พระบาลีว่า ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺสนกมฺปติ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ นี่จวนจะเอวังแล้ว ชักจะสบาย ไอ้ที่ว่ามานี่ร่างกายมันก็ไม่ดี ทุกข์มันก็กินอยู่ตลอดเวลา ก็ช่างมันซี มันจะทุกข์มันก็ทุกข์ไป เราจะพูดเราก็พูดไป เมื่อทุกข์มันยังน้อยอยู่ก็พูดมันไป ทุกข์มากพูดไม่ไหวก็เลิกพูด พูดไปแล้วใครเขาเห็นดีหรือไม่เห็นดีก็ตามใจ เพราะว่าเวลาพูด พูดคนเดียว ไม่ได้พูดกับใคร อ้าวนี่ต้องไปบ่นทำไมหลวงตา หลวงตามานั่งบ่นทำไมนี่ เดี๋ยวก่อนแปลให้เขาฟังหน่อยซี ไปนั่งบ่นเสียแล้ว คนแก่ขี้บ่น
บาลีว่า ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสนะกัมปติ เอตัมมังคลมุตตมัง ท่านแปลไว้ว่ายังงี้ คนที่เขียนหนังสือแปลมา ว่าจิตของผู้ถูกโลกธรรมกระทบแล้ว ไม่หวั่นไหวจัดว่าเป็นอุดมมงคล
ปั้ดโถ มันง่ายนิดเดียว ปั้ดโธ่เอ๊ย ไม่เห็นจะมีอะไรหนักเล้ยพ่อคุณ ๆ มันไม่มีอะไรหนัก ก็โลกธรรมมันเป็นธรรมดาของคนที่เกิดมาในโลก นี่ ๆ ท่านล่ออารมณ์พระอรหันต์เข้าแล้ว รู้ไหม ? อีนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์แล้วนี่ แล้วจะไปยากอะไร ไม่มีอะไรยาก โลกธรรมมีอะไรบ้างเล่า ความมีลาภเมื่อลาภเข้ามาชนใจเข้า ไม่หวั่นไหว เพราะอะไร เพราะรู้แล้วนี่ว่าลาภมันหมดไปได้ ก็ของธรรมดา ไม่เห็นจะยุ่งอะไร ได้ลาภหมดไป ก็ไม่หวั่นไหวไม่หนักใจ ไม่เห็นมันมีอะไรนี่ ของธรรมดา ยศฐาบรรดาศักดิ์มาชนเข้านี่ เราจะไม่เอานี่เขาให้ ให้ก็ให้เข้าไปซิ เขาให้ยศเรามา เราก็นึกเลยว่ายศนี่เขาให้ได้ เขาก็เรียกคืนของเขาได้ เป็นธรรมดา เอ้าให้ก็ให้มา ตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ให้เราแล้วมันห้ามความแก่ ห้ามความป่วยไข้ไม่สบาย ห้ามความตายได้ไหม ? ไม่ได้ ยศไม่เป็นเรื่อง เอาเขาอยากจะให้ ให้ก็รับ รับแล้วก็วาง หมดเรื่องกันไป ไม่เห็นมีอะไร บางทีเจ้าของเขาให้ยศแล้วเขาเอากลับคืนไป มันก็เรื่องธรรมดา เอาไปก็เอาไป มียศก็แก่ ไม่มียศก็แก่ มียศก็ตาย ไม่มียศก็ตาย เรื่องอะไรจะไปยุ่งกับยศ ทำเป็นคนใจบ้า ๆ บอ ๆ ไปยังไง เห็นของไม่เป็นเรื่องว่าเป็นเรื่องมันจะใช้ได้ที่ไหน มันไม่เห็นมีอะไรยาก
ทีนี้ได้ยินคำสรรเสริญ ท่านบอกไม่หวั่นไหวอีก โธ่ ก็ไอ้คำสรรเสริญเยินยอของไอ้คนที่ปากเหม็นกินปลาร้า ความจริงปากคนนี่เหม็นกว่าปลาร้าอีก เหม็นเพราะอะไร ปกติเหม็นอยู่แล้ว ไม่ล้างปากทุกวันก็ทนไม่ไหว เหม็นยังปล่อยเสียงออกมาอีก ไอ้เสียงเหม็น กลิ่นปากเหม็นไม่พอ ยังมีเสียงเหม็น เขาจะมานั่งชมนั่งเชิมอะไร เราไม่ได้เกิดมาให้ชาวบ้านชม ไอ้ความดีความชั่วมันอยู่ที่เรา ชมก็ชมเข้าไป ฉันรู้ว่าฉันดีฉันชั่ว แกชมหรือไม่ชมฉันก็รู้ ไม่เป็นเรื่อง รับคำชมแล้วก็โยนทิ้งมันไป แล้วใครเขานินทาว่าร้าย ว่าเราชั่วเราเลวเราก็รู้ ตัวของเราเรามันรู้อยู่แล้ว มันชั่วหรือไม่ชั่ว ถ้ามันชั่วจริงก็บอก อือดี พ่อคุณ ดีที่เตือนฉันน่ะ นี่ฉันเลวจริง ๆ ถ้าเราไม่ได้ชั่วจริง ๆ ก็ ปั้ดโธ่เอ๊ย นึกในใจ ไอ้เจ้านี่มันหูตาไม่ดีนี่ เขาทำความดีเห็นเป็นความชั่วไปได้
นี่ความสุขของโลกีย์วิสัยเกิดขึ้นไม่หวั่นไหว ใช่แล้ว พระอริยเจ้าจะไปหวั่นไหวอะไร ก็แกเบื่อโลกจนไม่รู้จะเบื่อยังไงอยู่แล้ว ไอ้ความสุขกายเกิดขึ้น ไอ้ความสุขใจนิดหนึ่งเกิดขึ้น ว่างจากโรคภัยไข้เจ็บ ว่างจากการถูกนินทาว่าร้าย ร่างกายไม่มีโรค หนอยท่านจะไปเชื่ออะไรกับไอ้ร่างกายที่เต็มไปด้วยความกลับกลอก มันไม่มีเรื่องสบาย ๆ ไม่เห็นมีอะไรแล้วก็ความทุกข์เกิดขึ้นจากกำลังอำนาจของกายเป็นปัจจัยได้รับความกระทบ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าร่างกายมันจะพัง มันเป็นดินแดนของความทุกข์ ท่านวางทิ้งมันไปแล้ว โยนทิ้งมันไปแล้ว แล้วก็จะมานั่งหวั่นไหวกันเพื่ออะไร มันไม่มีอะไรนี่ แล้วโลกธรรมนี่ไม่เห็นมันหนัก มันของธรรมดา ๆ นี่ ก็รู้อยู่แล้วคนเกิดมาในโลกมันก็ต้องชนอีแบบนี้ ในเมื่อเรารู้ว่าจะต้องชนจะต้องไปหวั่นไหวมันทำไมไม่มีอะไร ไม่เห็นมีอะไรยากสักนิด ธรรมดา ๆ ปกติ ที่ว่าปกติก็คือต้องชนเป็นปกติ แล้วจะมานั่งหวั่นนั่งไหวเพื่อประโยชน์อะไร ไม่มีอะไร ก็ตอนนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์แล้วนี่ ไม่ต้องนั่งอธิบายหรอก ถ้าทำต้องโน่นแน่ะ ตบะโน่นแน่ะ ตั้งแต่ตบะน่ะ ไล่เบี้ยขึ้นมาเรื่อย ๆ มันไม่มีอะไรจะหนัก ค่อย ๆ มาเถอะ หรือค่อย ๆ เดิน ๚ะ
