เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

"..อาตมาได้นำพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเอง และพระอานนท์ท่านก็ได้เห็นและได้ยินเองด้วย เป็นเรื่องของบุคคลที่เกิดมาแล้ว "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ" เรื่องนี้มีบรรดาพุทธบริษัทพูดกันมากว่า ถ้าเกิดมาแล้วเราไม่ควรทำความชั่วและเราก็ไม่สร้างบุญสร้างกุศล จะมีผลเป็นประการใด จึงขอนำเรื่องราวในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ สมัยนั้นพระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนถึงเรื่องบาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ การทำความดีและความชั่วตายแล้วมีผลเป็นประการใด

ในสมัยนั้นก็มีท่านมหาเศรษฐีท่านหนึ่งคือ ท่านอานันทเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ท่านมีความรู้สึกว่าทรัพย์สินของท่านที่ได้มานี้ชาวบ้านไม่ได้ให้ท่าน เป็นทรัพย์ของวงศ์ตระกูลท่านสร้างขึ้นมาแล้วก็ปกครองกันเป็นทอดๆ เรื่องอะไรที่เราจะไปเชื่อพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศากยบุตรออกมาบวช แล้วยุยงให้ชาวบ้านมาบำเพ็ญทาน แจกทรัพย์แจกสินของตนให้แก่บุคคลอื่น คนทั้งหลายเหล่านี้ไม่เคยมาช่วยเราหา ไม่เคยมาช่วยเราทำ เราจะไปให้เพื่อประโยชน์อะไร และขึ้นชื่อว่าบาปบุญคุณโทษใดๆ ท่านก็ไม่ทำ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย ท่านไม่เคยละเมิด เรียกได้ว่า "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ" ถ้ามองกันในฐานะของคนธรรมดาก็รู้สึกว่าท่านจะเป็นคนดีมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นคนขี้เหนียวก็ตาม

ไปเกิดเป็นลูกคนขอทาน

ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่นิพพาน ท่านอานันทเศรษฐีก็ตายจากความเป็นคน จิตที่ออกจากร่างกายคือกายภายในที่นักอภิธรรมเรียกกันว่า "นามธรรม" มันออกจากร่างนี้ก็ไปหาร่างใหม่ ในตระกูลเศรษฐีก็เข้าไม่ได้เพราะไม่มีทานบารมี จะไปเข้าท้องเมียของข้าราชการก็ไม่ได้มันสบายเกินไป เดินไปเดินมาก็หาได้ที่เหมาะสมกับตัวที่สุดคือ ท้องของคนขอทาน

ขณะเมื่อเข้าไปอยู่ในครรภ์ของหญิงขอทาน ตอนเช้าบรรดาขอทานทั้งหลายก็พากันยกขบวนไปขอทาน ทุกวันเคยได้อาหารเงินทองมากมาย วันนั้นแต่ละคนไม่มีใครได้เลย อานุภาพของความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏแสดงแล้ว ขอทานทั้งหมดไม่มีใครได้อะไร ตอนเย็นกลับมาถึงที่พักหัวหน้าใหญ่ของขอทานก็เรียกประชุมประกาศว่า คนกาลกิณีคงจะปรากฏขึ้นอยู่ในหมู่ของเราแล้ว พวกเราขอทานไม่เคยอดแต่คราวนี้อดหมดทุกคนน่าสงสัย

ฉะนั้น ในวันพรุ่งนี้พวกเราจงแบ่งกันเป็น ๒ พวก พอตอนเช้าก็แบ่งกันเป็น ๒ พวก พวกที่แม่ของท่านอานันทเศรษฐีที่เข้าไปอยู่ในท้องไม่ได้ไปด้วย พวกนั้นได้ของมากมายเหลืกกินเหลือใช้ ส่วนพวกที่แม่ของท่านอานันทเศรษฐีไปด้วยไม่ได้อะไรเลย หัวหน้าขอทานเริ่มสงสัย ตอนนี้ก็แบ่งกันไปแบ่งกันมาจนเป็นรายบุคคล เป็นอันว่าคนอื่นขอทานได้หมด แต่คนที่ท่านอานันทเศรษฐีเข้าไปอยู่ในท้องหาอะไรไม่ได้เลย เขาก็เลยรู้กันเลยว่าไอ้เจ้าเด็กคนที่มาเกิดในท้องของหญิงคนนี้คงเป็นเด็กจัญไร ทำให้คนอื่นไม่ได้กิน ทำให้คนที่เป็นแม่ก็พลอยไม่ได้กินไปด้วย ฉะนั้นหัวหน้าขอทานจึงสั่งระงับว่า แม่ของเด็กคนนี้ไม่ต้องออกไปขอทานจนกว่าจะคลอดบุตร ให้อยู่กับที่คนอื่นได้มาก็เลี้ยงกัน อาศัยได้กินจากบุญของคนอื่น

ต่อมาเมื่อท่านอานันทเศรษฐีคลอดจากครรภ์มารดา วันไหนถ้าแม่พาลูกชายไปขอทานด้วย วันนั้นไม่ได้อะไรเลย แต่วันไหนถ้าไม่พาลูกชายไปวันนั้นได้ เมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้นเดินแข็งแรงแล้วอายุประมาณ ๓-๔ ขวบ แม่ก็ขับออกจากสำนักว่าเจ้าเป็นคนจัญไร พาให้แม่อด แล้วนำเอากระเบื้องแตกๆ สำหรับเป็นเครื่องมือขอทานใส่มือให้ แล้วก็ไล่ลูกไปหากินเองตามลำพัง

สามารถระลึกชาติได้ ๑ ชาติ

ท่านอานันทเศรษฐีคนนี้แกตายจากคนแล้วก็เกิดเป็นคน จึงเป็นคนที่ระลึกชาติได้ชาติเดียว เพราะมีสภาพเหมือนคนนอนหลับแล้วก็ตื่นขึ้น เรื่องราวต่างๆ ก่อนหลับทำอะไรไว้บ้างที่ไหนเราจำได้ฉันใด คนที่ตายจากคนแล้วไปเกิดเป็นคนก็มีสภาพเหมือนคนนอนหลับแล้วก็ตื่น ระลึกชาติได้ว่าก่อนที่เราจะมาเกิดเป็นเด็กตอนนั้นเราเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมาก วันนี้แม่ไล่เราออกจากสำนักเราก็จะกลับไปบ้านของเรา

การระลึกชาติได้ชาติเดียวนี่ไม่ต้องเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพราะว่ายังไม่ลืมสภาพเดิม ส่วนคนอื่นๆ ที่เกิดมาแล้วไม่รู้สภาพเดิมว่าชาติก่อนนี้มาจากไหน ก็เพราะว่าไม่ใช่ตายจากคนแล้วเกิดเป็นคนทันที ตายจากคนอาจย่องไปนรกเสียนาน ไฟเผาเสียประสาทเสื่อมไป แล้วก็มาเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันนานเหลือเกินประสาทต่างๆ มันก็ลืม สัญญาต่างๆ มันก็ลืมหมดเลยระลึกชาติไม่ได้

ส่วนคนที่ตายจากคนแล้วเกิดเป็นคน ระลึกชาติเดิมได้ทุกคนไม่ใช่ของยาก เมื่อท่านอานันทเศรษฐีเด็กระลึกได้ว่าเคยเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ บ้านอยู่ที่ไหนท่านก็เดินไปตามทางสายนั้น ตอนเช้าไปถึงประตูบ้าน เวลานั้นลูกชายคนโตเป็นมหาเศรษฐีแทน พระราชาทรงแต่งตั้งตำแหน่งมหาเศรษฐีให้ สมัยนั้นคนที่จะเป็นมหาเศรษฐีต้องพระราชาแต่งตั้งแล้วก็มอบฉัตรให้ และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินเหมือนขุนนางทั้งหลาย เมื่อไปถึงประตูบ้านท่านก็จะเข้าบ้าน ยามหน้าประตูก็ไม่ยอมให้เข้าเพราะรูปร่างคล้ายๆ กับผีเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น เขาไม่ให้เข้าท่านก็ดึงดันจะเข้า เวลานั้นพอดีพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตกับพระอานนท์พอดี

เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถเห็นอานันทเศรษฐีผู้เป็นเด็ก พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ ตามธรรมดาพระพุทธเจ้าถ้าไม่มีเรื่องหน้าท่านเฉยๆ ถ้ามีเหตุจึงจะยิ้ม ท่านพระอานนท์ก็สงสัย ทูลถามองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า "เวลานี้พระองค์แย้มพระโอษฐ์ มีเหตุอะไรหรือพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เธอเห็นอานันทเศรษฐีไหม" พระอานนท์ก็มองไปมองมา ความจริงท่านเคยรู้จักอานันทเศรษฐี ก็ทูลตอบพระองค์ว่า "ไม่เห็นพระพุทธเจ้าข้า เห็นแต่เด็ก" พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า "เด็กคนนั้นแหละคืออานันทเศรษฐี" ท่านพระอานนท์ก็สงสัยจึงกราบทูลว่า "อานันทเศรษฐีตายไป ๓-๔ ปีแล้วพระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ใช่ อานันทเศรษฐีตายแล้วแต่ไปเกิดเป็นคน เป็นลูกของคนขอทาน คนที่ยืนจะเข้าบ้านที่นายประตูผลักไสอยู่นั่น ถ้าอยากจะทราบความจริงก็จงเรียกลูกชายคนโตที่เป็นเศรษฐีอยู่เวลานั้น"

ท่านพระอานนท์จึงสั่งนายประตู "เรียกนายของท่านลงมา เวลานี้พระพุทธเจ้าต้องการพบ" นายประตูก็ไปตามนายมา เมื่อลูกชายท่านอานันทเศรษฐีเห็นพระพุทธเจ้าก็มีความเลื่อมใส ไม่เหมือนพ่อ จึงกราบถวายนมัสการ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนมหาเศรษฐี เธอรู้จักพ่อเธอไหม" เขาก็ตอบว่า "รู้จักพระพุทธเจ้าข้า" พระองค์ก็บอกว่า "เด็กคนนี้คือพ่อของเธอ" ท่านเศรษฐีหนุ่มตกใจกราบทูลว่า "ไม่ใช่พระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าบิดาของข้าพระพุทธเจ้าตายไป ๓-๔ ปีแล้ว เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมหาเศรษฐีแทน"

ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า "เรื่องนั้นเป็นความจริงแต่ว่าพ่อของเธอออกจากร่างที่ตายไปแล้วไปเข้าสู่ครรภ์ของขอทาน เพราะโทษที่ความชั่วไม่มี ความดีไม่ทำ เมื่อกินบุญเก่าก่อนที่จะมาเป็นมหาเศรษฐีได้เพราะให้ทานมามาก พอเป็นเศรษฐีเข้าจริงๆ กลับไม่ให้ทาน กินบุญเก่าเสียหมด ก็เลยเป็นคนจน"

ท่านมหาเศรษฐีใหม่ฟังแล้วก็สงสัย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เด็กคนนี้คืออานันทเศรษฐีบิดาของเธอ" เขาก็เลยไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า "จะพิสูจน์ให้ดู" พระองค์จึงเรียกเด็กคนนั้นว่า "อานันทเศรษฐีจงมาหาตถาคต" เด็กคนนั้นพอได้ยินเท่านั้นก็เดินมาไหว้พระพุทธเจ้า พระองค์จึงถามว่า "อานันทเศรษฐี ทรัพย์สินของเธอ ก่อนที่จะตายจากความเป็นมนุษย์ที่ฝังไว้แล้วยังไม่ได้แจ้งให้ลูกชายทราบมีอีกไหม" ท่านอานันทเศรษฐีเด็กก็กราบทูลว่า "เงินก็มี ทองก็มี แก้วแหวนเพชรนิลจินดาก็มี ของทั้งหมดมีราคาเป็นเรือนโกฏิๆ"

พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธบัญชาว่า "ถ้าอย่างนั้นจงพาลูกชายไป และก็ชี้สถานที่ที่ท่านฝังทรัพย์นั้นไว้ และให้ลูกชายขุดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นความจริงเพียงใด" ท่านอานันทเศรษฐีก็เรียกลูกชายบอกว่า "จงตามพ่อมา" แล้วเดินไปข้างหน้าชี้ลงไปที่แผ่นดินบอก "ให้คนรับใช้ขุดลงไปตรงนี้ พ่อฝังทองไว้ ๓ ตุ่ม เป็นทองแท่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์" ขุดไม่ลึกนักก็ปรากฏได้ทอง ๓ ตุ่ม แล้วเดินไปอีกหน่อยหนึ่งก็ชี้บอก "ตรงนี้พ่อฝังเงินไว้หลายตุ่ม" เขาก็ขุดพบแล้วก็ชี้ไป "ตรงโน้นมีแก้วแหวนเพชรนิลจินดา พ่อฝังไว้มากจงให้คนขุด" ปรากฏว่าได้อีกมาก

เป็นอันว่าตอนนี้ลูกชายของท่านอานันทเศรษฐีเชื่อแล้วว่าเด็กคนนี้คืออานันทเศรษฐีพ่อของแก เพราะผลความจริงปรากฏ ก็เลยรับภาระเลี้ยงพ่อต่อไป

จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อตายจากความเป็นมนุษย์ จิตจะออกจากร่าง ร่างกายที่ทรงอยู่นี้เรามีโอกาสอาศัยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงกาลถึงสมัยมันก็พังทลายลง เมื่ออาศัยมันไม่ได้เราก็ไป คำว่า "เรา" ในที่นี้ก็คือ จิตหรืออทิสสมานกาย คือกายอีกกายหนึ่งซึ่งสิงอยู่ในกายเนื้อ เป็นผู้บัญชาการให้กายเนื้อพูด กายเนื้อทำ กายเนื้อคิด ความจริงกายเนื้อมีสภาพเป็นหุ่น ที่มันทำอะไรได้ก็เพราะอาศัยจิตหรือที่เรียกกันว่าอทิสสมานกาย เป็นกายที่เราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ กายภายในคือจิตเป็นผู้มีอำนาจสั่งการเป็นจอมบงการ เมื่อเวลาร่างกายนี้พังคือตาย จิตหรืออทิสสมานกายก็หาที่ไป

คนที่ทำความดีจิตก็ไปสู่สถานที่ที่มีผลความดีบันดาล

คนที่ทำความชั่วจิตก็ไปสู่สถานที่ที่ผลของความชั่วบันดาล.."


ห้องสมุดธรรมะ