เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

“..ตอนเช้ามืดเวลาตี ๔ ของวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๒ อาตมาตื่นไม่ทันจะลืมตา พอรู้สึกตัวก็เห็นภาพพระสงฆ์องค์หนึ่งลอยอยู่บนอากาศ แต่การลอยของท่านไม่ได้อยู่ในท่ายืนหรือว่าท่าเดิน หรือท่านั่ง เป็นการลอยในท่านอน รูปร่างอ้วนๆ เป็นคนลักษณะท้วม ผิวเนื้อสองสี ลักษณะสูงต่ำประมาณกลางคน จึงพิจารณาดูว่าพระองค์นี้เป็นใคร ตามความรู้สึกว่าพระองค์นี้เคยรู้จักกันมาก่อนและเป็นคนเคยสืบเนื่องกันมาในชาตินี้ แต่มองเท่าไรก็ไม่เห็นหน้าเพราะมีผ้าคลุมหน้าและคลุมทั้งตัวจึงไม่ทราบว่าพระองค์นี้เป็นใคร ลักษณะการนอนตามความรู้สึกบอกว่าพระองค์นี้ตายแล้วและเป็นการตายสดๆร้อนๆ ไม่นานนัก อาจจะไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาเวลานั้นยังไม่ทันภาวนาแต่มีความรู้สึกตัว จิตมีความรู้สึกว่ารับรู้ลมหายใจเข้าออก นิมิตก็เกิด

ถ้าจะถามว่า “เป็นการใช้ทิพย์จักขุญาณใช่ไหม” ต้องตอบว่า “ไม่ใช่” ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงให้เห็นเองไม่สามรถจะบังคับได้ ฉะนั้นเมื่อภาพมีผ้าคลุมตลอดตัวจึงไม่สามารถบังคับให้เปิดผ้าได้ ถ้าเป็นทิพย์จักขุญาณก็สามารถบังคับให้เปิดผ้าได้ อยากจะรู้ชื่อของพระองค์นี้นึกเท่าไรก็ไม่สามารถจะรู้ได้ จึงคิดในใจว่าพระองค์นี้ตายแล้วหรือยัง เวลานั้นปรากฏภาพพระขึ้น ๓ องค์เป็นพระที่มีความสำคัญลอยอยู่หน้าพระองค์นี้ แสดงว่าก่อนที่จะตายพระองค์นี้เห็นภาพพระ ๓ องค์ลอยอยู่เบื้องหน้า ก็มีความชื่นใจว่าลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นอาการบอกถึงความสุขโดยตรง ฉะนั้นพระองค์นี้อย่างต่ำก็ไปสวรรค์ ถ้าจิตใจมีความมั่นคงก็ไปพรหมโลก ถ้าเวลาที่ใกล้จะตาย จิตใจไม่นิยมร่างกายก็ไปพระนิพพาน เรื่องนิพพานเป็นของไม่หนักนักสำหรับบุคคลที่มีความเข้าใจ

ในเมื่อภาพนั้นยังลอยชัดลืมตาก็เห็นอย่าคิดว่าภาพนี้เห็นเฉพาะหลับตานะ และก็อย่าลืมว่าไม่ใช่ภาพจากทิพย์จักขุญาณแต่เป็นภาพที่แสดงให้ปรากฏ เวลานั้นมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าพระองค์นี้ท่านจะไปสู่คติชั้นไหน จึงนึกถึงท่านลุงทั้งสอง พอนึกถึงท่าน ท่านลุงก็มาท่านไม่มาเฉพาะ ๒ องค์ เวลานั้นปรากฏว่ามาเต็มไปหมดมากมาย ก็เลยนึกในใจว่าพระองค์นี้มีบุญจริงๆ เวลาตายของท่านมีเทวดามีพรหมสนใจ จึงถามท่านลุงว่า “พระองค์นี้ตั้งแต่เกิดมาเคยทำบาปอกุศลไหม” ท่านลุงก็ตอบว่า “คนที่เกิดมาในโลกนี้จะไม่เคยทำบาปเลยแสนหายาก เกือบจะกล่าวได้ว่าไม่มีใครเลยในโลกที่ไม่เคยทำบาป การบีบมดให้ตายก็บาป บี้ยุงให้ตายก็บาป การด่าเขาก็บาป นินทาเขาก็บาป การพูดปดมดเท็จก็บาป การดื่มสุราเมรัยก็บาป รักคนที่เขาไม่อนุญาตให้ก็บาป ถือเอาของที่บุคคลอื่นไม่ให้มาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรมก็บาป” ท่านบอกว่า “คำว่าบาปย่อมมีแก่คนทุกคน” ถามท่านว่า “ถ้าพระองค์นี้มีบาป เวลานี้ไปสู่สุคติหรือทุคติ” ท่านก็ตอบตรงๆ ว่า“เวลานี้ไปสู่สุคติ” คำว่าสุคติหมายถึงสวรรค์ก็ได้ พรหมโลกก็ได้ พระนิพพานก็ได้

อาตมาถามว่า “กรรมที่เป็นที่น่าข้องใจของพระองค์นี้มีอะไรบ้าง” ท่านบอกว่า “ตัวท่านเองก่อนจะตายท่านมีความกังวลอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการไปในงานต่างๆ บางครั้งเขาจะสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างเจดีย์ สร้างศาลาการเปรียญ สร้างวัด สร้างอะไรก็ตาม คนเขาถวายปัจจัยกับวัดและแวะมาถวายให้ท่านด้วย อาการนี้ท่านมีความข้องใจอยู่เล็กน้อยคิดว่าเป็นกิจที่ไม่สมควรที่เรานำมาวัดของเรา น่าจะถวายไว้ที่วัดนั้นแต่สิ่งนั้นได้ทำไปแล้ว” ก็ถามท่านว่า “ถ้าอาการอย่างนั้นเป็นบาปหรือไม่บาป” ท่านลุงบอกว่า “เขาตั้งใจถวายเป็นส่วนตัวก็น่าจะเสียสละมอบไว้กับวัดนั้น เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลเป็นการสร้างเจริญศรัทธา สร้างความปลื้มใจแก่บรรดาพุทธบริษัท แต่บางครั้งท่านเผลอไปนำกลับมาวัดด้วย อันนี้ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดในอบายภูมิ แต่เป็นอุปสรรคขัดข้องนิดหนึ่งที่จะไปพระนิพพาน” จึงถามท่านว่า “มีอารมณ์หนักไหม” ท่านบอกว่า “ไม่หนัก”

ต่อมาในตอนเช้าเวลาประมาณโมงเศษๆ มีเจ้าหน้าที่เอาโทรเลขมาส่งให้ ในโทรเลขนั้นบอกว่า “พระมหาทองปอนด์ วัดม่อนธาตุ จังหวัดอุตรดิตถ์ มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๒”ก็เลยนึกในใจว่า พระองค์นี้ไม่ใช่ใคร คือพระมหาทองปอนด์นั่นเอง ความจริงท่านไม่ใช่ลูกศิษย์อาตมาโดยตรง แต่ว่าท่านยอมรับนับถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ของท่าน อย่างนี้ถือว่าเป็นลูกศิษย์เหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนท่านจะเป็นเปรียญ ๖ ประโยค และได้ปริญญาทางพระพุทธศาสนา เป็นด็อกเตอร์จากอินเดีย ต่อมาก็เป็นเจ้าคณะอำเภอที่ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ต่อมาก็ลาออกจากเจ้าคณะอำเภอ มาอยู่อิสระ อย่างนี้ก็ถือว่าต้องการวิเวกก็เป็นความดี ในเมื่อได้รับโทรเลขแล้ว อาตมาก็อยากจะไปงานแต่ก็ไปไม่ไหว กำลังป่วยหนักอาการทางท้องเครียดมาก ได้แต่ส่งใจไปช่วย

เป็นอันว่าพระที่มาลอยให้เห็นก็คือพระมหาทองปอนด์ ก่อนที่พระมหาทองปอนด์จะดับชีพ เห็นพระ ๓ องค์ลอยอยู่เบื้องบน จิตใจก็จดจ่ออยู่ที่พระ ๓ องค์นั้น อย่างนี้เป็นอารมณ์ของมหากุศล ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว 

จงพากันรักษาความดีที่มีไว้แล้วให้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม..


ห้องสมุดธรรมะ