"..วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๓๑ ท่านพระยายมราชต้องการพบอาตมา จึงไปในภาพกายเนื้อตามที่ท่านพระยายมราชแนะไว้อย่างนั้น เมื่อไปถึงท่านลุงทั้งสองนั่งประจำที่ แต่ไม่มีการสอบสวนพบหญิงแก่ร่างใหญ่ผิวเนื้อสองสี หน้าตามีกังวลมาก บ้านอยู่รอบนอกของกรุงเทพฯ เธอ เข้ามาหาบรรยายเรื่องต่างๆ ตามแบบฉบับของคนมีกังวล คิดว่าตายแล้วยังไม่ละกังวลอย่างนี้ก็แย่ จึงถามท่านลุงว่า "สอบสวนแล้วหรือ" ท่านลุงตอบว่า "ไม่มีการสอบสวนเพราะเป็นลูกศิษย์ของคุณ เขาบอกให้ผมเป็นพยาน เมื่อผมเป็นพยานก็ไม่ต้องสอบสวน" ถามท่านลุงว่า "แล้วเธอจะไปไหน"
ท่านลุงบอกว่า "บุญของเธอมีแต่กังวลมากเหลือเกิน บุญบูชาพระ ทำบุญร่วมกับอาตมา ถวายสังฆทานชุดเล็ก เจริญพระกรรมฐานแต่เอาดีไม่ได้ เพราะเวลาทำอารมณ์ไม่เยือกเย็นเนื่องจากมีกังวลมาก เป็นพวกวิตกจริตและโมหจริต กังวลไม่มีเวลาจบ เคยรักษาศีล ๘ เมื่อเวลามาเจริญพระกรรมฐาน เวลากลับบ้านก็เหลือ ๕ บ้าง ๓ บ้าง ศีลกะพร่องกะแพร่งเต็มที แต่ก็มั่นคงในการบูชาพระ พอใจในทานและสังฆทาน ถ้า จิตมั่นคงมากกว่านี้จะได้ไปอยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี จิตมีกังวลปานกลางจะไปดาวดึงส์ แต่นี่ตายแล้วก็ยังกังวลถึงลูกหลานไม่หยุด จิตขุ่นมัวไป ต้องไปเกิดเป็นรุกขเทวดา
ถามเธอว่า "ก่อนตายป่วยเป็นโรคอะไร" เธอตอบว่า "ก่อนตายท้องอืดแน่นหน้าอก นึกถึงบุญไม่ออกมันเสียดแทงมาก ร้อนใน อารมณ์ไม่แจ่มใส เมื่ออาการหนักมากจิตก็ห่วงลูกหลานมากเพราะจน เกรงว่าเธอจะหากินไม่พอกิน เมื่ออาการหนักที่สุดคืนวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๓๑ ประสาททางร่างกายหยุด จิตออกจากร่างมีคนนุ่งเขียว ๒ คนไปรับ"
ท่านพระยายมราชบอกว่า "เธอมีอารมณ์เป็นกุศลก่อนป่วยหนัก เมื่อไม่มีการสอบสวนจึงให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสวรรค์ไปรับ เจ้าหน้าที่ชุดนี้นุ่งเขียวบ้างสีอื่นบ้าง แต่ไม่แต่งชุดสีแดง เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดนี้ไปรับจึงไม่ต้องสอบสวน เพราะมีสิทธิ์ไปสวรรค์แน่นอน ที่ให้มาก็เพื่อให้มาแนะนำยํ้าความจำถึงบุญที่ทำไว้แล้ว ให้จิตสะอาดพอที่จะไปสวรรค์ได้ ถ้าไม่ยํ้าให้จิตสะอาดจะต้องเป็นสัมภเวสีชั่วคราว เมื่อครบกำหนดจึงไปสวรรค์ได้"
เมื่อถามถึงกำหนดเวลาที่เป็นสัมภเวสี ท่านบอกว่า "เอาเวลาแน่นอนไม่ได้ สุดแท้แต่จิตเศร้ามากหรือน้อย" ถามเธอว่า "วิมานรุกขเทวดาหรือเทพธิดาก็สวย มองเห็นแล้วพอใจไหม" เธอตอบว่า "พอใจมาก งานน้อย ไปเยี่ยมลูกหลานได้สะดวก" ถามเธอว่า "วิมานอยู่ห่างจากบ้านลูกหลานเกิน ๕๐ กิโลเมตร ไม่ไกลหรือ" เธอตอบว่า "ไม่ไกล เวลาที่ไปไม่ถึงนาทีก็ถึงแล้ว" ถามเธอว่า "ตั้งแต่ตายแล้วไปบ้านบ้างหรือยัง" เธอตอบว่า "ยัง เพราะเพิ่งเป็นอิสระด้วยรอการปลดออก" ถามว่า "วันนี้จะไปวิมานก่อนหรือไปบ้านก่อน" เธอตอบว่า "ไปวิมานก่อนแต่ก็คงไปบ้านวันนี้" ถามเธอว่า "ลูกหลานทำบุญให้บ้างหรือยัง" เธอตอบว่า "ทำให้แล้ว แต่จิตคนทำให้ไม่ผ่องใส พระที่รับทานก็มีจิตเศร้าหมองมาก ฉันเองก็ยังไม่เป็นอิสระ เขาให้บุญก็ยังโมทนาไม่ได้ วันนี้เป็นอิสระแล้วโมทนาได้ แต่ผลไม่สมบูรณ์ ต้องรอวันที่ ๘, ๙, ๑๐ ตุลาคม เขาจะถวายสังฆทานให้อีก วันนั้นมีหวังไปดาวดึงส์" ถามท่านลุงว่า "เธอไปดาวดึงส์ได้หรือ" ท่านบอกว่า "อานิสงส์โมทนาสังฆทานไปดาวดึงส์ได้สบาย" เมื่อคุยกันเสร็จเธอก็ไปวิมานเธอ อาตมาก็กลับวัด.."