เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

 "..วันหนึ่งใกล้เวลา ๒ ทุ่มซึ่งเป็นเวลาเจริญพระกรรมฐาน อาตมานอนพักผ่อนก็เห็นเทวดาองค์หนึ่งท่านมายืนอยู่ข้างหน้า พอเหลียวไปดูท่านก็นั่งคุกเข่ายกมือพนม

อาตมาถามว่า "มาทำไม" ท่านบอกว่า "ท่านใหญ่ให้มานิมนต์ครับ"

คำว่า "ท่านใหญ่" คือ ท่านพระยายมราช ท่านเป็นพรหมไม่ใช่พวกนรก สำนักพระยายมราชไม่ใช่แดนนรกแต่อยู่ใกล้แดนนรก มีหน้าที่กันคนลงนรก

พอไปถึงอาตมาถามท่านพระยายมราชว่า "ลุงมีธุระอะไร"

ท่านตอบว่า "ไม่มีธุระอะไรมากหรอก เพื่อนท่านเขามาอีกหนึ่งแล้ว"

ก็เป็นอันรู้กันว่าถ้าพระไปเป็นต้องมาตาม

ท่านบอกว่า "ไปเยี่ยมเขาหน่อยซิ" ก็เลยถามว่า "อยู่ที่ไหนล่ะ"

ท่านตอบว่า "อยู่ขุมที่ ๗ คือ มหาตาปะนรก มีอายุครึ่งกัป"

พอไปถึงก็เห็นเขากำลังลงโทษ ถ้าเราจะเข้าไปพูดเองพวกนั้นเขาไม่ยอม นายนิรยบาลนี่ถ้าเราไปตามลำพังแล้งไปบอกให้เขาเอาคนนั้นขึ้นมาทีคนนี้ขึ้นมา ที เขาจะไม่พูดด้วย เราต้องเอาคนของสำนักพระยายามราชไปคนหนึ่งเขาถึงจะยอม

วันนั้นท่านพระยายมราชไปเอง ท่านก็บอกว่า "เอาคนนั้นขึ้นมา"

พอบอกว่าเอาคนนั้นขึ้นมา คนนั้นก็หลุดจากเครื่องพันธนาการ เขาก็ขึ้นมาจากขุมนรก พอขึ้นมาแล้วก็แต่งตัวเป็นพระสงฆ์ รูปร่างหน้าตาดีมาก หนุ่มๆ คงรูปหล่อ ขึ้นมาแล้วอาตมาก็ถามว่า "บวชอายุเท่าไร ตายอายุเท่าไร"

เขาตอบว่า "บวชเมื่ออายุ ๒๐ ปีเศษ ตายเมื่ออายุ ๗๒ ย่าง ๗๓"

ถามว่า "บวชตั้ง ๕๒ พรรษาแล้วมีตำแหน่งอะไร"

ตอบว่า "ผมเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะตำบล เป็นเจ้าคณะอำเภอ และก็เป็นอุปัชฌาย์"

เวลานั้นอาตมา ๒ พรรษา พระองค์นี้ ๕๒ พรรษา เท่าเศษพรรษาของเขาพอดี

ถามว่า "ทำไมถึงตกนรก"

เขาตอบว่า "ตอนบวชนั้นผมเป็นสมมุติสงฆ์จริงๆ อยู่ ๒ พรรษา คำว่า "สมมุติสงฆ์" ยังเกรงใจพระวินัยก็มีบกพร่องบ้างอยู่แค่ ๒ พรรษา นอกนั้นก็หมดจากความเป็นพระ แต่ก็ยังครองผ้าเหลืองอยู่ กรรมมันเลยหนัก"

ถามว่า "หมดความเป็นพระประเภทนี้มันน่าจะลงอเวจี แต่ทำไมจึงไม่ลง"

เขาตอบว่า "ผมมารู้สึกตัวตอนใกล้ๆ จะตายสัก ๒ ปี ก็พยายามทำความดีทุกอย่างแต่มันคืนไม่ได้"

อาตมาบอกว่าก็ยังดีไม่ลงอเวจีลงแค่ขุมที่ ๗ แต่ว่าอีกนานพวกเราตายอีกร้อยครั้ง พระองค์นี้ก็ยังไม่ขึ้นมาเลยเพราะขุมนี้มีอายุครึ่งกัป ถ้ามีโทษอะไรอีกก็จะต้องมาไล่เบี้ยขุมใหญ่อีกคือเมื่อออกจากขุมที่ ๗ ก็จะต้องผ่านนรกบริวารอีก ๔ ขุม แต่ ละขุมมีอายุไม่แน่นอน เขาจะกักไว้กี่ร้อยกัปก็ได้ นอกจากนรกบริวาร ๔ ขุมแล้วถ้ามีโทษอย่างอื่นอีก ก็จะต้องไปตกนรกขุมใหญ่อีก ออกจากขุมนั้นก็ต้องตกนรกบริวารอีก ๔ ขุม เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะหมดเขตเขา

พอหมดเขตแล้วยังต้องไปตกยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม และยมโลกียนรกก็ไม่มีอายุเหมือนกัน ไม่บอกเวลาแน่นอน การตกนรกขุมนี้เขาจะไล่เบี้ยตั้งปาณาติบาตไปเรื่อยจนครบทั้ง ๕ ข้อ นอกจากนั้นถ้ายังมีคดโกง คดโกงจากการเรี่ยไร อย่างนี้เขาเก็บหมดเลย ไม่รู้ว่าใช้เวลาทั้งหมดกี่ร้อยกัป หลังจากนั้นจะต้องมาเป็นเปรตอีก ๑๒ ระดับ กว่าจะพ้นแต่ละระดับก็แสนจะยาก จากเปรตก็มาเป็นอสุรกาย จากอสุรกายก็ต้องมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน จากสัตว์เดรัจฉานกว่าจะไปเกิดเป็นคนหรือเทวดาได้ด้วยบุญเดิม ก็จะต้องเป็นสัตว์ที่รู้ภาษามาก ต้องมีคนเมตตา 

สัตว์ที่จะพ้นจากความเป็นสัตว์ได้สังเกตไม่ยาก พวกนี้จะได้รับความเมตตาจากคน ถ้ายังไม่มีใครเมตตาเพียงใดก็ยังไม่พ้นจากความเป็นสัตว์

ในเมื่อเราตั้งใจบวชเข้ามาเพื่อปฏิบัติความดีก็ต้องคิดว่า พระอรหันต์ทุกองค์ท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่กำเนิด ท่านก็ประพฤติปฏิบัติเริ่มต้นแบบเดียวกับพวกเรานี่แหละ ทำไปแก้ข้อบกพร่องไปเรื่อยๆ มีความพากเพียรเป็นปกติ มีอิทธิบาท ๔ ครบถ้วน จะทำสิ่งใดมันก็ต้องสำเร็จจนได้และสำเร็จทุกอย่าง.."


ห้องสมุดธรรมะ