"..ภุมเทวดา เป็นเทวดาในเขตภาคพื้นดินมนุษย์ ที่เราเรียกกันว่า "พระภูมิเจ้าที่"
ภุมเทวดาหรือภูมิเทวดา ภูมิ แปลว่า แผ่นดิน เทวดา แปลว่า ผู้ประเสริฐ ก็คือผู้ที่มีความประเสริฐในแผ่นดิน สำหรับภุมเทวดานี้ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าท่านเดินกันเกลื่อนกลาดไปหมด เดินอยู่ใกล้ๆ แผ่นดินแต่ว่าเท้าไม่ถึงดิน ลอยอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สูงขึ้นไปบนอากาศ ภุมเทวดาหน้าตาท่านสะสวยยิ้มแย้มแจ่มใส มีเครื่องแต่งตัวเรียบร้อยสวยงาม ผิวละเอียด ลีลาการเดินสวย แลดูสวยกว่าคนสวยในเมืองมนุษย์มาก มือขวาตั้งแต่ข้อมือลงไปถึงปลายนิ้วปรากฏว่าสีแดง และก็แดงไม่เสมอกันทุกองค์ บางองค์ก็แดงเข้ม บางองค์ก็แดงจางๆ ถ้ามือเป็นสีแดงเข้มแสดงว่ามีอานุภาพมากกว่าองค์ที่มีสีแดงจางๆ ฤทธิ์ของท่านอยู่ที่มือ ภุมเทวดามีวิมานเป็นที่อยู่ แต่วิมานลอยอยู่สูงกว่าแผ่นดินประมาณสักคืบหรือศอก ไม่ได้มีการปักเสาอยู่ติดพื้นดิน
ตัวอย่างท่านภุมเทวดาที่อาตมาได้พบมา เทวดาองค์นี้แต่งกายสีขาวทั้งชุด เครื่องประดับก็สีขาว หน้าตาอิ่มเอิบยิ้มแย้มแจ่มใส ถามท่านว่า "มีนามว่าอะไร" ท่านตอบว่า "สมัยที่เป็นมนุษย์ชื่อขุนสมาหารราชวัตร" ในตอนปลายสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านเกษียณลาออกจากราชการแล้ว ท่านปลูกบ้านอยู่ที่อำเภอธัญญบุรี จังหวัดปทุมธานี ชอบพอกับท่านและเคยไปพักบ้านท่าน ภรรยาของท่านคนหลังชื่อว่า "คุณสมถวิล"
ขุนสมาหารราชวัตร เคยเล่าให้ฟังว่า เพื่อนของท่านคนหนึ่งก่อนจะตายเคยพบพระภูมิหรือภุมเทวดาซึ่งเคยเป็นเพื่อนกัน ตายไปแล้วไปเกิดเป็นภุมเทวดามาพบในฝันบอกว่า "เวลานี้เราไปเกิดเป็นภุมเทวดามีความสุขมาก และรู้ความลับของคนทุกคน บ้านไหนก็ตามถ้าเราจะเข้าไปเราเข้าได้ทุกวัน จะปิดประตูลงกลอนขนาดไหนก็ตามเราก็เข้าไปได้" ปรากฏว่าเพื่อนท่านขุนสมาหารราชวัตรก็ติดใจในการเป็นภุมเทวดา
ท่านภุมเทวดาท่านนั้นก็บอกว่า "เพื่อนเอ๋ย จงตั้งใจทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์เวลาอยู่ที่บ้าน ถึงเวลาวันพระก็ไปวัดรักษาอุโบสถศีลให้บริสุทธิ์ด้วยความเต็มใจ และก็ตั้งใจไว้ว่าเวลาตายขอเป็นภุมเทวดา" ความจริงการรักษาอุโบสถศีลหรือว่ารักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ ตายแล้วเป็นอากาศเทวดาได้แบบสบายๆ แต่คนที่จะเป็นเทวดาชั้นสูงได้ ถ้าต้องการเป็นเทวดาชั้นตํ่ากว่านี่เขาไม่ห้ามสุดแล้วแต่ใจต้องการ แต่คนที่มีบุญบารมีเป็นเทวดาชั้นตํ่าอยากเป็นเทวดาชั้นสูง เป็นไม่ได้เขาห้าม จะต้องบำเพ็ญบารมีให้สมควรแก่ฐานะของเทวดาชั้นนั้นๆ เป็นอันว่าเพื่อนท่านขุนสมาหารราชวัตรก็เชื่อเพื่อนที่เป็นภุมเทวดาบอก จึงรักษาอุโบสถทุกวันพระ วันไหนไปวัดไม่ได้ก็ตั้งใจสมาทานที่บ้าน และวันปกติที่ไม่ใช่วันพระก็รักษาศีล ๕ บริบูรณ์จนกระทั่งตาย เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดเป็นภุมเทวดา แล้วมาเข้าฝันท่านขุนสมาหารราชวัตรบอกว่า "เวลานี้เราเป็นภุมเทวดาสมความปรารถนาแล้ว เป็นสุขจริงๆ งานการไม่ต้องทำ มีเครื่องทิพย์เป็นเครื่องบริโภค เวลาใครจะทำอะไร เขาก็ต้องเซ่นสรวง ต้องไหว้ ต้องบูชา ดีกว่าเป็นคนมาก ไม่มีความหิว ไม่มีความกระหาย ความร้อน ความหนาว ความเหนื่อยกายไม่มี จะไปทางไหนนึกปั๊บเดียวก็ถึงทันที"
ต่อมาท่านได้บอกว่า "ท่านตั้งใจจะไปอยู่กับเพื่อนที่มาชวน" หลังจากนั้นท่านก็ตั้งใจสมาทานศีล ๘ ทุกวันพระ วันปกติท่านก็รักษาศีล ๕ ครบถ้วน ในที่สุดท่านก็ตาย เมื่อตายได้ประมาณเดือนหนึ่ง ก็ไปที่บ้านท่านโดยไม่ทราบว่าท่านตายแล้ว คุณนายสมถวิลภรรยาท่านได้ถามว่า "เวลานี้ท่านขุนตายแล้ว ท่านไปเกิดเป็นภุมเทวดาหรือเปล่า" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาท่านขุนมีชีวิตอยู่ท่านชอบเล่นหวย ๓ ตัว ภรรยาท่านก็ชอบเล่น
ก็เลยบอกกับภรรยาท่านว่า "ลองนอนสักคืนหนึ่ง ตอนกลางคืนจะเชิญท่านขุนมา หากว่าท่านเป็นภุมเทวดาจริง หรือเป็นเทวดาชั้นอื่นจริงๆ ถ้าปรากฏแล้วจะลองขอหวยให้" เป็นอันว่าตอนกลางคืนก่อนนอนก็บูชาพระสวดมนต์ตามหน้าที่ของพระ เมื่อสวดมนต์เสร็จก็นึกในใจว่า "ท่านขุนอยู่ที่ไหน ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นอะไรก็ตาม ถ้าหากสามารถมาได้ขอได้โปรดมาพบ"ปรากฏว่าไม่ทันจะหลับ พอเคลิ้มๆ จะหลับท่านขุนก็มาในร่างเดิมคือเป็นกายเนื้อสมัยมีชีวิตอยู่ จึงถามว่า "เวลานี้ไปเกิดเป็นอะไร" ท่านตอบว่า "เป็นภุมเทวดา" ถามว่า "บุญวาสนาบารมีที่รักษาอุโบสถศีลก็ดี รักษาศีล ๕ ก็ดี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นอากาศเทวดาได้ คือจะอยู่ชั้นดาวดึงส์ได้แบบสบายๆ ทำไมจึงได้อยู่ที่นี่" ท่านก็รับรองบอกว่า "เป็นความจริงขอรับ แต่ก่อนที่จะตายจิตใจผมมันปักอยู่เฉพาะภุมเทวดา เมื่อเวลาตายจิตออกจากร่างจึงเป็นภุมเทวดา มีวิมานเป็นที่อยู่ และอารมณ์จิตก็รู้ในขณะนั้นเองว่า ถ้าเราไม่ได้ตั้งจิตเป็นภุมเทวดา เราจะไปอยู่ชั้นดาวดึงส์ได้แบบสบาย" ก็เลยถามต่อว่า "ท่านจะไปอยู่ชั้นดาวดึงส์ไหม" ท่านตอบว่า "ไป" ถามว่า "เมื่อไหร่จะไป"
อายุของชั้นจาตุมหาราช
ท่านตอบว่า "ต้องหมดอายุชั้นนี้เสียก่อน" ถามว่า "ชั้นนี้มีอายุเท่าไร" ท่านตอบว่า "ชั้นนี้เขาเรียกว่าอยู่ในเขตของชั้นจาตุมหาราช จะเป็นภุมเทวดาก็ดี รุกขเทวดาก็ดี เทวดาชั้นจาตุมหาราชก็ดี มีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ ถ้าจะเทียบกับเวลาในเมืองมนุษย์ก็ ๕๐ ปีมนุษย์เป็น ๑ วันของจาตุมหาราช และเดือนหนึ่งก็มี ๓๐ วัน ปีหนึ่งก็มี ๑๒ เดือนเหมือนกัน เมื่อครบ ๕๐๐ ปีทิพย์แล้วจึงจะไปเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ เพราะหมดเวลาที่จะอยู่ในที่นี้" บอกท่านว่า "คุณนายสมถวิลต้องการหวย ท่านขุนจะสงเคราะห์ได้ไหม และเคยมาบอกไหม" ท่านก็เลยบอกว่า "แม่หวินนี่ผมห่วงแกมาก ผมมาหาแกหลายครั้ง เคยมาบอกแกแต่แกไม่ได้ยิน มาหาก็ไม่เห็น พูดด้วยแกก็ไม่ฟังอาจจะไม่ได้ยิน เวลานี้ท่านมาก็ดีแล้ว ผมขอฝากหวยให้แกด้วยว่า คราวนี้หวยออก ๘๘๐ ท้ายรางวัลที่ ๑"
พอตอนเช้าก็บอกคุณนายตามนี้ ปรากฏว่าหวยออกตรงจริงๆ
แสดงให้เห็นว่าการตั้งใจทำความดีและการตั้งจิตไว้ก่อนตาย ว่าต้องการจะเกิดเป็นอะไรนั้นมีความสำคัญมาก ส่วนบุญบารมีที่ทำให้เกิดเป็นภุมเทวดานั้น มีการให้ทาน รักษาศีลแบบธรรมดาๆ แต่ว่ามีจิตใจไม่มั่นคง ใครเขาไปวัดก็ไปกับเขา เขาสมาทานศีล ๕ ก็สมาทานกับเขาแต่ไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล กลับออกมาก็ปล่อยให้ศีลตกอยู่หน้าศาลา เวลาเขาใส่บาตรก็ใส่กับเขา บางทีก็ใส่บาตรประเภทสนุก เรียกว่าทำตามประเพณีมากกว่า เห็นเขาทำกันก็ทำบ้างแต่ไม่ได้ตั้งใจจริง เป็นบุญเล็กๆ น้อยๆ กระจุ๋มกระจิ๋ม เรียกว่าสักแต่ว่าเป็นบุญ แต่เวลาตายจิตเกิดนึกถึงบุญกุศลที่เคยทำ จึงมาเกิดเป็นภุมเทวดา
คุณธรรมของเทวดา
สำหรับภุมเทวดาที่เรายกศาลบูชาท่านเพื่ออะไร จะเป็นเทวดาชั้นไหนก็ตามเราควรบูชา เพราะว่าท่านที่จะเป็นเทวดาได้ต้องมีคุณธรรมวิเศษ ๒ ประการ คือ
๑) หิริ คือความละอายต่อความชั่ว
๒) โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวผลของความชั่วจะมาให้ผลเป็นความทุกข์
เป็นอันว่าเทวดาเป็นผู้ที่ไม่ทำความชั่วได้ชื่อว่าเป็นคนประเสริฐ เป็นคนดี ทำไมเราจะกราบไหว้บูชาไม่ได้ คนธรรมดาทั้งๆ ที่ยังมีความชั่วอยู่ ทำปาณาติบาตก็ได้ โกหกมดเท็จก็ได้ เจ้าชู้ลูกเมียใครก็ได้ กินเหล้าเมายาก็ได้ เรายังไหว้คนเลวได้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เจริญเทวตานุสสติกรรมฐาน คือการให้นึกถึงความดีของเทวดา ในอนุสสติ ๑๐
