เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

 "..สำหรับเรื่องราวของเปรต อาตมาได้นำเอาเรื่องเปรตประเภทที่ท่านทั้งหลายไม่ได้คิดว่าเป็นเปรตมาเล่าสู่กันฟัง ในพระบาลีกล่าวว่า ในสำนักแห่งพระราชาธิบดีทรงพระนามว่า "พระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์" พระบาทท้าวเธอทรงปกครองมคธรัฐ หรือที่เรียกว่ากรุงราชคฤห์มหานคร จัดว่าเป็นกษัตริย์องค์แรกที่นับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงแต่งตั้งบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีปัญญามีความรู้ให้เป็น ผู้พิพากษาชำระอรรถคดี ท่านผู้นี้ในตอนต้นก็มีอุดมการณ์ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ทำกิจการงานด้วยความซื่อตรงไม่มีความประสงค์ในการที่จะคดโกงอะไรทั้งนั้น ต่อมาในภายหลังเมื่อมีคนมาหาบ่อยๆ เขาต้องการชนะคดีก็มากราบมาไหว้ เอาเงินเอาทองมาให้ อาศัยที่ท่านผู้พิพากษาผู้นี้เป็นคนใจอ่อนมีเมตตาในด้านความชั่ว ต่อมาจิตใจของตนก็เกิดความโลภเข้ามาครอบงำจิต ติดในทรัพย์สินเป็นสำคัญ จึงประพฤติผิดในหน้าที่ คดีใดที่ควรจะแพ้แต่ถ้าเขาให้เงินมากก็ตัดสินให้ชนะ คดีใดที่ควรจะชนะแต่ทว่าไม่ให้เงินก็ตัดสินให้แพ้ เป็นการรับสินบน กลายเป็นคนมีความชั่วช้าอย่างสาหัสไม่สมกับพระราชาทรงไว้วางพระราชหฤทัย

เป็นอันว่าท่านผู้พิพากษาท่านนี้ตัดสินความขาดความยุติธรรม วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารบรมกษัตริย์ทรงสมาทานอุโบสถศีล ก็มีพระราชดำรัสสั่งให้อำมาตย์ผู้ใหญ่หลายท่านด้วยกันสมาทานอุโบสถศีลพร้อมไปด้วยกับพระองค์ สำหรับผู้พิพากษาท่านนี้ท่านไม่ได้ศรัทธาที่จะรักษาศีล แต่ทว่าด้วยอำนาจความเกรงกลัวในพระราชา หรือบางทีอาจจะเกรงชาวบ้านเขาจะว่าเอาว่า เป็นผู้ใหญ่ที่พระราชาทรงชวนให้สมาทานอุโบสถศีล จะไม่ทำก็จะเป็นการไม่ดี ไม่ได้นึกถึงความดีที่จะพึงมีกับตนเพียงใด ก็เลยจำทนจำใจสมาทานศีลด้วย

ครั้นเมื่อสมาทานศีลแล้ว ออกมาจากพระราชสำนักจึงได้กล่าวกับอำมาตย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นสหายว่า "ความจริงวันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะรักษาอุโบสถศีล เพราะว่าเรื่องศีลเรื่องทานนี่ผมไม่ได้สนใจว่าจะเป็นของดีตรงไหน เมื่อสมาทานแล้วก็จะต้องอดข้าวเย็น กินเหล้าก็ไม่ได้ ขนมนมเนยก็กินไม่ได้ ไม่เห็นมีประโยชน์ตรงไหน แต่ที่ร่วมสมาทานกับพระราชาก็เพราะความเกรงใจ ผมสมาทานแล้วก็อยากจะโยนศีลทิ้งไป ไม่เห็นมีประโยชน์"

เพื่อนก็เตือนว่า "ท่านสมาทานศีลแล้วจะไม่รักษาศีลนั้นไม่เป็นการสมควร เพราะว่าท่านเองก็เป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ เมื่อสมาทานต่อหน้าพระพักตร์ของพระราชามาแล้ว พอลับหลังจะไม่ยอมรักษาศีลต่อไป จะเป็นการปฏิบัติศีลเอาหน้า ภาวนากันตาย ขอเพื่อนจงตั้งใจรักษาอุโบสถศีลให้ครบ ๑ วันกับ ๑ คืนเถิด ถ้าหากว่าเพื่อนไม่รักษาศีลให้ครบถ้วน ใครเขาทราบเข้า เขาก็จะประณามว่าอำมาตย์ผู้ใหญ่ของพระราชาเป็นคนชั่ว ไม่สามารถจะทำตัวให้อยู่ในขอบเขตของความดีได้"

ท่านผู้พิพากษาได้ฟังคำแนะนำตักเตือนของเพื่อนอย่างนั้น ก็มีจิตยินดียอมรับคำแนะนำ แต่ไม่ใช่ยินดีในการที่จะรักษาอุโบสถศีล เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วก็จำใจจะต้องรักษาอุโบสถศีลเพื่อให้เพื่อนและคนทั้งหลายเห็นว่า ท่านเป็นผู้ทรงอุโบสถศีลได้ ท่านก็อดข้าวเย็น บ้วนปากเสร็จแล้วก็เข้านอน พอตกดึกก็กระสับกระส่ายเพราะเหตุที่ไม่เคยอดอาหารเย็นมาก่อน ความจริงตอนเย็นเคยกินมาก กินทั้งอาหาร เหล้ายาปลาปิ้ง รวมทั้งที่เรียกว่านารี พาชี กีฬาบัตร อบายมุขทุกประการ เวลาเย็นผู้พิพากษาท่านนี้ปฏิบัติได้หมด ครั้นมาอดข้าวเย็น ความหิวความกระหายมันก็เกิดทำให้กลุ้ม ในที่สุดก็เกิดเป็นลมตายไปในคืนนั้น เมื่อตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเวมาณิกเปรตได้รับผลของกรรมทั้ง ๒ อย่างร่วมกันคือ

๑) ผลแห่งการรักษาอุโบสถศีล ถึงแม้จะไม่เต็มใจทำก็ตามแต่ทว่าเขาไม่ขาดในสิกขาบทในวันหนึ่งคืนหนึ่ง เปรียบเหมือนกับเราไม่เต็มใจกินข้าวแต่มันก็อิ่ม ร้อนมาไม่เต็มใจจะอาบนํ้า เมื่ออาบแล้วมันก็เย็น การรักษาศีลด้วยความไม่เต็มใจก็มีผลเช่นเดียวกัน จึงทำให้ผู้พิพากษาท่านนี้มีวิมานสวยสดงดงาม ประดับประดาไปด้วยทองและแก้วแพรวพราวเป็นที่อยู่ มีสมบัติอันเป็นทิพย์และมีนางฟ้าที่สวยสดงดงามน่ารักแวดล้อมเป็นบริวารมากมาย จัดว่าเป็นสถานที่มีความสุข

๒) ผลแห่งการที่มีสภาพเป็นเปรต ก็เพราะอาศัยที่ท่านผู้พิพากษาไม่ทรงความดี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ พิพากษาไม่เป็นไปตามความยุติธรรม ชอบกินสินบาทคาดสินบน และโทษที่เคยเจรจาส่อเสียดยุยงส่งเสริมทำลายให้เขาแตกความสามัคคี จึงทำให้มีสภาวะเป็นเปรตคือ มีร่างกายสวยเหมือนเทวดาเรียกว่า "เทวดาเปรต" แต่ทว่ามีเล็บมือยาวคล้ายๆ จอบและก็คม จิกเลือดและเนื้อสันหลังของตนกินเป็นอาหารทั้งๆ ที่อยู่ในวิมานอันสวยสดงดงาม เป็นการเสวยทุกขเวทนาอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ใช่ภูเขาหินแต่เป็นสภาพเขาที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อ ท่านที่เห็นเปรตผู้พิพากษาเป็นท่านแรกก็คือ พระนารทเถระเจ้า ซึ่งลงมาจากภูเขานั้น

เวมาณิกเปรตระดับที่ ๒ เป็นกรรมประเภทที่แปลก ถ้าเรามองกันก็รู้สึกวาเขาเป็นคนดีมีความรักความเมตตาปรานี เปรตพวกนี้ได้แก่คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์ไว้ดูเล่น ชอบเลี้ยงสัตว์ไว้แข่งขัน สัตว์ทุกประเภทที่เลี้ยงไว้มีขอบเขตให้อยู่จำกัด ไม่มีอิสระในความเป็นอยู่ อย่าลืมว่าสัตว์ทั้งหลายก็มีหัวใจ มีมันสมอง มีความรู้สึกและมีความต้องการเหมือนกับคน ก็ลองนึกถึงจิตใจของเราบ้าง สมมติว่าเขาสร้างบ้านให้เราสักหลังหนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ในนั้นมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราปรารถนา แต่ทว่าเราไม่มีโอกาสออกไปสู่ภายนอกได้ เราจะพอใจไหม ข้อนี้มีอุปมาฉันใด ท่านที่มีอารมณ์เมตตาในสัตว์ สงเคราะห์สัตว์ เลี้ยงสัตว์ไว้ในขอบเขตด้วยความเมตตาปรานี จัดว่าเป็นความดีของบุคคลผู้เลี้ยง แต่ว่าการขาดอิสรภาพของสัตว์นี้เป็นภัยสำหรับท่านผู้เลี้ยงเหมือนกัน เพราะสัตว์ก็มีความต้องการอิสรภาพ ไปไหนได้ตามชอบใจเช่นเดียวกับคน

และการที่สัตว์ทั้งหลายได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี มีอาหารการบริโภคบริบูรณ์สมบูรณ์ก็ตาม แต่เป็นการดีตามใจคนเลี้ยง เพราะความปรารถนาของสัตว์ก็มีอยู่ สัตว์อยากจะกินของประเภทนี้แต่ว่าคนเลี้ยงมีความเข้าใจว่าสัตว์ต้องการประเภทนั้น คนเลี้ยงเข้าใจว่าดีแต่สัตว์ไม่ชอบ สัตว์ต้องการอะไรก็พูดไม่ได้ อย่างเช่นเลี้ยงสุนัข ผู้เลี้ยงก็คิดว่าสุนัขชอบเนื้อเสมอ ถ้าหากว่าเราจะพิสูจน์กันให้ดี ก็เอาเนื้อหลายประเภทมาทำอาหารหลายๆ รส เอาให้สัตว์กิน สังเกตดูว่าสัตว์จะเลือกกินประเภทไหน ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าส่งไปให้มันก็ชอบ

บุคคลประเภทนี้ตายแล้วต้องมาเกิดเป็นเวมาณิกเปรตระดับที่ ๒ คือเป็นเปรตที่มีวิมานอยู่ในแดนเปรตเป็นที่อยู่ วิมานของเปรตประเภทนี้ก็มีสภาพเหมือนกับเทวดาทุกอย่าง มีบริเวณล้อมรอบ มีความเป็นอยู่เป็นทิพย์ ร่างกายของเปรตพวกนี้ก็เป็นกายเทวดา มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวาร มีความสุขไม่ต่างกับเทวดาทั้งหลายทั้งหมด ความต้องการใดๆ ในบริเวณนั้นมีความปรารถนา          สมหวังเหมือนกับเทวดาอื่นๆ แต่ทว่าเป็นเทวดาที่ต้องถูกกักขังอยู่ในวิมาน ไม่สามารถจะออกมาภายนอกได้ก็เพราะมี กงจักร หมุนมีความเร็วและความแรงสูงพัดผันอยู่รอบๆ วิมานตลอดเวลา ถ้าหากว่าเทวดาเปรตยื่นมือออกไป กงจักรก็จะตัดมือตัดนิ้วทันที  ถ้ายื่นศีรษะออกไป ศีรษะก็จะถูกกงจักรตัดทันที ความเป็นทิพย์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะกงจักรก็เป็นกงจักรทิพย์ที่มีทั้งความเร็วและความแรง ทำให้การเคลื่อนไหวของเทวดาเปรตพวกนี้ไม่สามารถออกนอกเขตวิมานได้ ก็เพราะโทษที่กักขังบรรดาสัตว์ทั้งหลายไม่ให้มีอิสรภาพ แต่ผลแห่งความดีที่มีเมตตาปรานีเลี้ยงดูให้อาหารการกิน ก็มีผลตอบสนองดังนี้คือ

๑) มีร่างกายเป็นทิพย์

๒) มีเครื่องประดับเป็นทิพย์

๓) มีอารมณ์ใจเป็นสุขอย่างเทวดา

๔) จะมีความปรารถนาอะไรก็ตาม ถ้าไม่เกินวิสัยของบุญญาธิการที่เคยบำเพ็ญไว้ ก็ได้สมความปรารถนา

กายมีความเบา ไม่มีความหนาว ไม่มีความร้อน ไม่มีความหิว ไม่มีความกระหาย ขึ้นชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บไม่มี ความแก่ก็ไม่มี ขณะที่เกิดขึ้นในวันแรกมีความเป็นหนุ่มเป็นสาวฉันใด ร่างกายของเขาเหล่านั้นที่มีอารมณ์ประกอบไปด้วยเมตตา จะทรงสภาพอย่างนั้นเป็นปกติ ไม่มีความร่วงโรย กำลังวังชาก็มีความสมบูรณ์บริบูรณ์ รูปร่างหน้าตาก็สวยเหมือนกับเทวดาทั้งหลาย มีความสว่างไสวสวยสดงดงาม มีวิมานประดับประดาไปด้วยแก้วแพรวพราวเป็นที่อยู่ มีความสว่างไสว นางฟ้าที่เป็นบริวารก็แสนจะสวยและทุกคนก็ช่วยปฏิบัติเอาใจด้วยดีทุกอย่าง อันนี้เป็นผลของเมตตาบารมีที่เขาทำไว้ ทั้งหมดนี้เป็นอานิสงส์เฉพาะผู้เลี้ยงสัตว์ไว้ดูเล่นเท่านั้น ไม่ใช่เลี้ยงไก่ไว้ชนกันหรือว่าเลี้ยงนกเขาไว้แข่งขันกัน อย่างนี้ตายจากความเป็นคนก็ต้องไปเกิดเป็นเปรตประเภทที่ต้องถูกทุกถูกตี หรือว่านายนิรยบาลจะปล่อยให้ตีกับเสาเหล็ก จะตีกับหินเหล็กหรือว่าอาวุธที่มีความแหลมคม

จะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนามีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุผล ขอท่านทั้งหลายจงระมัดระวังใจของท่าน จงอย่าเป็นผู้มีเมตตาในประเภททรมานสัตว์หรือในประเภททรมานคน ถ้าทำกับคนก็มีโทษร้ายแรงกว่าทำกับสัตว์ เพราะบรรดาสัตว์ทุกประเภท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยังอยู่ในเขตอบายภูมิ ในเมื่อสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ในเขตอบายภูมิ เมื่อรับโทษอย่างนั้นก็คิดว่าจะรับโทษไม่มาก สำหรับเวมาณิกเปรตนี้ไม่มีโอกาสที่จะรับโมทนาส่วนกุศลได้.."


ห้องสมุดธรรมะ