“..เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ หลังจากอาตมาคุยกับเทพธิดาปูทะเลเสร็จแล้ว เธอก็ถอยออกไป ก็มีนางฟ้าคนที่ ๒ เลื่อนเข้ามา ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนางฟ้าที่มีนางยักษิณีคุมอยู่เบื้อง หลัง ความจริงไม่ใช่นางยักษิณี เขาแสดงภาพให้เห็นว่านางฟ้ากลุ่มนี้ยังมี บาปอยู่เบื้องหลัง ถ้าพลาดจากสวรรค์เมื่อไร ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องลงไปถึงอบายภูมิ อาตมาให้ชื่อว่า “นางฟ้าปลาทู” นางฟ้าองค์นี้เข้ามาก็มองหน้าอาตมาแล้วก็ยิ้มเหมือนกับเทพธิดาปูทะเล จึงถามว่า “เธอเคยรู้จักฉันหรือ” เธอก็ตอบว่า “ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เคย รู้จักกันตัวต่อตัว แต่ทว่าเคยเห็นภาพถ่ายจากหนังสือพิมพ์บ้าง เคยดูที่ เทศน์ทางโทรทัศน์บ้างจึงจำได้ และมีคนเขาพูดให้ฟังก็ได้ยินชื่ออยู่เสมอ แต่ไม่มีเวลาที่จะไปหาไปคุยด้วยเพราะมีธุระมาก ถามเธอว่า “เวลานี้เธอเป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นไหน” เธอตอบว่า “เป็นนางฟ้า ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์” ถามเธอว่า “วิมานของเธอสวยไหม” เธอก็ตอบว่า “ วิมานสวยกว่าบ้านที่เมืองมนุษย์มาก” ถามว่า “บ้านของเธอที่เมืองมนุษย์เป็น บ้านไม้หรือบ้านตึก” เธอตอบว่า “ตอนแรกๆ เดิมทีเดียวเป็นบ้านไม้ ภายหลังเป็นบ้านตึกสร้างเองไม่ได้เช่าเขา เป็นตึกย่อมๆ มี ๓ ห้องนอน พออยู่ระหว่างพ่อแม่และลูก” ก็ถามว่า “เธอมีอาชีพอะไร” เธอตอบ ว่า “เดิมทีเดียวเป็นลูกจ้างขนปลาจากเรือตังเก แล้วก็แยกส่วนของปลา ปลาที่เธอสนใจมากที่สุดก็คือ ปลาทู เพราะเรือตังเกจะได้ปลาทูมาก ถ้าวันไหนปลาทูมากเจ้าของเขาก็แบ่งให้มาก วันไหนได้น้อยเขาก็แบ่งให้น้อย แต่ค่าจ้างแรงงานนั้นมีอยู่”
สำหรับปลาที่เขาแจกก็เพื่อให้คนงานเอาไปกินที่บ้านตามสมควร ชีวิตของเธอ นอกจากค่าแรงงานก็ได้อาศัยปลาทูและปลาทะเลบางส่วนช่วยให้ทรงชีวิตอยู่ ได้ บรรดาลูกจ้างทั้งหลายมีเงินน้อย แต่ละวันนายจ้างก็เลี้ยงอาหารแต่ อาหารบางส่วนอาจจะไม่เป็นที่พอใจของลูกจ้างเพราะกินซ้ำๆ ซาก ก็มีการซื้อ พิเศษกินกันในตอนบ่ายนอกเวลาที่เขาเลี้ยง เธอก็พยายามทำข้าวแกงและอาหารบาง ส่วน สิ่งใดที่คนงานชอบก็ทำสิ่งนั้น ทำแล้วก็ให้ลูกสาวหาบไปขายส่วนเธอก็ทำงานรับจ้างไป การขายอาหารแบบนี้เป็นปัจจัยให้เธอมีฐานะดีขึ้น มีความสุขมาก วิธีการขายของเธอก็คือ
๑) ตักข้าวให้มาก
๒) แกงหรือกับให้สมควรแก่ข้าว
๓) ๑ จานราคาถูกกว่าที่อื่น ๑ บาท
ข้าวของเธอก็ร้อนเสมอเพราะหุงข้าวใส่หม้อไป แต่ว่ามีซึ้งไว้นึ่งข้าวให้ ร้อน แกงก็ทำเตานึ่งให้ร้อนทำอย่างนี้เป็นถูกใจของคนกินมาก ต่อมาเมื่อ ฝีมือเป็นที่ชอบใจของคนงาน ก็ขยายออกไปขายตอนเช้าตรู่ จ้าง ๒–๓ คนมาช่วยหาบและตัก เอาไปขายที่ท่าเรือเมล์จอด คนขึ้นลงมากและตอนเช้าตรู่คนหิว ขายราคาถูกกว่าที่อื่น ๑ บาท ข้าวก็มากกับก็มาก คนก็ชอบใจ เป็นเหตุให้เธอได้เงินมาก ถึงแม้กำไรน้อยก็จริงแต่คนจองมาก เพราะส่วนใหญ่เขาจะไม่ซื้อของคนอื่น กิน การค้าแบบนี้เป็นเหตุให้เธอเกิดความร่ำรวย ถามเธอว่า “การขายแบบนี้ได้กำไรหรือ ไม่ขาดทุนหรือ” เธอก็บอกว่า “กำไร จริงๆ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ได้เสียค่าเช่าที่ ไม่ได้เสียค่าเช่าห้อง ตอนเช้าขายที่ท่าเรือ ตอนบ่ายหลังจากเที่ยงไปแล้ว ก็ขายตามโรงงาน คนงานส่วนใหญ่ก็เป็นลูก จ้างคนงานมาเพิ่ม ๓ คน จึงเป็นเหตุให้ได้เงินมาก”
ถามเธอว่า “เธอมาในกลุ่มของภาพนางยักษิณีติดตามมา เธอมีบาปอะไรหรือ” เธอก็ตอบว่า “ถ้าถามถึงบาปจริงๆ ก็มีหลายอย่าง การฆ่าสัตว์ปลาก็เคยฆ่า มดก็เคยฆ่า ยุงก็เคยฆ่า ฆ่าหลายอย่างแต่ฆ่าไม่หนักนัก ถึงอย่างนั้นก็บาป สิ่งที่มีความสำคัญที่ สุดที่ติดตามมาก็คือ จิตใจพอใจในปลาที่เจ้านายเขาได้มาจากเรือตังเก วัน ไหนถ้าเรือตังเกนำปลามาได้มาก วันนั้นดีใจมากเพราะได้แบ่งมาก วันไหนได้ปลาน้อยก็ใจเสียเพราะเขาแจกให้น้อย การที่เขาแจกปลาให้นั้นไม่ ต้องมีการลงทุนในการซื้อปลา” ถามเธอว่า “การดีใจกับการไม่ดีใจ ในเมื่อเขา ได้ปลามากปลาน้อยก็ไม่น่าจะเป็นบาป” เธอตอบว่า “มันต้องบาปเพราะยินดีในการ หามาได้ของเขา นั่นคือการล่าชีวิตของปลามา” ก็ถามว่า “ยินดีเฉยๆ มันจะบาปได้อย่างไร”
เธอก็แสนฉลาดตอบว่า “พระคุณเจ้าคงจะลืมไปว่า คนใดที่เขาทำบุญ คนที่ไม่มีทรัพย์จะทำบุญ เขาโมทนาย่อมได้อานิสงส์พิเศษ คือพลอยได้บุญกับ เขาด้วย ถ้าเจ้าของบุญเป็นเทวดาได้ คนนั้นก็เป็นเทวดาได้ เจ้าของบุญเป็น นางฟ้าได้ คนนั้นก็เป็นนางฟ้าได้ ถ้าเจ้าของบุญเป็นพระอรหันต์ได้ คนนั้นก็เป็นพระอรหันต์ได้
ตัวอย่างท่านคหบดีเจ้านายของท่านพระอนุรุทธ ลูกจ้างถวายทานกับพระปัจเจก พุทธเจ้าและเจ้านายโมทนา ในชาติสุดท้ายพระอนุรุทธได้เป็นพระอรหันต์ เจ้า นายซึ่งเกิดมาเป็นลูกของเพื่อนก็เป็นพระอรหันต์ด้วย เพราะอาศัยปัตตานุ โมทนามัย สำหรับฉันนี่ก็โมทนากับเจ้านายเขาทุกวัน คือยินดีที่ได้ปลาทุก วัน ตัวดีใจในการทำบาปของเขา ก็พลอยมีบาปไปด้วยและบาปก็สั่งสมตัวเอง นอกจากนั้นบาปอย่างอื่นก็ยังมี ฉะนั้นบาปจึงติดตามมา” ถามเธอว่า “ในสมัยที่เป็นคนยังมีชีวิตอยู่ เธอทำบุญ อะไรไว้” เธอก็ตอบว่า “เรื่องบุญนี้หาเวลาทำยาก ก็มีโอกาสบ้าง บางทีพระมาบิณฑบาตในตลาดบ้าง บางครั้งก็ได้ใส่บาตร บางครั้งก็ไม่ได้ใส่ การใส่บาตรก็ใส่ตามประเพณีมากกว่า เห็นเพื่อนเขาใส่ก็ใส่ตามเพื่อน ถ้าไม่ ใส่เพื่อนเขาว่า แต่ก็ไม่ได้ใส่ทุกวัน ที่จะมีความเลื่อมใสจริงๆ ก็ ยาก” ถามว่า “มีเวลาฟังเทศน์ไหม” เธอก็ตอบว่า “ไม่มีเวลาว่างฟังเทศน์”
ขอดูภาพเดิมที่เธอเป็นมนุษย์ เธอเป็นหญิงที่มีอายุมาก ร่างใหญ่ลักษณะแบนแต่ผิวขาว ดูแล้วเป็นลูกจีน ตายอายุประมาณสัก ๖๐ ปีเศษๆ นิดหน่อย ถามว่า “เธอเป็นลูกครึ่งจีนหรือ” เธอตอบว่า “พ่อแม่เป็น คนจีนทั้งสองคน” ถามว่า “การที่เธอเกิดมาเป็นนางฟ้า เพราะอาศัยบุญอะไรเป็นสำคัญ เพราะการจะเป็นนางฟ้าหรือเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้เป็นของยาก” เธอก็ ตอบว่า “บุญที่สำคัญมีอยู่ ๒ อย่างคือ ถวายสังฆทานเป็นปกติ คำว่า “ปกติ” ไม่ได้หมายความว่าทำทุกวัน
ประการที่ ๒ มีพระองค์หนึ่งท่านแนะนำให้นึกถึงท่าน” ก็เลยสงสัยว่าท่านแนะนำให้นึกถึง ท่านในลักษณะไหน จึงถามว่า “ขณะที่ไปหาพระในระยะที่พระให้นึกถึงท่าน เป็นสาวหรือวัยกลางคน หรือค่อนข้างแก่” เธอก็ตอบว่า “ในขณะที่ไปหาพระเวลานั้นมีอายุค่อนข้าง แก่” ถามว่า “พระให้นึกถึงท่านทำไม” เธอบอกว่าการที่พระให้นึกถึง ท่าน เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ระยะที่เธอเป็นคนแก่ก็ลาออกจากงานจัดปลา ให้ ลูกไปทำแทน ตัวเธอก็ไปจัดการควบคุมการขายข้าวแกงหาบ ไม่ยอมตั้งร้านเพราะ ต้องเสียภาษี มันยุ่งยากมากและต้องรอคนมาซื้อ เธอจะขายตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น จัดหาที่ตั้งเตาสำหรับอุ่นข้าวอุ่นแกง จานที่จะใส่ข้าวก็ล้างน้ำเดือดก่อนใส่อาหารให้เขา เขาก็ไว้วางใจ ถามว่า “ตอนหลังลดราคา ๑ บาทหรือเปล่า” เธอบอกว่า “การลดราคา ๑ บาท ทำได้ระยะแรก ตอนหลังเกิดอารมณ์ริษยาจากคนอื่น เขาหาว่าหักหน้าเขา เกือบจะมีเรื่องหลายครั้งเลยไม่ลด ๑ บาท แต่ให้ข้าวมากกว่าเขาแกงก็ท่วมข้าว การทำแบบนี้เป็นเหตุให้เธอมีฐานะดีขึ้น มีคนกินประจำมาก” และในระยะที่มีเรื่องวุ่นวายมากๆ มีคนเขากลั่นแกล้ง ก็พยายามหาหมอดู โดยมากหาหมอดูที่เป็นพระเพราะราคาไม่แพงจะให้เท่าไรท่านก็ไม่ว่า จะไม่ถวาย เลยท่านก็ไม่ว่า ก็เลยนิยมไปหาพระหมอดูทุกอาทิตย์
การไปหาหมอดูครั้งหนึ่งมีปิ่นโตไปเถาหนึ่ง เอาแกงเอากับและขนมใส่ ปิ่นโต มีข้าวหม้อสีเขียวย่อมๆ ๑ หม้อ ไปถวายพระเวลาเพล พระท่านก็ฉันหลายองค์ เวลานั้นไม่ทราบว่าเป็นสังฆทาน แต่เวลาตายแล้วได้ อานิสงส์เป็นสังฆทาน” ถามเธอว่า “อานิสงส์ใหญ่จริงๆ เธอได้จากอานิสงส์สังฆทานอย่างเดียวหรือ” เพราะเห็นเธอเป็นนางฟ้าที่มีความ ผ่องใสมาก เธอก็บอกว่า“ไม่ใช่” เห็นภาพเจริญพระกรรมฐานด้วยคือ ทำสมาธินึกถึงพระก็เลยถามว่า “เธอปฏิบัติตามคณาจารย์ไหน” เธอก็ตอบว่า “ไม่ มีคณาจารย์ เป็นแต่เพียงว่ามีพระองค์หนึ่งท่านดูหมอแม่นมาก ใช้สมาธิดู เวลาถามท่าน ท่านก็หลับตานิดหนึ่งแล้วท่านก็ตอบ ตอบทีไรถูกทุกที
ต่อมาท่านก็สั่งว่าโยมเอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อความสะดวก การที่โยมเอา อาหารมาถวายอาตมาทุกอาทิตย์ อาตมาก็ขอโมทนาด้วย ถ้าโยมมีอะไรขัดข้องเพื่อเป็นการช่วยเหลือได้ง่าย อาตมาใช้วิธีดูทางใจ โยมก็รับทางใจ ต่อไปนี้เมื่อเวลาโยมบูชาพระให้นึกถึงภาพอาตมาสักคราวละ ๒ นาทีก็พอ เพียงเท่านี้ การดูการพยากรณ์ การช่วยเหลือจะเป็นได้โดยง่ายเพราะใจตรงกัน”
เธอก็หวังแต่การให้พยากรณ์แม่น จึงนึกถึงพระองค์นั้นเป็นปกติ ท่านสั่งว่าหลังจากบูชาพระแล้วให้นึกถึงท่าน ๒ นาที แต่มันกลับนึกถึงทั้งวัน ถ้าว่างอยู่ก็นึกถึงหน้าพระองค์นั้น ลักษณะของพระองค์นั้น แต่ว่าไม่ใช่นึกถึงในด้านกามารมณ์ นึกนิยมในความแม่นยำในการดูของท่านและ ท่านก็ใจดี เวลาไปหาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอบอกว่า “อาศัยกำลังใจที่นึกถึงพระ นึกถึง แบบเบาๆ ไม่ได้นั่งขัดสมาธิกับเขา แต่ว่านึกถึงได้ทั้งวันทุกวัน พอมีเรื่องอะไรปั๊บก็นึกจะไปถามพระอย่าง นี้ จิตก็นึกถึงพระทันที ท่านเป็นที่ปรึกษาที่ดี เรื่องการค้าขาย เรื่องการติดต่อการงาน ติดต่อกับคน ท่านบอกได้ถูกต้องหมด ตอนนี้จิตเธอเป็นสมาธิในสังฆานุสติ กรรมฐานแบบไม่รู้ตัว”
เธอบอกว่า “จะถือว่าเป็นฌานก็ไม่ได้ กำลังใจเป็นแค่อุปจารสมาธิ เมื่อ ตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานแก้ว ๓ ประการ สว่างสวยงามมากเป็นที่อาศัย มีนางฟ้าเป็นบริวาร ๕,๐๐๐” ถามเธอว่า “อยากจะดูวิมานของเธอได้ไหม” เธอก็ ตอบว่าได้ “ได้” ก็เห็นวิมานลอยเข้ามาใกล้ๆ มีหม้อและปิ่นโตเป็นทองคำ ประดับเพชรแพรวพราวเป็นระยับ แขวนรอบวิมาน
ถามเธอว่า “ถวายสังฆทานกี่ครั้ง ทำไมมากขนาดนี้” เธอตอบว่า “ปริมาณของที่แขวนมีมากกว่าเวลาถวายสังฆทาน” จึง ถามว่า “ในเมื่อเธอถวายไม่มากเท่านี้แต่ของแขวนมากอย่างนี้ ก็เป็นการหลอกลวงน่ะซิ” เธอก็ตอบว่า “ไม่ใช่ ให้ดูเรื่องราวของท่านลาชเทวธิดา ถวายข้าวตอกเพียงขันเดียวและครั้งเดียวแก่ท่านพระมหากัสสปและก็ตายทันที เมื่อตายจากคนก็มาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวารและรอบๆ วิมานของเธอก็มีขันทองคำเต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำรอบวิมาน ส่วนฉันตอนแก่อายุประมาณ ๕๐ ปีก็ทำสังฆทานทุกอาทิตย์ อย่างน้อยฉันก็ถวายสังฆทานเดือนละ ๔ ครั้ง
แต่ความจริงตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องเลยว่าเป็นสังฆทาน คิดเพียงแต่ว่าพระ ท่านเป็นหมอดู เราไปให้ท่านดู ท่านไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยแม้แต่กาแฟสัก ๑ ถ้วย ท่านก็ไม่เคยเรียก เห็นหน้าท่านก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี ก็เลยตั้งใจถวาย อาหารแก่ท่านและท่านก็ไม่ได้ฉันองค์เดียว ท่านฉันรวมกับพระ ๕ องค์บ้าง ๗ องค์บ้าง บางทีก็ถึง ๑๐ องค์ การถวายอย่างนี้เป็นสังฆทาน จึงได้มีอานิสงส์อย่างนี้
นางฟ้าปลาทู ชุดแต่งกายของเธอมีสีเหลืองเพราะจิตใจจับพระสงฆ์องค์นั้น ผ้าจีวรของท่านมีสีเหลือง เธอบอกอีกว่า “ตอนนั้นฉันไม่ทราบว่าพระองค์นั้น เป็นพระที่มีความสำคัญ” ถามเธอว่า “มีความสำคัญขั้นฌานโลกีย์หรือ” เธอตอบ ว่า “ไม่ใช่” ถามว่า “เป็นโลกุตตระหรือ” เธอก็ยิ้มตอบว่า “ถ้าไม่ใช่ฌาน โลกีย์ก็ต้องเป็นฌานโลกุตตระ” พอจะถามต่อเธอก็สั่นหน้าบอกว่า “ห้ามถามขั้น ไหนไม่บอก” ถามว่า “อยู่แถวไหน” เธอตอบว่า “ไม่บอก ตะวันออกก็ได้” ก็เลยสงสัยว่าอาจจะอยู่ทางทิศตะวันออก พระองค์นี้เป็นพระดีจริงและเป็นพระที่มีความฉลาดมาก อาตมาก็ขอโมทนาในความฉลาดของท่าน ที่ท่านเป็นหมอดูเพราะคนจะชอบหมอดู ท่านบอกให้นึกถึงท่านนี่สำคัญมาก เป็นการแนะนำที่ฉลาดให้เจริญทั้ง สังฆานุสติกรรมฐาน อย่างง่ายๆ เพราะพระท่านก็แก่แล้ว คนที่ถูกแนะนำก็แก่แล้วอย่างนี้ไม่ใช่ กามารมณ์ ต้องขอชมความฉลาดและขอโมทนาในความดีของท่าน รู้สึกขอบคุณท่านที่ช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา..”
