะมีความสุข เพราะเธอปรารภธรรมอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะตายก็ฟังเสียงธรรมทุกวันจากเทปบันทึกเสียง คนที่สดับธรรมอยู่อย่างนี้ ดูตัวอย่างท่านงูเหลือมก็ดี ท่านค้างคาวก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉาน ตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา จากเทวดามาเป็นคน ฟังเทศน์ครั้งเดียวเป็นอรหันต์ได้ฉันใด สำหรับอ๋อยเป็นคนมีความพอใจอยู่ในธรรมะ มีความรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ มีความเมตตาปรานี รู้จักเกื้อกูลแก่บุคคลทั้งหลายไม่เลือกหน้า ถ้าอ๋อยนี่ต้องตายไปตกนรกอาตมาจะดีใจมาก ดีใจตรงไหน ดีใจเพราะอาตมาเองก็ต้องลงนรกตามอ๋อยเหมือนกัน ถ้าคนรับคำสอนจากอาตมาไป เขาทำใจขนาดนั้นเขาลงนรก ตัวครูตายไปแล้วมันก็ต้องลงนรกตามลูกศิษย์ แล้วอาจจะตกลึกกว่าเพราะว่ามีความรู้มากกว่า
เอาละ ท่านทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าความตายเป็นของธรรมดา เราจะไปยุ่งอะไรกับชีวิต คนทุกคนเกิดเท่าไร ตายเท่านั้น มีคนเขาถามว่า อ๋อยจะตายรู้ล่วงหน้าหรือเปล่า ก็บอกว่าทราบ รู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่าอ๋อยต้องตาย ถ้าจะถามว่า ทราบจากฌานอะไร ก็ต้องตอบว่าทราบจากฌานธรรมดา คือที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “คนมีความเกิดเป็นเบื้องต้น มีความแก่ในท่ามกลาง มีความตายในที่สุด มนุษย์และสัตว์เป็นอย่างนี้ เกิดเท่าไรตายทั้งหมด” จะต้องใช้ฌานอะไร.
หมายเหตุ คืนวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๒๑ เป็นคืนวันที่คุณอ๋อยตายและเป็นวันที่ตั้งศพสวดพระอภิธรรมคืนแรกที่บ้านซอย สายลมนั้น อาตมามาถึงตอนเกือบ ๒ ทุ่ม พอมาถึงใครๆ ก็เข้าไปรุมถาม อาตมาให้คำตอบว่า พระท่านสั่งมาว่าถ้าใครถาม เรื่องนี้ให้ตอบว่า “กายใสเป็นแก้ว จิตเป็นประกายพรึก”
