“..ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ก่อนจะตายถ้าจิตใจ ผ่องใส นึกถึงบุญกุศลนิดหน่อยตายแล้วก็ไปสวรรค์ทันที เรื่องนี้ให้ชื่อเรื่องว่า เทพธิดาปูทะเล เรื่องมีอยู่ว่า

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกนั่งอยู่กับ ท่านปัญจสิกขเทพบุตร ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเหมือนเลขาของท่านพระอินทร์ เห็นนางฟ้า ๘ องค์ รูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามมาก  ผิวพรรณผ่องใส  เครื่องประดับก็สวย  แต่มีองค์ หนึ่งนั่งใกล้มากที่สุด  ท่านมองหน้าไม่ละสายตา เบื้องหลังนางฟ้า ๘ องค์ไกลออกไปประมาณ ๒ เส้น เป็นภาพผู้หญิงอ้วนใหญ่  ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ในความรู้สึกของอาตมาเป็นภาพนางยักษิณี  จึงหันไปถามท่านปัญจสิกขเทพบุตร ว่า “บนสวรรค์มีภาพประเภทไม่สวยอย่างนี้เหมือนกันรึ” ท่านตอบว่า“ปกติไม่มี แต่นางฟ้า ๘ องค์นี้เป็นคนมีบาปอยู่เบื้องหลัง” หมายความว่าในระยะต้นสร้างบาปไว้มากแต่ ว่าไม่ถึงอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมได้แก่ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์  ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ยุยงให้สงฆ์แตกกัน ตอนช่วงหลังของชีวิตและตอนใกล้จะตายได้ทำกำลังใจเป็น สัมมาทิฐิ รู้จักการให้ทาน รู้จักการรักษาศีล  รู้จักการเจริญภาวนา  เวลาจะตายจิตใจก็เกาะความ ดี  เมื่อตายแล้วก็มาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก่อน  แต่ทว่า บาปยังติดตามอยู่  ถ้าไม่สร้างความดีต่อเป็นการป้องกัน เมื่อจุติไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อไรบาปจะดึงเธอทั้งหมดลงอบายภูมิทันที

ท่านพุทธบริษัทเมื่ออ่านหรือฟังแล้ว  จงคิดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

จิตเต  สังกิลิฏเฐ  ทุคติ  ปาฏิกังขา เวลาก่อนจะตาย  จิตใจเป็นอกุศลหรือเศร้าหมองนิดหน่อย  ก็จะไปอบายภูมิทันที

จิตเต  ปาริสุทเธ  สุคติ  ปาฏิกังขา ก่อนจะตาย  แม้แต่จิตใจผ่องใสในด้านของบุญกุศลนิดหน่อย  ก็จะไปสวรรค์ทันที

อาตมาหันไปถามนางฟ้าที่อยู่ใกล้มากที่สุด และมองหน้าไม่ยอมละ ถามเธอว่า “สมัยเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน” เธอตอบทันทีว่า “จำฉันไม่ได้ รึ” อาตมาบอก “ถ้าอย่างนั้นขอดูภาพเดิม” ให้เห็นภาพเธอเป็นคนแก่อายุประมาณ ใกล้ ๖๐ ปี รูปร่างใหญ่เทอะทะ ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ ถามเธอว่า “รูปร่างของเธอเป็นอย่างนี้ เธอมีสามีหรือเปล่า” เธอตอบว่า “มี” เธอแสดงภาพให้เห็นตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก แล้วก็เป็นสาววัยรุ่นถึงสาวใหญ่  ตอนสาวรุ่นรูปร่างทรวดทรงดี  หน้าตา ดี  ผิวพรรณไม่ดำ ผิวเนื้อดำแดงและเกลี้ยง ร่างกายมาเปลี่ยนแปลงตอนอายุใกล้ ๔๐  เธอเป็นคนจน

เวลานั้นอาชีพจริงๆ ก็คือ  จับปูทะเลมาขาย  ปูทะเลจับมาได้ก็ต้องมัด  จับปั๊บมัดปุ๊บ ทำมาแต่เด็กก็ทำได้คล่องรวดเร็วแล้วก็เอามาขาย  พอเป็นสาวขึ้นมาก็จับปูทะเล ขายเหมือนเดิม  แต่งงานแล้วก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม มาเปลี่ยนแปลงเอาจริงๆ เมื่อตอนอายุ ๓๐ ปีเศษ ขายปูได้กำไรพอสมควรมีทุนอยู่บ้าง ไม่จับปูเองแล้วแต่เป็นคนซื้อปูมาขายและคุมการขาย

ให้นึกดูว่า สภาพปูถูกมัดกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แบบนั้น มันทรมานขนาดไหน มีการเจ็บปวด  มีการเมื่อยขนาดไหน สรุปแล้วเธอทำบาปมาอย่างหนัก เป็นบาปที่ติดตามมา  ที่เห็นเป็นภาพนางยักษิณีอยู่ข้างหลังตอนที่มาเกิดเป็น นางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว

ความจริงในตอนระยะต้นๆ  ตั้งแต่เด็กมาจนถึงสาวใหญ่  แต่งงานแล้วก็ ตาม  บุญเธอก็ทำบ้างแต่ก็ทำบุญแบบผิวเผิน หมายความว่าใส่บาตรบ้างแต่ก็นานๆ ใส่ครั้ง นานๆ ก็ไปฟังเทศน์บ้างแต่ก็ไม่ตั้งใจนัก  เขาทำบุญเรี่ยไรก็ทำบ้างแต่ไม่ได้ ตั้งใจมาก  ทำประเภทปัดสวะให้ผ่านพ้นไป  ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่แจกฎีกาพึง ทราบว่า คนที่เขาทำบุญตามฎีกาเขาจำใจทำกันมา  แต่ก็ได้บุญถึงแม้จะได้บุญไม่เต็มเม็ด เต็มหน่วยก็ตาม  เปรียบเหมือนชาวบ้านเขามีข้าว ๑ กะละมังได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เราได้บุญไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีข้าวแค่  ๑ จาน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ต่อมาเมื่อเธอมีอายุ ๔๐ ปีเศษๆ ก็มีความรู้สึกว่าอาชีพเดิมมันบาปทั้งหมด ก็เพราะบังเอิญมีพระหลวงตาที่น่าเคารพท่านหนึ่ง  ท่านเป็นพระอยู่ใกล้บ้านไป รับบาตรเป็นประจำ  ผ่านอยู่เสมอ ท่านอธิบายให้ฟังว่า “การทำแบบนี้มัน บาป” ในที่สุดเธอก็ละจากอาชีพขายปูทะเลมาเป็นอาชีพรับจ้างอย่างอื่นที่ไม่ เป็นบาป  ความจริงน่าขอบคุณหลวงตาองค์นั้นที่ท่านแนะนำ  ตอนหลังเธอตั้งหน้า ตั้งตาทำบุญ บุญใหญ่เธอทำมาเป็นปกติ ใส่บาตร  ฟังเทศน์ ใครไปเรี่ยไรก็ให้ ทำบุญมาเรื่อยๆ  จิตใจเป็นบุญกุศล

ต่อมาระยะใกล้จะตาย ๔ เดือน เธอก็มีโอกาสมาที่วัดท่าซุง ในงานเป่ายันต์เกราะเพชร  เห็นวัดเข้าก็ชอบใจ คิดในใจว่าวัดสวยๆ แบบนี้หายาก เธอสนใจมณฑปแก้วที่ปิดกระจกทั้งข้างนอกและข้างใน  ก็ชอบใจมากเข้าไปนั่งไหว้ พระดูภาพพระก็ชอบใจ มีจิตใจสดชื่น ไปนั่งนานจนกว่าจะถึงเวลาเป่ายันต์เกราะเพชร  ก็ไปรับยันต์เกราะเพชร ตอน  ๔  โมงเช้า  ปรากฏว่าเขาประกาศว่ารถจะออก ๔ โมงเย็น จึงไปนั่งป๋ออยู่ที่มณฑปแก้วใหม่ สดชื่นมากจิตใจจับอยู่ที่นั่น

ต่อมาได้ทราบข่าวว่า ที่ซอยสายลมมีพระวัดท่าซุงไปสอนพระกรรมฐานที่นั่น เธอก็ไปกับเขาด้วย ไปเจริญพระกรรมฐานวันแรกเธอบอกว่า “ภาพพระที่มองเห็นเวลาลืมตา แต่เวลาหลับตาแล้วพระองค์นั้นไม่เห็น  เห็นแต่ปูที่คลานยั้วเยี้ยที่เธอจับ มาก็ดี  ภาพที่เธอกำลังมัดปูก็ดี  นั่งขายปูก็ดี”

รวมความว่า ภาพปูปรากฏเต็มไปหมด  จะมองเท่าไรก็ไม่เห็นภาพพระเห็นแต่ปูแทน ในที่สุดลืมตาดูพระใหม่  ทิ้งภาพปู  พอเห็นภาพพระแจ่มใสดี  สด ชื่น  นานๆ  เข้าจึงหลับตาใหม่  ก็ปรากฏเห็นภาพปูอีก  เป็นอันว่าวันแรกของ การเจริญพระกรรมฐานคือวันเสาร์  ไม่มีผลเห็นพระแต่มีผลเห็นปูทะเลแทน  เธอก็ เศร้าสลดใจ  พอถึงเวลาอุทิศส่วนกุศล พระท่านแนะนำว่า “ให้ขอท่านพระยายมราชและเทพเจ้าเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศล”

เผอิญท่านพระยายมราชท่านมาบอกกับอาตมาในวันนั้นว่า “ถ้าใครทำบุญ ไว้  เวลาอุทิศส่วนกุศลให้บอกท่านให้เป็นพยาน  ถ้าบังเอิญต้องผ่านสำนัก ท่าน  การสอบสวนเรื่องบาปก็ไม่มี  ท่านจะเป็นพยานให้เพราะบุญมีอยู่แล้ว  จะ ส่งไปสวรรค์ก่อน”  เธอบอกว่า  “ดีใจในถ้อยคำนี้”  เวลาพระท่านนำอุทิศส่วน กุศลสดชื่นมาก  ตั้งใจจริงๆ เพราะว่าปูเป็นเหตุ ถึงอย่างไรก็ไม่ขอลงนรกแน่ เธอคิดในใจว่า “ถ้าขืนลงนรกเสียท่าปูแน่  ปูนับ เป็นพันเป็นหมื่นมันตามเล่นงานแน่นอน  เธอไม่ได้คิดถึงไฟนรกคิดถึงแต่ปู อย่างเดียว  พออุทิศส่วนกุศลเสร็จเธอก็รีบไปที่จุดสังฆทาน  จะเอาชุด ใหญ่  ๕๐๐, ๑,๐๐๐, ๒,๐๐๐ เงินก็ไม่มี ผสมผเสได้  ๑๐๐ บาท ก็ถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาททันที

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สองไปใหม่ตอนกลางวัน  ตั้งใจไปถวายสังฆทานชุด เล็ก  ๑๐๐  บาททันทีและก็ฟังพระท่านคุยไป นั่งดูพระพุทธรูปไป  ตัดสินใจว่าวันนี้จะไม่ยอมให้ภาพปูเข้ามากวนใจ  จะขอ อยู่กับพระพุทธรูป หลับตาบ้างลืมตาบ้าง  ใครจะคุยอย่างไรก็ช่าง  สนใจพระพุทธรูปอย่างเดียว  พอ ตอนกลางคืนเจริญพระกรรมฐาน เวลาหลับตาปรากฏว่า  ภาพปูกับภาพพระแย่งกัน  ภาพพระเกิดขึ้นบ้าง เห็นภาพปูบ้างสลับกัน เธอก็ดีใจว่าวันนี้พระสู้กับปูแล้วปูแพ้  เพราะภาพปูเกิดขึ้นมาน้อย  เห็น ภาพพระมากกว่า  พอเจริญพระกรรมฐานเสร็จก็ถวายสังฆทานชุดเล็ก  ๑๐๐  บาทอีก

ต่อมาวันที่สาม ก็ทำอย่างนั้นอีก พอไปถึงปุ๊บไม่ต้องการอะไรทั้งหมด  ตั้งหน้าตั้งตาจ้องพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ ที่พูด มองลีลาพระสงฆ์ที่นั่งพูดบ้างและจำภาพพระพุทธรูปบ้าง  ดูสองอย่าง อย่างไหน เลือนก็จับอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทน  ตั้งใจจับพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ช่วยกัน ขับปู  วันนี้ชนะเด็ดขาดภาพปูไม่ปรากฏเห็นแต่ภาพพระอย่างเดียว เห็นชัดทั้งภาพพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ ภาพปูไม่เกิด เธอดีใจมาก

ก็รวมความว่าเธอทำอย่างนี้มาได้ ๓ ครั้ง  วาระที่สุดของชีวิตของเธอก็มาถึง  เวลาที่จะตายจริงๆ  เธอมีอาการ ป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวัน ปวดศีรษะบ้าง แน่นหน้าอกบ้าง เสียดท้องบ้างเป็นปกติ แต่ในเวลานั้นก็ตั้งใจภาวนาว่า  “พุทโธ”  นึกถึงภาพพระกับพระสงฆ์ที่เคย เห็น  ภาพก็ชัดเจนแจ่มใสเป็นบางครั้ง  บางทีมันปวดมากภาพก็หายไป  พอคลาย หน่อยจิตก็เห็นภาพ  แต่ใจไม่ยอมปลด  มันจะปวดอย่างไรก็ตาม  ก็ตั้งใจ ภาวนา “พุทโธ” บ้าง “นะมะพะธะ” บ้าง  จับภาพพระพุทธเจ้าบ้าง  จับภาพพระสงฆ์ บ้างสลับกันไปในที่สุดก็ตาย

เวลาจะตายเธอบอกว่าไม่มีความรู้สึกว่ามันจะตาย  มันเป็นแต่มีความรู้สึก วูบไป  อาการปรากฏทีแรกมันอืดเสียดมาก เมื่ออาการอืดเสียดหายไป มีนงงหายไป  จิตมีอารมณ์เป็นสุขมาก  มีความเยือกเย็น  มีความสบาย  จิตก็จับ ภาพพระพุทธรูปภาวนาว่า  “พุทโธ”  เดี๋ยวก็  “นะมะพะธะ”  สลับกับทั้ง ๒ อย่าง  ภาพพระก็เกิดมีสภาพแจ่มใส  สดใสขึ้น สวยขึ้นๆ ตามลำดับ เป็นทองอร่ามขึ้น ในที่สุดพระท่านยิ้ม  เมื่อเห็นภาพพระพุทธรูปยิ้ม  เธอก็มีอาการสดชื่น  ตอน นี้เองเธอบอกว่า “มีความรู้สึกว่าวูบเหมือนกับตกจากที่สูง  และมีความรู้สึก อีกทีหนึ่งก็มาอยู่ที่วิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานสวยสดงดงามมากแพรวพราวเป็นระยับ  เป็นเพชรสีน้ำมันก๊าด  จะขาวก็ไม่ใช่ แต่ใส

ถามเธอว่า “ที่ได้วิมานสวยอย่างนี้เพราะอะไร” เธอตอบทันทีว่า “เพราะสนใจ ในมณฑปแก้วและพระพุทธรูปในมณฑปแก้ว” ถามว่า “ไปในมณฑปแก้วนั้นกี่ครั้ง” เธอ ตอบว่า “ไป ๓ ครั้งติดใจ เวลามีงานก็ไป  ยามปกติก็ไป  เวลาไปต้องเข้าไปในมณฑปแก้วก่อน  ไปนั่งหน้า พระพุทธรูป  ภาวนาให้สบาย  ตัดภาพปูทิ้งไปเห็นพระแทน  ดูภาพมณฑปแก้วก็ชอบ ใจ  อันนี้เป็นปัจจัยให้วิมานแก้วใสมาก  สว่างมาก” ถามว่า “เธอมีเทพบุตร หรือนางฟ้าเป็นบริวารเท่าไร”  เธอยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่มีเทวดาเป็นบริวาร มีแต่นางฟ้าเป็นบริวาร  ๔,๐๐๐  องค์  เครื่องประดับประดาก็มีมาก” บอกเธอ ว่า “อยากจะเห็นวิมาน”

ก็ปรากฏว่าเวลานั้นวิมานก็ลอยมา  บ้านเราในเมืองมนุษย์ยกไปไหนไม่ ได้  แต่ในเมืองสวรรค์วิมานลอยมาทันที  นางฟ้าทั้งหมดหน้าตาแจ่มใส มาก  วิมานของเธอใหญ่มากและมีความสว่างไสวมาก  ถามเธอว่า “เธอมีความรู้สึก อย่างไรกับเรื่องบาปเก่า” เวลานี้ภาพนางยักษิณียังปรากฏอยู่  เธอบอกว่า “ ภาพนางยักษิณีนี่ความจริงไม่ใช่นางยักษิณีจริง เป็นภาพที่แสดงออกเมื่อท่านปรากฏนี่เอง  ตามปกติฉันไม่เห็น แต่ว่าภาพนั้นคงเป็นพยานให้ท่านทราบว่า ฉันยังเป็นคนมีบาป” ถามเธอว่า  “เธอทราบไหม ถ้าหมดบุญจากสวรรค์ที่ดาวดึงส์เธอจะไปไหน” เธอก็ตอบว่า“ทราบ เขาจะนำฉันไปไว้นรกขุมที่ ๕”

ถามเธอว่า “จะไปไหม” เธอก็ตอบว่า “ที่ไปซอยสายลมพระท่านสอนว่า  ให้หนีไป พระนิพพาน  เวลานี้ฉันตั้งใจไปพระนิพพาน  ฉันไปฟังเทศน์ที่พระจุฬามณี เจดียสถานเสมอ ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์และที่ประชุมเทวสภา  ก็มีหลายวาระที่บรรดาพระ โพธิสัตว์ท่านมาเทศน์  วันไหนพระโพธิสัตว์ท่านไม่ว่างมา ท่านพระอินทร์ก็เทศน์แทน  ท่านเทศน์สงเคราะห์ให้เทวดาทุกองค์บำเพ็ญกุศล ต่อ  ให้ทุกคนมองดูกรรมดั้งเดิมของตัวเองก่อนที่จะตาย  ว่ามีกรรมที่เป็น อกุศลไหมและกรรมที่เป็นอกุศลนั้นทิ้งเราหรือยัง  เทวดาและนางฟ้าทุกองค์ก็ ปฏิบัติตามท่าน  รวมความว่าไม่มีเทวดา  ไม่มีนางฟ้าองค์ไหนที่ไม่มีบาปกรรม ต่อท้ายอยู่เบื้องหลัง  ฉะนั้นเทวดาและนางฟ้าทุกองค์ก็ตั้งใจบำเพ็ญกุศลหวัง ไปพระนิพพาน

เมื่ออาตมาคุยกับเธอจบก็ถามเธอว่า  “มีอะไรสั่งไปถึงทางบ้านบ้าง ไหม”  เธอก็ตอบว่า  “ฉันขอสั่งเมื่อท่านเขียนหนังสือแล้วก็บอกเขาด้วยว่า ฉันคนชื่อ ป อยู่หน้า ตายเมื่ออายุ ๕๗  ปี อาชีพเดิมจับปูทะเลและก็ขายปู ต่อมาเมื่ออายุ ๔๐ ปีเศษก็กลายเป็นนักบุญ  เวลานี้มีความสุขมาก ขอบรรดาลูกหลานทุกคนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ที่คิดว่า  การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นปัจจัยให้เกิดความสุขแก่ตัวเองนั้น  ความจริงไม่จริงมันจะลากไปสู่ อบายภูมิ  จะมีความทุกข์หนัก  มันไม่คุ้มกันกับความสุขนิดหนึ่งที่ทำให้ร่าง กายอิ่ม  ฉะนั้นขอบรรดาลูกหลานและพี่น้องทุกคนจงละบาปอกุศล ทำงานรับจ้างเขา ที่ไม่เป็นบาปดีกว่า..”