เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

“..ขอนำเรื่องราวการชำระหนี้สงฆ์พร้อมทั้งตัวอย่างซึ่งจัดว่าเป็นเกร็ดความรู้ที่ได้ประสบมาเองมาเล่าให้ฟังเพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายจะได้นำไปประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง อีกทั้งจะได้เป็นเครื่องป้องกันตัวเองและผู้อื่นไม่ให้กระทำความชั่วต่างๆ ที่เกี่ยวกับของสงฆ์อีก ทั้งนี้ก็เพราะว่าของทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสมบัติของสงฆ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือวัตถุเครื่องใช้อะไรก็ตาม จะมีราคามากหรือน้อยก็ตาม ผู้ที่นำไปใช้โดยพลการหรือทำสิ่งของเหล่านั้นเสียหายจะต้องนำสิ่งของเหล่านั้นมาทดแทนให้เหมือนเดิม ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ล่วงละเมิดลงสู่อเวจีมหานรกได้โดยง่าย ในสมัยนี้จะหาบุคคลที่เล่าเกี่ยวกับการชำระหนี้สงฆ์ยากเต็มที พระขนาดไหนก็ตามไม่ค่อยจะมีใครพูดกัน เทศน์ก็ไม่เคยฟัง ได้ฟังอยู่สำนักเดียวคือ สำนักของหลวงพ่อปานเท่านั้น หลวงพ่อปาน ท่านพูดถึงการชำระหนี้สงฆ์ทุกปี พอขึ้นปีใหม่หรือเข้าพรรษาใหม่ๆ ท่านก็ประกาศขอซื้อของสงฆ์ คำว่า ซื้อของสงฆ์ ท่านซื้อไม้ไผ่ ซื้อผลไม้ ซื้อดอกไม้ที่มีในวัดทั้งหมดปีละ ๑๐๐ บาท ในสมัยนั้นค่าของเงินสูงมาก ท่านขอซื้อไว้ทั้งหมด ในเมื่อพระสงฆ์สาธุ ท่านจะมอบเงินจำนวนนั้นเป็นสมบัติของสงฆ์  เป็นสิทธิของสงฆ์ที่จะพึงใช้ จะใช้ได้ก็ต้องเอาเงินจำนวนนั้นไปใช้ในการก่อสร้างหรือบำรุงสงฆ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็ชวนพระชำระหนี้สงฆ์ ตัวท่านเองก็ชำระหนี้สงฆ์เหมือนกัน คราวนี้มาพูดกันถึงการซื้อของสงฆ์หรือชำระหนี้สงฆ์ก่อน ท่านทั้งหลายอาจสงสัยว่าของต่างๆ ที่เป็นสิ่งก่อสร้างก็ดี วัสดุเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดี หรือต้นไม้ใบหญ้าก็ดี ของที่อยู่ในวัดทั้งหมด ถ้าหากเรารื้อหรือนำเอาไปใช้แล้วเกิดชำรุดเสียหาย เราจะต้องสร้างแทนเหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะทรัพย์สินต่างๆ นี่ เขาสร้างไว้ในวัดเขาไม่ได้สร้างให้พระองค์ใดองค์หนึ่ง เขาสร้างถวายบูชาพระพุทธเจ้า

ผู้เรืองอำนาจรุกรานที่สงฆ์เคยตกนรกขุมที่ ๗ มาแล้ว

คำว่า ของสงฆ์ต้องหมายถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธานเป็นของส่วนกลาง ไม่มีใครจะถือสิทธิ์ว่าเป็นของฉันได้ จะมาชี้ว่าสมบัตินี่เป็นของฉันเป็นของส่วนตัว ถ้าทำอย่างนั้นจะต้องลงนรกหมด เรื่องนรกนี่เขาไม่เว้นใครหรอก หลวงพ่อปานท่านซื้อของสงฆ์เพราะของเหล่านี้อยู่ในวัด ท่านเป็นประมุขของวัด ความจริงถ้าเราจะคิดกันอย่างเราๆ ก็น่าจะคิดว่าท่านควรมีสิทธิ์ ท่านจะให้ใครก็ได้ ท่านจะกินจะใช้อย่างไรก็ได้ แต่ทว่าตามพระวินัยแล้วไม่มีสิทธิ์ ของในวัดถ้าพระองค์ไหนปลูกไว้ ถ้าเขาสึกแล้วก็ตาม เขาตายแล้วก็ตาม ของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ พระองค์ใดองค์หนึ่งจะถือเป็นทายาทกินเองก็ดี ใช้เองก็ดี ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะเป็นของสงฆ์แล้ว เวลาจะกินจะใช้ก็ต้องประชุมสงฆ์ สงฆ์ทั้งหมดต้องประชุมอนุมัติว่าเราจะกินจะใช้ของประเภทนี้ด้วยวิธีการอย่างไร ถ้าหากว่าพระองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม เด็กก็ตาม ฆราวาสก็ตาม กรรมการวัดก็เถอะ ไปถือสิทธิ์ว่าฉันเป็นเจ้าหน้าที่ในวัด จะกินลูกไม้ลูกไหนก็ได้ จะเด็ดดอกไม้ดอกไหนก็ได้ จะโค่นต้นไม้ต้นไหนก็ได้ ไม้ลำไหนก็ได้ หน่อไม้หน่อไหนก็ได้ เอามากินมาใช้ส่วนตัวโดยที่สงฆ์ไม่ลงมติอนุมัติอย่างนี้ มีโทษไปอเวจีมหานรกแน่

วิธีการที่หลวงพ่อปานท่านซื้อของสงฆ์ ท่านบอกว่า ต้นไม้ก็ดีต้นเล็กๆ ไม่ใช่โค่นต้นใหญ่นะ ไม้ลำหรือไม้หน่อบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด เป็นเพียงส่วนเล็กน้อย หรือว่าลูกไม้ก็ตาม ดอกไม้ก็ตาม ถ้าใครจะเด็ดเอาไปดมเอาไปบูชา ท่านบอกว่า ส่วนน้อยประเภทนี้ฉันขอซื้อของสงฆ์ด้วยเงินจำนวน ๑๐๐ บาท เพื่อป้องกันโทษของบุคคลผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระสงฆ์ก็สาธุ เป็นอันว่า เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ก็ดี ที่ได้กินมะม่วงบ้าง ฝรั่งบ้าง ผลไม้ที่มีอยู่ในวัดมีอยู่มาก ใครอยากกินอะไรก็เอามากินได้ตามชอบใจ เพราะหลวงพ่อปานท่านซื้อแล้ว ท่านก็ใช้สิทธิ์อนุญาต อย่างนี้เอาไปกินเอาไปใช้ได้

เรื่องชำระหนี้สงฆ์ พอถึงเข้าพรรษาคนทำบุญมาก ท่านก็ประกาศแก่ทุกคนว่า ใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ของสงฆ์ตกอยู่ที่ไหนเรียกว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ อย่างวัดร้างที่ปรากฏว่าเป็นพื้นดินเปล่า ไม่มีฐานะแสดงว่าเป็นวัดก็ดี หรือบางแห่งแสดงฐานะว่าเป็นวัดแต่อยู่ในป่าในดงก็ตาม หรือที่มีพระก็ตามเราจะไปนำสิ่งของอะไรก็ตามในเขตนั้นมา จะเป็นต้นหญ้าสักต้น ไม้หักสักอันก็ตาม เขาถือว่าของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ หรือว่าถ้าใครยึดแผ่นดินของสงฆ์ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวละก็ซวยขนาดหนัก แบบนี้มีผู้เรืองอำนาจรุกรานที่สงฆ์เคยตกนรกขุมที่ ๗ มาแล้ว ท่านก็บอกว่า คนเราทั้งหมดนี่จะรู้ได้อย่างไรว่า ไม้ลอยนํ้ามาหน้าบ้าน เราเห็นว่าไม่มีเจ้าของเอามาทำฟืน แต่ถ้าไม้นั้นมาจากวัดก็ถือว่าเป็นไม้ของวัด เป็นของสงฆ์ไปเอาเข้ามันก็บาป ต้นไม้ต้นหญ้าต้นฟางที่อยู่กลางทุ่ง สถานที่อย่างนั้นอาจจะเคยเป็นวัดมาก่อนก็ได้ เขาเคยถวายเป็นของสงฆ์ แต่ว่าสภาพวัดมันสูญไป ของที่อยู่ในวัดนั้นทั้งหมดแม้แต่แผ่นดินก็ยังเป็นของสงฆ์อยู่ เราไปเอาต้นหญ้ามาต้นเดียวก็เป็นบาปแล้ว โทษของสงฆ์นี่หนักมาก

แล้วท่านก็ชวนชาวบ้านชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงินจำนวนเท่าไรก็ตาม เอามารวมกันแล้วประกาศต่อหน้าสงฆ์ ขอชำระหนี้สงฆ์ว่า “ถ้าบังเอิญข้าพเจ้าได้เอาของสงฆ์จากวัดไหนก็ตาม วัดที่มีพระสงฆ์ก็ดี วัดร้างที่ไม่มีพระสงฆ์อยู่ก็ดี หรือสถานที่เป็นธรณีสงฆ์โดยไม่ปรากฏเป็นวัดก็ดี บังเอิญจะนำมาก็ขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงินจำนวนเท่านี้ ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเห็นสมควรก็ขอให้สาธุขึ้นพร้อมกัน ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายไม่เห็นสมควรก็ขอให้นิ่งอยู่” ถ้าพระทั้งหมดสาธุพร้อมกันก็เป็นอันว่าใช้ได้ ชำระหนี้สงฆ์กันแบบนี้ทุกปี ท่านบอกว่าค่อยๆทำไป เรื่องนี้เป็นเรื่องหนักเพราะว่าเป็นของสงฆ์ลำบากมาก

ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้  ต้องชำระหนี้สงฆ์

มีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้พระองค์หนึ่ง ชื่อ อาจารย์ทิม เป็นพระรุ่นเดียวกับอาตมา อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นนักก่อสร้างเป็นพระดีมาก ระเบียบวินัยก็ดี เงินส่วนตัวท่านไม่มี ท่านมีปฏิปทาเหมือนๆ กับอาตมา คำว่าเงินส่วนตัวไม่มี ได้มาก็จ่ายไป ทีนี้พอท่านป่วย หมอเขาบอกว่าจะต้องต้มยาหม้อและซื้อยาหม้อในราคา ๖๐ บาท ท่านก็เลยบอกพระ “ขอยืมเงินที่เขาสร้างโบสถ์ก่อน เมื่อหายแล้วเวลาใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะใช้ให้ ๖๐ บาทเท่านั้นนะ” สร้างโบสถ์หลังหนึ่งต่างกันมากเพราะใครเขาถวายเงินมาท่านเอาไปก่อสร้างหมดไม่เคยเก็บ พอปี ๒๕๐๘ ท่านตาย เงิน ๖๐ บาทเกิดเป็นพิษ พระทิมไปนั่งจ๋อที่สำนักท่านพระยายมราช เวลาทุ่มเศษๆ อาตมากำลังนอนสบายๆ เห็นเทวดาองค์หนึ่งเป็นพวกวชิระมายืนปลายเท้า กราบๆ ถามว่า “มาทำไม” เขาบอกว่า “ท่านใหญ่ให้นิมนต์ไปพบครับ”

ก็เลยบอกว่า “แกไปข้างหน้า ฉันตามไป” ตามไปหน่อยเดียวแกบอกว่า “เดี๋ยวผมต้องไปตามอีก ๒ องค์” เราก็ตรงไปพอถึงก็พบท่านทิมอยู่ที่สำนักท่านพระยายมราช จึงถามว่า “ไง มานั่งอยู่ที่นี่เล่า” แกก็บอกว่า “เป็นหนี้สงฆ์อยู่ ๖๐ บาท” ถามว่า “คนอย่างแกเป็นหนี้สงฆ์ด้วยเรอะ” แกบอก “เป็นหนี้ตอนใกล้จะตาย เพราะหมอสั่งยาให้แต่ไม่มีเงิน ท่านทิมเอาไปสร้างโบสถ์หมด เงินส่วนตัวจริงๆ ที่เรียกว่าตามอัธยาศัยมันไม่เหลือ จึงเอาเงินส่วนนี้ไปซื้อยา” จึงเข้าไปถามท่านพระยายมราชว่า “ยังไงนี่” ท่านบอกว่า “ยังไม่ว่าไง เดี๋ยวค่อยว่า คอยอีก ๒ องค์ก่อน ยังไม่สอบสวน ของสงฆ์นี่หนักมากปิดปากเลย กระเบื้องอันเดียวยังปิดปากเลย เรื่องบุญนี่พูดไม่ได้เลย”

พออีก ๒ องค์มาถึงเรียบร้อยแล้ว ท่านพระยายมราชก็เรียกอาจารย์ทิมเข้าไปถามว่า “ท่านเอาเงินสงฆ์ไปใช้ ๖๐ บาทใช่ไหม” ท่านตอบว่า “ใช่” ท่านถามว่า “จะว่าอย่างไร” ตอบว่า “ไม่มี เรื่องจะว่า” ท่านพระยายมราชก็หันมาถามพวกเราว่า “ท่าน ๓ องค์จะว่าอย่างไร” บอกว่า “ยังมีเรื่องว่าอยู่” ท่านถามว่า “ว่าอย่างไรล่ะ” บอกว่า “ทำอย่างไรพระองค์นี้จะต้องไปเป็นพรหม เขาได้ฌานสมาบัติด้วย ควรจะไปเป็นพรหม” ท่านก็เลยบอกว่า “เวลาตายก่อนจะดับจิต อารมณ์อยู่ในฌาน” บอกว่า “เขาได้สมาบัติ ๘ แต่ตอนนั้นทำไมเข้าฌาน ๒ พอจะตายจริงๆ ไม่ได้ตั้งอยู่ในฌาน ฌานยังตั้งไม่ได้” เลยถามว่า “เรื่องนี้พอจะอภัยกันได้ไหม” ท่านก็เลยบอกว่า ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้ ต้องชำระหนี้สงฆ์ก็บอกว่า “ตกลงฉันช่วยชำระ ๖๐ บาทเรื่องเล็ก” ท่านบอกว่า “ไม่ได้  ชำระด้วยเงินไม่ได้”  ถามว่า “แล้วจะเอาอะไร” บอกว่า “ต้องสร้างพระพุทธรูป ๑ องค์หน้าตัก ๑๒ นิ้ว” เลยบอกว่า “เรื่องเล็ก เอาสัก ๑๐ องค์ก็ยังได้” ท่านบอกว่า “องค์เดียวพอแล้ว พระอีก ๒ องค์ท่านก็รับไปคนละองค์ รวมเป็น ๓ องค์”  บอกว่า “อย่างนี้ตกลง”  ท่านก็เลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นไปได้ ตามผลของความดี”

ตอนนั้นอาตมาเลยบอกกับท่านทิมว่า “อย่าเพิ่งไป อยู่ที่นี่ก่อน” ถามท่านพระยายมราชว่า “การสอบสวนขอพักเดี๋ยวได้ไหม” ท่านบอกว่า “ได้” ก็เลยบอกท่านทิมว่า “จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม” เขาถามว่า “อะไรล่ะ” ก็เลยบอกว่า “เอกัคตากับอุเบกขาน่ะ” บอก “จำได้” “ถ้าจำได้ขอให้ไปตามนั้น” นั่นมันฌาน ๔ ท่านทิมเลยไปเป็นพรหมชั้นที่ ๑๑ ถ้าไปตอนแรกก็ไปด็อกแด็กอยู่แค่กามาวจร ต้องช่วยกระตุกตรงนี้ มันพ้นตอนที่เรารับปากจะให้ อารมณ์ที่ปิดปากอยู่ก็หมด ท่านลุงพุฒิ (ท่านพระยายมราช) ท่านตั้งใจช่วยเลยให้คนมาตาม ไม่ได้ตั้งใจคอยใคร พระที่ตามอีก ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นพระอยู่ที่อยุธยา หนุ่มเลยละ ตอนนั้นอาตมาก็อายุ ๔๐ กว่าๆ องค์ที่อยู่อยุธยาก็อยู่ในเกณฑ์ ๓๐ เศษๆ แต่ไม่รู้ว่าวัดไหน รูปร่างสูงๆ ดำๆ อีกองค์หนึ่งรูปร่างหน้าตาดี บอกว่าอยู่สิงห์บุรี ไปตามมา ๓ องค์เลยได้กำไรพระพุทธรูป ๓ องค์ เรื่องเล็กพระ ๑๒ นิ้ว กับคนที่จะไปเป็นพรหม ราคามันไม่เท่ากัน เราสร้างพระ ๑๒ นิ้วเดี๋ยวเดียวคนที่บำเพ็ญบารมีเป็นพรหมมันง่ายเสียเมื่อไหร่ล่ะ

คราวนี้มันก็มีปัญหาอยู่ว่า ทำไมท่านถึงมาเจาะจงเอาฉันไปด้วย ถ้าลงเป็นแบบนี้ก็จะต้องเป็นเครือเดียวกัน อาจารย์ทิมกับฉันรู้จักกันมานานตั้งแต่ตอนบวชใหม่ๆ ส่วนอีก ๒ องค์ไม่รู้ว่าเขารู้จักกันมาเมื่อไหร่ แต่ทั้งสององค์นั้นต้องเป็นเชื้อสายเดียวกัน และปฏิปทาการปฏิบัติก็ต้องเหมือนกัน และแถม ๒ องค์นั้นบ้าๆ บวมๆ เหมือนกัน เงินส่วนตัวไม่มี อาจารย์ทิมก็บ้าเหมือนกัน แต่ดันบ้าตายก่อนมันจะลงนรกเราให้ลงไม่ได้

วิธีกระตุ้นๆ นิดเดียว ถ้าบอกว่า “อาจารย์ทิมเริ่มนั่งเข้าฌานละก็ซวยเลย ใครจะไปเข้าฌานได้อย่างไร ต้องถามถึงอารมณ์เดิมนิดเดียว” ถามว่า “จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม เอกัคตากับอุเบกขา”บอก “จำได้” เท่านี้พอแล้ว จำได้ก็เป็นฌาน ๔  จิตก็ตั้งอยู่พอดี พอพูดปั๊บจิตก็ตั้งอยู่ฌาน ๔ พอตั้งอยู่ฌาน ๔ สภาพก็เป็นพรหม ตัวท่านก็เป็นพรหมสวย เลยบอกไปตามอัธยาศัย ฉันจะกลับวัดเดี๋ยวลูกศิษย์ข้าคอย อาจารย์ทิมก็ไปอยู่พรหมชั้นที่ ๑๑

เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่มีเจตนาโกงเงินสงฆ์ ส่วนพวกที่มีเจตนาโกง ไม่มีทางช่วย เรี่ยไรมา ๑๐๐ บาท เอาของเขาใช้ไป ๙ บาท ๙๐ สตางค์ อีก ๑๐ สตางค์เอาเข้ากระเป๋า อย่างนี้ลงอเวจีมหานรก ของสงฆ์นี่แม้แต่กระเบื้องแตกๆ ก็เก็บเอาไปไม่ได้ หรือของที่สงฆ์เขาไม่ใช้แล้วเห็นว่ามันดีเอาไปบ้านหน่อย อย่างนี้ตกอเวจีมหานรก..


ห้องสมุดธรรมะ