เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

 "..ปัญญา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ปัญญา จงเป็นผู้มีความรอบรู้อยู่เสมอ จงใช้ปัญญาพิจารณาอารมณ์จิตว่า เวลานี้อารมณ์จิตของเรายังมีความผูกพันอยู่กับร่างกายหรือเปล่า ยังเห็นว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเราหรือเปล่า หรือว่าเราไปพอใจร่างกายของบุคคลอื่นเขาหรือเปล่า ถ้าอารมณ์อย่างนี้มีอยู่ก็แสดงว่าเราเลวเกินไป

สำหรับในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว ไม่ฟัง ไม่ปฏิบัติตาม เป็นอันว่าสัญชาติของเราก็ไม่น่าจะเป็นสัญชาติมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์มีสัญชาติคือมีอารมณ์ใจสูง ถ้าเราไม่เชื่อฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหุ้มห่อร่างกายด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ก็แสดงว่าเราเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานประเภทเลว เพราะว่าสัตว์ประเภทนั้นมันยังไม่เอาผ้าเหลืองไปหุ้มกายมัน มันเป็นการหลอกลวงชาวบ้าน นี่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาตัวของตัวให้ดี กระจกไม่มีก็ไปดูนํ้าใสๆ ชะโงกดูเงาว่าสภาวะรูปร่างของเรา แม้แต่ความเป็นอยู่ของเรามันเหมือนชาวบ้านเขาหรือเปล่า

ปัญญาต้องใช้จุดนี้นะ พิจารณาอัตภาพร่างกายนี่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา หรือว่าด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่มันไม่ใช่เรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา แล้วปัญญาก็พิจารณาต่อไปว่า เวลานี้เราสงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาหรือเปล่า ถ้าสงสัยใช้ปัญญาแก้ซะให้ชัดว่า พระธรรมคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ที่ทรงสอนน่ะ มันจริงหรือไม่จริง พระพุทธเจ้าโง่หรือว่าเราโง่ ใช้ปัญญานะอย่าใช้สัญญา

แล้วปัญญาก็มาพิจารณาศีลที่เราจะพึงรักษาตามสภาวะของตัว ถ้าพระก็มีสิกขาบท ๒๒๗ รวมทั้ง อภิสมาจาร ด้วยเป็น ๓๐๐ เศษ สามเณรก็มีศีล ๑๐ สิกขาบท แล้วก็มี เสขิยวัตร อีก ๗๕ รวมเป็น ๘๕ สิกขาบท สำหรับอุบาสกอุบาสิกาก็มีศีล ๕ ศีล ๘ ตามอัธยาศัยที่พึงจะทำได้ ใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณาศีลของเราให้เป็นปกติ อย่าให้มันด่างมันพร้อย มันขาดทะลุ อย่าให้บกพร่อง ถ้ามีปัญญาซะอย่างเดียว ไม่มีอะไรยาก

แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาว่าร่างกายของคน ร่างกายของสัตว์ที่เรียกกันว่า รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เอาร่างกายคนก็แล้วกัน คนก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุก็ดี มันสกปรกหรือสะอาดให้พิจารณาใน"กายคตานุสสติ" และ "อสุภกรรมฐาน" หาความจริงในร่างกายของคนและสัตว์ แม้แต่ของเราให้ได้ว่ามันมีอะไรน่ารักตรงไหน มันมีอะไรยืนยงคงทนตรงไหน มันมีสภาวะทรงตัวหรือว่ามันสลายตัวไปในที่สุด ต้องเอาชนะอารมณ์นี้ให้ได้นะ จะไปติดอยู่ในตัวรักไม่ได้ ต้องเป็นตัวคลายความรัก

แล้วก็พิจารณาอารมณ์ที่เราโกรธ อารมณ์ที่กระทบกระทั่งคือ ปฏิฆะ อารมณ์ที่เข้ามากระทบกระทั่งสร้างความไม่พอใจ มันเป็นเพราะอะไรจึงไม่พอใจในบุคคลอื่น ที่เขากล่าวอย่างนั้น ที่เขาทำอย่างนั้น เราก็ใช้ปัญญาพิจารณาดูว่าที่เราไม่พอใจ ที่เราโกรธเขา ที่เราเกลียดเขา คิดอาฆาตมาดร้ายเขาเพราะเรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียวใครจะว่าอะไรมันก็ไม่หนัก

ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า

"นินทาและสรรเสริญนี่ของธรรมดาของโลก เขาสรรเสริญเราว่าดี ถ้าเราเลวมันก็ไม่ดีไปตามคำเขาพูด เขานินทาว่าเราเลว ถ้าเราดีเราก็ไม่เลวไปตามคำเขาพูด"

ดูที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถูก พระนางมาคัณฑิยา จ้างคนด่า ไปบิณฑบาตเขาก็ตามไปด่า ไปเทศน์ที่ไหนก็ตามไปด่า ไปอยู่พักผ่อนที่ไหนก็ตามไปด่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเฉย ไม่เคยสะดุ้งสะเทือน ต่อมา ท่านสัญชัยปริพาชก ท่านก็นั่งด่า นั่งด่าเฉยๆ ไม่พอ ก็ด่าฝากคนอื่นไปให้พระพุทธเจ้าทราบด้วย พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงหนักใจ

ต่อมาอีกพวกหนึ่งก็ได้แก่ สุปิยปริพาชก นั่งด่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดคืนยันรุ่ง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงหนักใจ พระองค์ก็ทรงเฉย ไม่เดือดร้อน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าพระองค์ดีเสียแล้ว

ฉะนั้น ในฐานะที่เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ไอ้เรื่องที่ใครเขาจะทำดีเขาจะทำชั่วนะ จะไปนั่งโกรธเขาเพื่อประโยชน์อะไร ถ้าไม่ถูกใจเราก็แสดงว่าใจของเรามันยังเลว มันยังมีกิเลส อาการที่เขาทำมาที่เขาพูดมาจึงเป็นที่ไม่ถูกใจจึงโกรธ แล้วไอ้ความโกรธมันตัวกิเลสคืออารมณ์ของความชั่ว จงสังหารความชั่วอันนี้เสียด้วยอำนาจ "พรหมวิหาร ๔" และ "สักกายทิฏฐิ" ร่วมกัน

ทีนี้ในข้อต่อไปก็ใช้ปัญญาพิจารณาใน รูปฌาน และ อรูปฌาน ว่ารูปฌานและอรูปฌานทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นกำลังของจิตที่จะดึงปัญญาเป็นสะพาน ให้ปัญญาเข้าประหัตประหารกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานเท่านั้น ไม่ใช่ดีอยู่แค่นี้

แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาต่อไปว่า  ไอ้การที่เราจะถือตัวถือตน ถือเรา ถือเขา ถือพวก ถือพ้อง ถือหมู่ ถือคณะ ว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา มันไม่มีประโยชน์ คนเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน ไม่ควรจะเอาอะไรเข้าไปเปรียบเทียบ ให้เป็นการแข่งกันและกัน หรือว่าถ่อมเกินไปอะไรพวกนี้ไม่ควรคิด คิดว่าทุกคนเกิดมาก็แก่เหมือนกัน ป่วยเหมือนกัน ตายเหมือนกัน รักสุขเหมือนกัน เกลียดทุกข์เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนกันได้แบบสหาย จะเสมอไม่เสมอ จะดีกว่า จะสูงกว่า จะตํ่ากว่า ฉันไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่าฉันเป็นมิตรที่ดีของท่านเท่านี้พอ

อุทธัจจะ ใช้ปัญญาเข้าควบคุมกำลังใจว่าอารมณ์ใดที่จะเกิดขึ้นนั้น เราไม่ต้องการ เรามุ่งเฉพาะพระนิพพานอย่างเดียว

อวิชชา ใช้ปัญญาเข้าจำแนกแจกลงไปว่า อวิชชา ตัวเกาะ เกาะในอารมณ์ที่เป็น "อนุสัย" ยังมีความหลงใหลใฝ่ฝันท้อแท้อยู่เลย คิดว่าถ้าเราเป็นอนาคามี ราก็มีความสบายไม่ควรทะเยอทะยานมากเกินไปให้มันเหนื่อย ก็ใช้ปัญญาสอนมันว่า ถ้าสิ่งใดก็ตามถ้าเรายังไม่เสร็จกิจ เราก็ต้องทำต่อไป ไหนๆ เมื่อเวลามันมีก็ทำลายให้มันพินาศไป ให้มันหมดกิจไปเสีย ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหมด อย่าให้ปรากฏว่ามีในจิต

ปัญญาตัวนี้ องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรกล่าวว่า เป็นผู้เข้ามีความเข้าใจใน "อริยสัจ ๔" เห็นว่าการเกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ป่วยเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ มีกินเป็นทุกข์ ไม่มีกินก็เป็นทุกข์ โลกนี้มันเป็นทุกข์ไปหมด ที่มันจะทุกข์ก็เพราะว่าอาศัยตัณหาความทะยานอยาก เราจะตัดตัณหาความทะยานอยากได้ก็เพราะอาศัย

(๑) มีศีลบริสุทธิ์

(๒) มีอารมณ์สมาธิตั้งมั่น

(๓) มีปัญญาพิจารณา

มีความเข้าใจว่าขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหรือว่าที่เราเรียกว่ากายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เมื่อจิตใจของเราวางขันธ์ ๕ เสียได้เมื่อไร ก็ชื่อว่าเราเข้าถึง "อริยสัจ" เมื่อนั้น จัดว่าเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงคือ "พระอรหันต์" นี่เราว่ากันถึงปัญญา.."


ห้องสมุดธรรมะ