"..วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ เวลา ๑๘.๓๐ น.เศษ อาตมานอนภาวนา พออารมณ์เคลิ้มเห็นท่านลุงทั้งสองท่านมาบอกว่า "ผมมีละครให้ชม" ท่านพูดจบเหมือนลอยตามท่านไปสำนักงานของท่าน พอไปถึงเห็นคนรอการสอบสวนมากตามปกติ แต่มีคนคณะหนึ่งท่านบอกว่า เป็นคณะทายก อยู่คนละเมืองแต่บังเอิญตายระยะใกล้เคียงกัน ท่านเลยเอามาสอบสวนคราวเดียวกัน

ท่านเรียกคนแรกเข้ามาถามว่า "เคยบวชเป็นเณรมาก่อนใช่ไหม" คนนั้นตอบว่า "ใช่"  ท่านถามต่อว่า "หลังจากนั้นเมื่ออายุครบบวชพระก็มีโอกาสบวชเป็นพระใช่ไหม" ตอบว่า "ใช่"

ท่านถามอีกว่า "เธอเรียนธรรมได้ชั้นสูงใช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่"

ท่านถามว่า "ต่อมาเป็นครูสอนธรรมวินัยใช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่"

ท่านถามว่า "เมื่อเป็นครูสอนธรรมวินัย มีลาภสักการะมาก หลงในเงิน เอาเงินสงฆ์ไปใช้ส่วนตัวมากใช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่"

ท่านถามว่า "ต่อมาเมื่อศิษย์มากขึ้น มีความรู้สึกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าบางอย่างแข็งเกินไปเช่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตายแล้ว ถ้าใจชั่วจะไปอบายภูมิ ถ้าใจดีจะไปสวรรค์ เธอดัดแปลงเป็นว่า ตายแล้วสูญ ชาติต่อไปไม่มีใช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่"

ท่านถามว่า "เมื่อเธอสอนคนเขาแบบนั้นเธอก็ทำตามนั้น คือต่อหน้าคนก็เรียบร้อยเคร่งครัด แต่พอลับหลังคนก็ทำตนสบาย กินเหล้า กินข้าวเวลาคํ่า ทำทุกอย่างเหมือนฆราวาส แต่ทำในที่มิดชิดคนภายนอกไม่รู้ใช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่"

ท่านถามว่า "เมื่อรวบรวมทรัพย์สินได้เรือนแสนก็สึกจากพระ ไปมีเมียและกลับไปเป็นทายกวัดนั้น พระเกรงใจ ชาวบ้านนับถือเพราะปฏิบัติตนเรียบร้อยเคร่งครัดตามเดิม แต่เงินทำบุญชักเปอร์เซ็นต์จากสงฆ์ประมาณ ๓๐ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เอาเป็นของตัวใช่ไหม" เธอตอบว่า "ใช่"

ท่านถามว่า "เธอบวชเณร บวชพระ เป็นทายก ลองบอกมาว่าเธอมั่นใจในบุญส่วนใดบ้าง ถ้าเธอมั่นใจในบุญสักอย่างเดียว ฉันจะให้ไปสวรรค์ก่อน"

เธอนั่งก้มหน้าเฉย ท่านเตือน ๓ ครั้ง เธอก็ก้มหน้าเป็นปกติ

ท่านบอกเจ้าหน้าที่ว่า "หมดภาระของฉันแล้ว เอาไปมอบให้นายนิรยบาลเขา เขาจะเอาไปไหนเป็นเรื่องของเขา"

ท่านลุงบอกอาตมาให้มองตามเขาไปจะได้รู้ว่าเขาเอาไปไหน ปรากฏว่าเอาไปไว้ในสถานที่เดียวกับพระเทวทัต คืออเวจีมหานรก มีหอกพุ่งมาเสียบจนไม่มีที่ขยับกาย ไฟพุ่งมาทุกทิศ น่ากลัวมากและน่าหวาดเสียว.."