“..ต่อไปนี้เป็นเรื่องของท่านผู้มรณภาพ เวลานี้เป็นเวลา ๔.๐๐ น. ตรง คืนนี้ตื่นตั้งแต่ ๒.๓๐น. ก็เป็นอันว่าหลับไม่ได้จนกว่าจะสว่าง และก็ ต้องไม่หลับเพราะกิจพึงทำมันยังมี อาการเพลียไม่มีไม่ต้องเป็นห่วง ขอท่าน ทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วงที่จะคิดว่าเพลียหรือทรมานกาย เพราะนอนเต็มอิ่ม ตื่นมาก็อิ่มเต็มที่ เรื่องตอบคำถามมีดังต่อไปนี้
รายที่ ๑ นายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล ถามถึงคุณแม่แก้ว บุณยกุล ซึ่งเป็นมารดาเขียนมา บอกว่า ค่อนข้างท้วม ผิวดำ
หลวงพ่อ : แม่แก้วมาแล้วหรือยัง ไปตามมาให้ด้วยสิ ไปตามมาทุกคนที่ เขาเขียนชื่อมา เขา จะได้ทราบ เอ้ามาแล้วนะ เป็นไงแม่แก้ว เอ๊ะนี่เขาว่าดำนี่ ทำไม่ไม่ดำล่ะ
แม่แก้ว : เขาว่าดำ
หลวงพ่อ : อ๋อใช่ เอาล่ะ อยู่ที่ไหน?
แม่แก้ว : มีความสุขดี
หลวงพ่อ : เอ้าเป็นอันว่าท่านนายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล แม่แก้วบอกว่ามีความสุขดี เห็นเขียนมาว่าผิวดำ แต่แม่แก้วมาไม่ดำ ขาว ท้วมหน่อยๆ สวย หน้าตาสดชื่น ถ้าลูกจะทำบุญให้ด้วยความกตัญญูกตเวที แม่แก้วต้องการอะไร
แม่แก้ว : บอกว่าสบายแล้วอะไรก็ได้ แต่ว่าถ้าลูกจะทำบุญให้ก็ทำบุญให้เป็นบุญแก่ตัวเองแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วยความกตัญญู มีจิตประสงค์อยู่ ให้ลูกสร้างความดีให้เป็นปกติ
หลวงพ่อ : ท่านนายแพทย์สวัสดิ์ บุณยกุล โปรดทราบว่าเวลานี้มารดาของท่านมีความสุขแล้วท่านจะทำอะไรก็ได้ถ้าหวังในความกตัญญูรู้คุณของท่าน แม่แก้วบอกว่าให้ทำตามใจปรารถนา ทั้งนี้เพื่อเป็นบุญของท่านด้วยและเพื่อเป็นความกตัญญูกตเวทีด้วย เป็นอันว่าเรื่องของท่านนายแพทย์สวัสดิ์หมดไปหรือแม่แก้วหมดไป สวัสดีแม่แก้วไปหรืออยู่ไหนยังไม่ได้บอกเขาเลย
แม่แก้ว : ดาวดึงส์
หลวงพ่อ : แล้วก็ไปเพราะบุญอะไรจะได้บอกให้ลูกเขาทราบ
แม่แก้ว : บุญเพราะสร้างวิหารทาน ได้บุญเพราะนึกถึงพระ ใส่บาตรทำบุญอยู่เสมอ เวลาป่วยจิตใจน้อมถึงกุศลคิดว่าตนต้องตาย จัดเป็นมรณานุสติกรรมฐาน และก็มีความไม่ประมาท คิดถึงบุญเป็นเหตุให้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
หลวงพ่อ : ไปละหรือ สวัสดีจ้ะ
รายที่ ๒ นางเชื้อ เนตรพันธุ์ อายุ ๖๕ ปี ตายเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๑๖ รูปร่างอ้วนขาว สันทัด เป็นมารดาของนางอัจฉรามณี
หลวงพ่อ : แม่เชื้อมาแล้วรึ ทำบุญอะไรไว้นี่
แม่เชื้อ : ไหว้พระ
หลวงพ่อ : คนแก่นี่ไหว้พระเป็นแฮะ ด่าเขามากไหมล่ะ
แม่เชื้อ : ไม่มาก
หลวงพ่อ : ดีแล้ว เป็นอะไรตาย?
แม่เชื้อ : ไม่หายใจตาย
หลวงพ่อ : ไม่เห็นเขาบอกนี่ว่าเป็นอะไรตาย เขาบอกไม่หายใจตาย ฉันก็เหมือนกัน ไอ้โรคระยำนี่มันเป็นทุกคนแหละ ผีพูดถูกจ้ะ เออนี่เขาถามมา เขาเป็นห่วงนะ เวลานี้อยู่ที่ไหนล่ะ บอกตรงๆ นะ อยู่นรกขุมไหนล่ะ
แม่เชื้อ : ไม่อยู่นรก
หลวงพ่อ : นึกว่าอยู่จะให้ลูกเขาตามไปด้วย เดี๋ยวบอกซิ ไอ้ตอนที่จะตายน่ะ นึกอย่างไรมันถึงได้ไม่ลงนรก
แม่เชื้อ : เวลาป่วยตอนต้น นึกมั่งไม่นึกมั่งเรื่องบุญ
หลวงพ่อ : เออดีเหมือนกันนี่ มันไม่ลากลงนรกไปเสียได้ก็บุญตัวแล้ว นึกไว้เสมอไม่ได้รึ?
แม่เชื้อ : คิดว่าจะยังไม่ตาย
หลวงพ่อ : ดีแม่คุณ แล้วตอนหลังเป็นอย่างไรล่ะ
แม่เชื้อ : อีตอนหลังป่วยมาก ก็ไม่มากนักหรอก อาการมันหนักขึ้นมาก็เลยคิดว่า คราวนี้คงจะไม่รอดเสียแล้วและมีภาพพระปรากฏ เห็นพระพุทธเจ้าเป็นรูปพระสงฆ์ลอยผ่านมาให้เห็น ๒ ครั้ง นับตั้งแต่เห็นครั้งแรกจิตใจก็ถือพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ท่านสวย
หลวงพ่อ : เออดีมาก ตอนนั้นนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าหรือความสวยของท่าน
แม่เชื้อ : ท่านสวยจับใจ
หลวงพ่อ : ฮึ แอบไปรักพระพุทธเจ้าเข้าแล้วซี
แม่เชื้อ : เปล่า ท่านสวยจับใจทำให้จิตเป็นกุศล อิ่มใจ ชื่นใจ เมื่อเวลาใกล้จะตายปรากฏว่าเห็นท่านมายืนอยู่ทางขวาใกล้ศีรษะ จีวรเกือบจะถูกหน้า ใจสบาย หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าไอ้จิตวิญญาณหรือกายภายในมันออกมาเมื่อไหร่ เมื่อพลัดออกไปจากร่างแล้วก็ตามท่านไป รู้สึกว่าตามท่านไป ท่านเดินนำหน้าแล้วก็ตามท่านไป พอขึ้นไปใกล้พระจุฬามณี เดินเลยพระจุฬามณีขึ้นไปนิดหนึ่ง
หลวงพ่อ : ทำภาพให้ถูกนะ ถ้าโกหกเขาละฉันลงนรก แต่แกต้องลงไปก่อน นะ ฉันถามแม่เชื้อนะ ฉันไม่ได้พยากรณ์ เอ้าเดินไปถึงตรงนั้นหรือ
แม่เชื้อ : เดินไปถึงด้านเหนือของพระจุฬามณี เป็นสถานที่โอ่โถงมีความสวยสดงดงามเป็นวิมานอยู่สบาย
หลวงพ่อ : สบายแล้วก็แล้วไป เป็นอันว่าอย่างนี้เขาเรียกว่า ตายอยู่กับพุทธานุสติกรรมฐาน นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ไปสวรรค์ ดีแล้วอย่าประมาทนะ ไอ้กรรมที่ทำความชั่วไว้แล้วมันจะลากลงนรก ถ้าประมาทเมื่อไหร่ละก็เสร็จเมื่อนั้น จำไว้ให้ดีนะทำบุญต่อไป เกื้อกูลต่อไป นึกถึงพระพุทธเจ้าไว้ จะได้เข้าถึงพระโสดาบัน อย่าคิดว่าเป็นนางฟ้าเป็นเทวดาสบาย ดูตัวอย่างเทวดาที่จุติลงมาต่อหน้าต่อตา ลงมาแล้วเลยไปนรกไม่มีประโยชน์ อย่ามีความประมาท อย่านึกว่าเทวดาวิเศษ หนักๆ เข้าเทวดาจะกลายเป็นเศษ คือ เศษของสัตว์นรก ไม่มีประโยชน์ เอ้าไปแล้วก็ไป ฉันก็จะได้พักบ้าง
รายที่ ๓ นายวิสัย อนากูล “อนากูล” แปลว่า “ไม่สกปรก” เออนี่ไม่สกปรกมีหรือ รูปร่างสันทัด ผิวขาว ตายเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ สองคนนี่กวดกันจี๋เทียวนี่ บิดามารดาของนายแพทย์สมรัตน์ ระนองธานี
หลวงพ่อ : มาหรือยังล่ะเตี่ย เอ้าอาศัยความดีอะไรจึงไม่ลงนรก
นายวิสัย : มีเมตตา อารมณ์มีเมตตาเป็นพื้นฐาน แต่ว่าชาวบ้านจะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง อาการของคนที่มีเมตตาไม่จำเป็นต้องยิ้มเสมอ นี่มันเรื่องของใจ
หลวงพ่อ : อ๋อ มีเมตตาเป็นพื้นฐาน ก็มีพรหมวิหาร ๔ น่ะซี สร้างความระยำไว้บ้างหรือเปล่า
นายวิสัย : เอาเยอะเหมือนกัน
หลวงพ่อ : ดีเอาเยอะเหมือนกัน คำว่าเยอะของผีหมายความว่าทำไม่ดีนิดหน่อย ก็ถือว่ามีใช่ไหม
นายวิสัย : ใช่
หลวงพ่อ : ไปอยู่ที่ไหนล่ะ
นายวิสัย : ไม่ไกล
หลวงพ่อ : ตอบอย่างนี้ได้เรอะ สำหรับฉันไม่มีอะไรไกล ไกลอย่างไรนึกปั๊ปก็ถึงปุ๊ป แต่ชาวบ้านน่ะซี ลูกหลานจะได้เอาอย่าง จะได้รู้จักวิธี
นายวิสัย : เจริญเมตตาบารมีเข้าไว้แล้วก็จะไม่มีทางลงนรก บาปกรรมทั้งหลายที่ได้ทำไว้ แล้วจงอย่าตามไปถึง
หลวงพ่อ : เออดีเหมือนกัน มีจิตเมตตาเข้าไว้เป็นปกติ พ่อคุณมีจิตเมตตา ท่านก็มีศีลครบถ้วนน่ะซีมันเป็น พรหมวิหาร ๔ และแถมมีฌานสมาบัติสมบูรณ์ จะเจริญวิปัสสนาญาณก็เป็นพระอริยเจ้าได้เร็ว จะไปยากอะไรพ่อเทวดา พูดอย่างนี้มันก็ถูกน่ะซี
นายวิสัย : บอกว่าพูดอย่างเทวดา
หลวงพ่อ : แล้วนี่อาการความชั่วต่างๆ ไม่ได้ตามไปถึงเลยใช่ไหม
นายวิสัย : อ๋อ ตอนต้นนึกเหมือนกัน พอนึกแล้วก็ปรากฏว่าใจมันไม่สบาย ก็คิดเข้าไปหาความดี คือความดีของพระพุทธเจ้า ตั้งใจคิดว่ากรรมใดที่ทำมาแล้วเป็นความผิดขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน และต่อจากนั้นไปก็อาศัยอารมณ์เมตตาประจำใจ ใจมันก็อ่อนโยน มีความสดชื่น นึกถึงความดี นึกถึงบารมีพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เทวดา พ่อแม่เสร็จ ว่าดะเลย แล้วก็ตายสบาย ตายแล้วก็สบาย
หลวงพ่อ : เออดีมาก อยู่ที่ไหนพ่อเทวดา ไม่รู้จักบอกเล่าพ่อคุณ
นายวิสัย : บอกไม่ได้
หลวงพ่อ : ทำไม่ล่ะ มันจะต้องย้ายบ้านหรือ
นายวิสัย : จริงๆ เวลานี้อยู่กามาวจรสวรรค์เพราะอาศัยเมตตาบารมีเป็นสำคัญ พ้นจากกามาวจรสวรรค์ต้องไปพรหม
หลวงพ่อ : เรื่องของคนนี่ดูจริยาภายนอกนี่ดูกันไม่ได้ ไม่มีใครเห็นใจใครอย่างท่านสุปฏิฐิตเทพบุตรเลวแสนเลวตอนเป็นมนุษย์ แต่ตอนปลายก่อนจะตายนึกถึงพระพุทธเจ้าหน่อยเดียวเป็นเทวดา และจากเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้า อุณหิสวิชัยสูตร เป็นพระโสดาบัน ขอบใจนะ แน่จริงๆ ใช้ได้ๆ ไม่เสียทีเกิด อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่เสียรองเท้าเปล่า อ้าว ชาวบ้านเขาบอกว่าไม่เสียข้าวเปล่า สวมรองเท้านี่ไม่เสียรองเท้าเปล่า เราเดินไม่เหยียบดินไม่สกปรก ถ้าตายแล้วลงนรกก็เรียกว่ามันสกปรกเหลือดี ไอ้เชื้อโรคมันซึมเข้ามาทางรองเท้าก็แย่ เอ้า แม่ซิวหยิน อยู่ที่ไหน
นางซิวหยิน: ทำท่าไหว้ให้ดู
หลวงพ่อ : อ๋อ ไหว้เก่งนี่ ไอ้คนไหว้เก่งนี่มันจะไปนรกได้อย่างไร ดีมากๆ ทีหลังพูด
นางซิวหยิน : ต้องทำท่าไหว้ให้ดู ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจ
หลวงพ่อ : ดีไหว้เก่ง อยู่ด้วยกันกับตาเฒ่า (นายวิสัย) หรือเปล่านี่
นางซิวหยิน : เปล่า
หลวงพ่อ : ทำไมแยกเมืองกันเสียล่ะ?
นางซิวหยิน : ไปตามกำลังใจของบุญ
หลวงพ่อ : อยู่กับใครล่ะ?
นางซิวหยิน : ไปเป็นบริวารของ ท่านพรรณวดีศรีโสภาค
หลวงพ่อ : สบายไหม
นางซิวหยิน : สบาย
หลวงพ่อ : ท่านพรรณวดีศรีโสภาคนี่ใจดีหรือเปล่า
นางซิวหยิน : ท่านใจดีมาก แต่ทว่าท่านเด็ดขาด พูดยิ้มกับใคร ทุกคนกลัวยิ้ม
หลวงพ่อ : ก็ดีแล้วนี่ เออ ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ
นางซิวหยิน : ท่านมีระเบียบวินัยดีมาก ท่านเคารพในพระอินทร์
หลวงพ่อ : “ท่านพระอินทร์” แปลว่า “ท่านทรงความประเสริฐมากและก็ทรง ความ เป็นใหญ่ หรือเป็นใหญ่ในความประเสริฐ” พระอินทร์ท่านใจดีไหม?
นางซิวหยิน : ใจดีมาก
หลวงพ่อ : เฝ้าเสมอหรือเปล่า?
นางซิวหยิน : ไม่มีเวรเฝ้า แต่ว่าได้ฟังโอวาทท่านอยู่เสมอ เห็นท่านเสมอ เห็นทีไรท่านยิ้มตลอดเวลา
หลวงพ่อ : เวลาท่านอยู่บนสวรรค์ ท่านบ่นถึงเมืองมนุษย์บ้างไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยนี่
นางซิวหยิน : บ่นถึง
หลวงพ่อ : อ้าว ทีหลังจำไว้นะ จะมาเมืองมนุษย์ละก็ต้องถามท่านด้วย ไม่ถามท่านจะบอกอย่างไรล่ะ รายการนี้ผ่านไป ขอยุตินะ..”
