“..เรื่อง “รุกขเทวดา” ในสมัยพระพุทธเจ้า เวลานั้นมีมหาเศรษฐีท่านหนึ่งมีนามว่า “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” บ้านนี้เวลาวันพระทุกคนในบ้านต้องรักษาอุโบสถ ปรากฏว่าวันพระวันหนึ่ง มีคนจนคนหนึ่งเข้ามาขอเป็นลูกจ้างของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านก็ถามว่า “เธอทำงานอะไรได้บ้าง” เขาก็ตอบว่า “ทำทุกอย่างตามที่ท่านจะใช้” ท่านก็บอกว่า “งานอย่างอื่นก็มีเจ้าหน้าที่เต็มหมดแล้ว ที่ยังมีพร่องอยู่ก็คือคนตัดฟืน” (เพราะที่บ้านนี้ต้องเลี้ยงพระมาก เลี้ยงคนมาก) เธอก็ยอมรับทำ หลังจากนั้นเธอกินข้าวเช้าเสร็จก็ถือขวานเข้าป่าไปตัดฟืน แล้วกลับมาตอนเย็น พอมาถึงปรากฏว่าคนที่บ้านนั้นเงียบสงัด ไม่มีเสียงฉันขอข้าว ฉันขอแกง ฉันต้องการอย่างนั้นอย่างนี้เหมือนตอนเช้า เธอก็เข้าไปที่โรงครัว แม่ครัวก็จัดอาหารเฉพาะเธอ เธอจึงถามว่า “วันนี้ทุกคนในบ้านเขากินข้าวกันหมดแล้วหรือ เห็นเงียบไป” แม่ครัวก็บอกว่า “วันนี้เป็นวันพระ ที่บ้านนี้หมดทุกคน วันพระต้องรักษาอุโบสถแม้แต่เด็กที่กำลังกินนมอยู่ ท่านมหาเศรษฐียังให้บ้วนปากและกินนํ้าผึ้งหรือนมใสนมข้นแทน” ชายตัดฟืนก็ถามว่า “อุโบสถเป็นอย่างไร” แม่ครัวตอบว่า “ถ้าอยากจะรู้ก็ไปถามท่านมหาเศรษฐีก็แล้วกัน ทุกคนทำตามคำสั่ง แต่ความรู้ไม่มี” ชายผู้นี้ก็เข้าไปหาท่านมหาเศรษฐี ท่านก็แนะนำว่า “อุโบสถศีลก็คือศีล ๘ แต่รักษาวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเขาเรียกว่าอุโบสถศีล”
ชายผู้นี้ก็ถามต่อว่า “ตอนเช้ามืดไม่ได้สมาทานอุโบสถศีล ตอนเย็นจะสมาทานได้ไหม” ท่านมหาเศรษฐีก็บอกว่า “ถ้ารักษาเต็มวันไม่ได้ รักษาครึ่งวันก็ใช้ได้” เขาก็สมาทานอุโบสถศีลกับท่านมหาเศรษฐี และท่านก็แนะนำอุโบสถศีลมี ๘ ข้อตามศีล ๘
หลังจากนั้นเมื่อสมาทานศีลแล้ว เขาก็ไม่ได้กินข้าวเย็น เขากินแต่ข้าวเช้าและข้าวกลางวันที่ห่อไป งานตัดฟืนมันก็หนักและไม่ได้กินข้าวเย็น พอตกดึกเข้าลมดันขึ้นมา มีอาการจุกเสียดมาก มีคนมารายงานท่านมหาเศรษฐี ท่านก็ไปแนะนำและนำอาหารที่มีรสเลิศ ๕ อย่างไปให้กินบอกว่า “กินเสียเถอะ วันนี้ไม่เป็นไร ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่วันอื่นยังรักษาได้” ชายผู้นี้ก็ใจเด็ดบอกว่า “ความดีเต็มวันผมทำไม่ได้ แต่ผมรักษาได้แค่ครึ่งวัน ถ้าผมจะตายเพราะความดีครึ่งวันผมยอมตาย” ท่านมหาเศรษฐีจะแค่นเท่าไรเขาก็ไม่ยอมกินอาหาร
อานิสงส์รักษาอุโบสถศีลครึ่งวัน
พอวันรุ่งขึ้นเขาก็ตาย ตายเพราะกำลังใจที่พอใจในอุโบสถศีล เป็นอันว่าเขามีโอกาสได้ทำบุญคราวนั้นคราวเดียว เมื่อตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นรุกขเทวดา
ในเวลานั้นมีฤๅษี ๖๐ ท่านตั้งใจจะไปบ้านท่านโฆษกเศรษฐี ซึ่งอาราธนาไว้ว่าถ้าเวลาหน้าแล้งขอให้ไปรับภัตตาหารที่บ้านเขา แต่ท่านฤๅษี ๖๐ ท่านไม่ได้อภิญญา พอไปถึงต้นไม้ใหญ่มีพุ่มใหญ่ก็คิดว่า ต้นไม้นี่มีพุ่มใหญ่มีร่มเงาดี เรานั่งพักสักครู่หนึ่งดีกว่า พอนั่งพักไปสักครู่หนึ่งหัวหน้าฤๅษีก็มีความรู้สึก คือท่านไม่ได้ทิพย์จักขุญาณแต่มีความรู้สึกคิดว่าต้นไม้นี้อาจจะมีรุกขเทวดาที่มีบุญมาก เพราะต้นไม้มีพุ่มใหญ่เหลือเกิน จึงนึกในใจว่า “เวลานี้เราเดินมาเหนื่อยมีความกระหายนํ้า ถ้าหากว่ารุกขเทวดาจะเมตตาเรา บันดาลนํ้าที่ใสสะอาดให้เรากินก็จะดี” เทวดาก็บันดาลนํ้าให้กิน
ต่อมาเธอก็คิดว่า “เรากินนํ้าแล้ว และก็หิวข้าวหิวลูกไม้ ถ้าเทวดาบันดาลอาหารให้เรากินได้ก็จะดี” เทวดาก็บันดาลให้กิน
ต่อมาเธอก็คิดว่า “เราเดินมาไกลมันร้อน ถ้ามีสระอาบน้ำได้ก็ดี” เทวดาก็บันดาลสระอาบน้ำให้อาบ เมื่อความประสงค์ของท่านฤๅษีเป็นไปตามประสงค์ ท่านก็คิดว่า “เทวดาองค์นี้ต้องมีอานุภาพมาก” ดังนั้นจึงขอร้องด้วยวาจาว่า “ขอเทวดาผู้มีคุณ ได้โปรดแสดงตนให้ปรากฏ” เทวดาก็แสดงตนให้ปรากฏ ท่านฤๅษีก็บอกว่า “ท่านรุกขเทวดาท่านมีบุญญานุภาพมาก ข้าพเจ้าต้องการอะไร ท่านก็บันดาลให้ได้ทุกอย่าง และเวลานี้ก็เห็นวิมานท่านใหญ่โตมโหฬารสวยสดงดงาม ตัวท่านก็มีความสง่า มีเครื่องประดับสวยมีแสงสว่างออกจากกาย อยากจะทราบว่าในสมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ ท่านทำบุญอะไรไว้”
พอท่านฤๅษีถามอย่างนี้ ท่านเทวดาก็อายบอกว่า “อย่าถามผมเลยขอรับ ผมอายเหลือเกินเพราะบุญผมน้อย” ในเมื่อท่านฤๅษีคะยั้นคะยอหนักเข้าขอร้องมากขึ้น เทวดาก็ยอมตอบว่า “ผมมีบุญน้อยเป็นรุกขเทวดาเพราะรักษาอุโบสถศีลครึ่งวัน”
ก็เป็นอันว่ารักษาอุโบสถศีลเพียงครึ่งวันครั้งเดียวในชีวิต ตายจากคนไปเกิดเป็นรุกขเทวดา มีบุญญาธิการมาก ฉะนั้นถ้าหากว่าเทวดาหรือนางฟ้าองค์ใดที่ท่านอาศัยต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งและมีบุญญาธิการมากอย่างเทวดาองค์นี้ ต้นไม้ต้นนั้นถ้านำมาเป็นเสาหรือนำมาเป็นพรึงหรือนำมาเป็นตงหรือคานก็ตาม คงจะตกนํ้ามันเหมือนกันเพราะมีอานุภาพมาก..”