เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

“..บันทึกเสียงเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ย้อนไปพูดถึงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๕ วันนั้นปรากฏว่าป่วยหนักมีอาการไข้ซ้อน ท้องก็เสีย ปรากฏว่ามีอารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์มืดไม่สามารถจะไปพระนิพพานได้ มีอาการเป็นอย่างนี้อยู่ถึง ๒ วัน ต่อมาวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ จิตเริ่มโปร่งไข้ลดตัวลงจึงไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประทับ

กราบทูลถามท่านว่า “ภันเตภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า อารมณ์ฟุ้งไม่สามารถจะมองเห็นนิพพานได้และไม่สามารถจะไปนิพพานได้ อารมณ์อย่างนี้ถ้าตายจะพลาดนิพพานไหม”

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสว่า “ภิกขุ ดูก่อนภิกขุ จิตมีสภาพจำ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดถึงนิพพานแต่อารมณ์เจาะจงพระนิพพานของจิตมีอยู่ ถ้าเธอตายเวลานั้นก็ไม่สามารถจะพลาดนิพพานได้ ต้องมานิพพานได้แน่นอน”

หลังจากนั้นก็นมัสการกราบทูลถามพระองค์เรื่องของกระแสจิต ท่านก็ตรัสว่า “เรื่องของจิตให้เกาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ ถึงแม้จะอยู่ข้างล่างก็ดี อยู่ข้างบนก็ดี ยามปกติก็ตามให้ถือว่าเราต้องการนิพพานไว้เสมอ ถ้าจิตต้องการนิพพานไว้เป็นปกติอย่างนี้ถึงแม้ว่าอาการป่วยเกิดขึ้นจิตจะมัวไปบ้างจิตไม่เกาะนิพพาน แต่ว่าจิตมีสภาพจำ จิตก็สามารถจะไปพระนิพพานได้ทันทีในเมื่อออกจากร่าง” ต่อจากนั้นก็กราบทูลองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะไปเทวสภาก่อน” สมเด็จองค์ปฐมก็ตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปด้วย” พระพุทธเจ้าก็เสด็จ อาตมาก็ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาที่เทวสภา

พอมาถึงที่ประทับพระองค์ก็ประทับบนธรรมมาสน์สูง อาตมานั่งแท่นต่ำแต่รู้สึกว่าจะสูงกว่าเทวดานิดหน่อย เวลานั้นปรากฏว่าเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี ทุกชั้นมาหมด เพราะว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วย เมื่อนั่งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นั่งพนมมือหันหน้าไปทางเทวดานางฟ้ากับพรหมบอกว่า “ท่านทั้งหลายที่มีพระคุณที่เคยเป็นบิดามารดาบ้าง เป็นญาติผู้ใหญ่บ้าง เป็นผู้มีคุณต่างๆ บ้าง เป็นครูบาอาจารย์บ้าง และก็ทุกองค์ทุกท่านที่มีคุณกับอาตมาทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพราะว่างานการทุกอย่าง ท่านช่วยทุกอย่างการสร้างวัด การจะไปไหนก็ตาม ทุกท่านเมตตาปรานี พยายามป้องกันภยันตรายต่างๆ อาตมาขอขอบคุณทุกท่าน”

หลังจากนั้นเทวดากับพรหมทั้งหมดก็กราบพระพุทธเจ้าก็หันไปทางพระพุทธเจ้าเหมือนกันยกมือพนม ท่านก็เทศน์ว่า “ดูก่อน ท่านทั้งหลายที่มาประชุมทั้งหมด จะเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย นั่นหมายถึงการจุติ เพราะว่าเวลานี้ยังมีเทวดากับนางฟ้าบางส่วนมีความเพลิดเพลินในทิพยสมบัติเกินไปหลังจากที่มาจากมนุษย์ อยู่ที่เมืองมนุษย์มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์ ต้องประกอบกิจการงานทุกอย่าง ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ มีความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวัง ทุกอย่างต้องใช้แรงงาน แต่เมื่อมาเป็นเทวดา มาเป็นนางฟ้า ทุกอย่างหมดสิ้น  หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด ร่างกายอิ่มเป็นปกติ ร่างกายเยือกเย็นอบอุ่นเป็นปกติ ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องห่มผ้า และมีความปรารถนาสมหวัง หมายความว่าจะไปทางไหนก็สามารถลอยไปถึงที่นั่นได้ทันทีทันใด ความป่วยไม่มี ความแก่ไม่มี ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ความเป็นทิพย์อย่างนี้ท่านทั้งหลายจงอย่ามัวเมา จงอย่ามีความเข้าใจผิดว่าเราจะอยู่ที่นี่ตลอดกาลตลอดสมัย ทั้งนี้เพราะว่าอายุเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี มีอายุจำกัดตามบุญวาสนาบารมี ถ้าหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องจุติคือตาย แต่ว่าท่านทั้งหลายจงอย่าลืมว่า เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมทั้งหมด ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดแม้แต่ท่านที่เป็นพระอริยเจ้าก็มาก จงอย่าลืมว่าทุกท่านยังมีบาปติดตัวอยู่ เมื่อการสะสมบาปมาเป็นชาติๆ ยังมีมากมาย” พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ อาตมาก็ใช้กำลังใจดูร่างกายเทวดา นางฟ้าก็พรหม เห็นเงาบาปอยู่ภายในหนามาก เป็นอันว่าทุกองค์ต่างคนต่างมีบาป แต่ก็มาเป็นเทวดา มาเป็นนางฟ้า มาเป็นพรหมได้ และก็ดูตัวเอง เวลานั้นร่างกายของตัวเองก็เป็นทิพย์ บาปมันก็ท่วมท้นเหมือนกัน

ต่อไปองค์สมเด็จพระภควันต์ตรัสว่า “ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (เวลานั้นมีพระมาด้วยหลายองค์) และท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด จงอย่าลืมว่าทุกท่านมีบาปติดตัวมามากมาย อาศัยบุญเล็กน้อยก่อนจะตายจิตใจนึกถึงบุญก่อนจึงได้มาเกิดบนสวรรค์บ้าง มาเกิดบนพรหมบ้าง ถ้าหากว่าท่านจุติเมื่อไร โน้นนรก” ท่านชี้พระหัตถ์ลง เห็นนรกไฟสว่างจ้าแดงฉานไปหมด “ท่านทั้งหลายจะต้องพุ่งหลาวลงนรกเพราะใช้กฎของกรรมคือบาป ต้องชำระหนี้บาปกว่าจะเกิดมาเป็นคนก็นานหนักหนา ถ้ามาเป็นคนแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาเป็นเทวดา นางฟ้า หรือพรหมใหม่ ทั้งนี้เพราะว่าเป็นคนแล้วอาจจะทำบาปใหม่ กลับลงนรกไปใหม่ก็ได้ ฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายมาถึงที่นี่ มาอยู่บนสวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี เป็นทางครึ่งหนึ่งของพระนิพพาน ระหว่างมนุษย์กับนิพพาน” เวลานั้นเทวดา นางฟ้า พรหมทั้งหมด อาตมาก็เหมือนกันเห็นพระนิพพานใสสว่างจ้า มีวิมานสีเดียวกันคือสีแก้วแพรวพราวเป็นระยิบระยับคือแก้วสีขาว พระอรหันต์ทั้งหลายที่อยู่ที่นั่นมีความสุขขนาดไหน มีความเข้าใจหมด รู้หมด เห็นหมด และองค์สมเด็จพระบรมสุคตก็ตรัสกับเทวดา นางฟ้าใหม่ว่า

“ท่านทั้งหลายจงหวังตั้งใจคิดว่า ถ้าการจุติมีขึ้นคราวนี้ ถ้าบุญวาสนาบารมีของเรานี้สิ้นสุดลง เราจะไม่ไปเกิดเป็นมนุษย์ เราจะไม่เกิดเป็นเทวดา เราจะไม่เกิดเป็นนางฟ้า เราจะไม่เกิดเป็นพรหม เราต้องการไปพระนิพพานจุดเดียว และการไปพระนิพพานนี้ท่านทั้งหลายต้องยึดอารมณ์พระนิพพานเป็นสำคัญ สำหรับพรหมก็ดี เทวดา นางฟ้าเก่าๆ ก็ดี ตถาคตไม่หนักใจ ทั้งนี้เพราะมีความเข้าใจแล้ว ก็แสดงว่าพรหม เทวดา นางฟ้าเก่าๆ เป็นพระอริยเจ้ามาก ที่มีความเป็นห่วงก็เป็นห่วงพรหม เทวดา นางฟ้าใหม่ๆ ที่มาเกิดใหม่ๆ อย่าหลงความเป็นทิพย์ หมายความว่ายังมีความเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ ยังมีความรู้สึกว่าอยากจะเกิดอยู่ที่นี่ตลอดไป จะไม่มีการจุติ จะไม่มีการเคลื่อน เป็นความเห็นที่ผิด จงคิดตามนี้เพื่อพระนิพพานนั่นคือ

๑) จงมีความรู้สึกว่า เราจะต้องจุติวันนี้ไว้เสมอ เรื่องอาการของชีวิตเป็นของไม่แน่นอน เราจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ความตายเป็นของเที่ยง ความเป็นอยู่เป็นของไม่เที่ยง

๒) เมื่อคิดอย่างนี้แล้วทุกท่านจงอย่าประมาท จงใช้ปัญญาพิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าท่านทั้งหลายควรจะเคารพไหม ถ้าจิตใจของท่านมีศรัทธา มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ ก็เป็นอาการขั้นที่ ๒ ที่ท่านจะไปนิพพานได้

๓) หลังจากนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงทรงศีลให้บริสุทธิ์ จะเป็นศีล ๕ ก็ตาม ศีล ๘ ก็ตาม กรรมบถ ๑๐ ก็ตาม ศีล ๑๐ ก็ตาม ศีล ๒๒๗ ก็ตาม

พอท่านพูดมาถึงศีล ๒๒๗ ก็คิดในใจว่าเทวดาจะไปบวชที่ไหน องค์สมเด็จพระจอมไตรก็หันหน้ามาตรัสว่า “ฤๅษี เทวดาไม่ต้องบวชอย่างเทวดาชั้นยามาก็ดี ชั้นดุสิตก็ดี อย่างนี้เขามีศีลครบถ้วนบริบูรณ์ถึง ๒๒๗ เหมือนกับความเป็นพระ พรหมก็เช่นเดียวกัน ทุกท่านอยู่ด้วยธรรมปีติ ทุกท่านอยู่ด้วยความสุข เขาไม่มีอาบัติ สิ่งที่เป็นอาบัติไม่มี สิ่งที่จะเป็นบาปไม่มี” และท่านก็หันหน้ากลับไปหาเทวดา นางฟ้า กับพรหม ตรัสว่า “ขอทุกท่านจงอย่าลืมคิดว่า เราจะเป็นผู้มีศีล ให้ตั้งใจเฉพาะศีล ๕ ก็ได้ ศีล ๘ ก็ได้ ศีล ๑๐ ก็ได้ กรรมบถ ๑๐ ก็ได้ ศีล ๒๒๗ ก็ได้ ตั้งใจไว้ว่าเราจะไม่ละเมิดในศีล

๔) หลังจากนั้นจงมีจิตใช้ปัญญาคิดว่า การเกิดเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี มีสภาพไม่เที่ยงและจะต้องมีการจุติในวาระสุดท้าย ในเมื่อการจุติจะเกิดขึ้นอารมณ์อย่าเป็นทุกข์ จงคิดไว้เสมอว่าในเมื่อเราจะต้องจุติเราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ เราจะไม่เกิดเป็นมนุษย์ ท่านทั้งหลายจงดูภาพของมนุษย์ (แล้วทรงชี้มาที่เมืองมนุษย์) มนุษย์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มนุษย์เต็มไปด้วยความโสโครก มนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ มนุษย์เต็มไปด้วยการงานต่างๆ  มนุษย์มีความหิว มีความกระหาย มีความอยาก มีความต้องการไม่สิ้นสุด สิ่งทั้งหลายที่ก่อสร้างขึ้นมาแล้วจะเป็นทรัพย์สินอย่างไรก็ตาม ในเมื่อเราตายจากความเป็นมนุษย์เราก็หมดสิทธิ์ อย่างบางท่านเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ในพระราชฐานดีๆ สร้างไว้เป็นที่หวงแหน คนภายนอกเข้าไม่ได้ เข้าได้แต่คนภายใน แต่ว่าเมื่อตายแล้วถ้ากลับไปเกิดเป็นคน หากว่าท่านไม่ได้เกิดในตระกูลกษัตริย์ตามเดิมท่านเป็นประชาชนคนภายนอก ท่านจะไม่มีสิทธิ์เข้าเขตนั้นเลยทั้งๆ เป็นของที่ท่านสร้างเอาไว้ทำเอาไว้ทุกอย่าง ท่านยังไม่มีสิทธิ์ ความไม่แน่นอนของความเป็นมนุษย์มันเป็นทุกข์อย่างนี้ ถ้าเกิดเป็นคนก็ต้องตะเกียกตะกาย ดูภาพมนุษย์ทั้งหลายไม่มีใครหยุดต้องเดินไปเดินมาทำกิจการงานทั้งวันเพื่อผลประโยชน์หน่อยเดียวคือเงิน ถ้าไม่มีเงินก็ไม่สามารถจะมีชีวิตทรงตัวอยู่ได้ เพราะมีความจำเป็นต้องหาเงิน”

ในเมื่อท่านตรัสอย่างนี้แล้วก็ตรัสต่อว่า “จงอย่าคิดเป็นมนุษย์ต่อไป ตัดความเป็นมนุษย์เสีย เลิกความหมายของมนุษย์ เห็นว่ามนุษย์เป็นทุกข์ มนุษย์มีสภาพไม่เที่ยง ไม่มีความทรงตัว มีความเกิดขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลง มีความแก่ มีความป่วย มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความตายในที่สุดและจงอย่าอยากเป็นเทวดา อยากเป็นนางฟ้า เป็นพรหมต่อไป เพราะเทวดา นางฟ้า และพรหมก็อยู่ในสภาพไม่เที่ยงเหมือนกัน เมื่อมีความเกิดในเบื้องต้นก็มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดาและมีการจุติในที่สุด ทุกคนหวังพระนิพพานเป็นที่ไป ตั้งใจไว้เสมอว่าเราจะเป็นผู้มีศีล เราจะนับถือพระไตรสรณาคมน์คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และก็เราจะต้องจุติในวันหน้า”

“ตถาคตมีความรู้สึกว่าท่านทั้งหลายที่เป็นเทวดา นางฟ้า พรหมเก่าๆ มีความเข้าใจดีแล้ว หมายถึง ปฏิบัติได้ นี่คืออารมณ์พระโสดาบันกับอารมณ์พระอรหันต์ สำหรับเทวดา นางฟ้า หรือพรหมใหม่ๆ จงตั้งใจไว้เสมอว่า จงลืมความเป็นทิพย์เสีย อย่าเพลิดเพลินเกินไป อย่ามีความสุขเกินไปแล้วมันจะทุกข์ทีหลัง ตั้งใจคิดว่าความสุขที่ได้มานี้เราได้มาจากบุญเล็กน้อยเท่านั้น และก็บาปใหญ่ที่ขังอยู่ในตัวของเรายังมีอยู่ ถ้าเราเผลอไม่สร้างความดี ในเมื่อจุติจากความเป็นเทวดาในภพนี้ สรุปแล้วทุกคนต้องลงอบายภูมิ จงดูภาพนรกว่ามีขุมไหนบ้างที่น่าอยู่ น่ารัก มันไม่น่าอยู่ไม่น่ารัก จงดูภาพมนุษย์ว่ามนุษย์เมืองไหนบ้างที่น่าเกิด ดินแดนไหนที่มีความสุขไม่มีการงานนอกจากจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์แล้ว ก็ดูเทวดา นางฟ้ากับพรหม มนุษย์ที่เดินเกลื่อนกล่นทุกคนอยู่ในเมืองมนุษย์เคยเป็นเทวดา นางฟ้าและเคยเป็นพรหมมาแล้ว แต่ว่าท่านทั้งหลายจงตั้งใจไว้เฉพาะ จงดูภาพพระนิพพานให้ชัดเจนแจ่มใสว่า ดินแดนพระนิพพานไม่มีที่สิ้นสุด”

พระองค์ตรัสเพียงเท่านี้ก็จบ อาตมาจึงกราบพระองค์ท่านแล้วทูลว่า “จะไปพระนิพพาน” ท่านตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ชวนเทวดากับพรหมไปด้วยซิ เขาจะได้รู้ว่าพระนิพพานมีความสุขอย่างไร แต่เทวดานางฟ้า พรหมก็มีหลายท่านที่เคยไปเที่ยวพระนิพพานมาแล้วและที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าท่านรู้ แต่ที่ยังไม่เป็นพระอริยเจ้าจะยังไม่ทราบ” อาตมาจึงหันหน้ามาชวนเทวดา นางฟ้ากับพรหม หลังจากนั้นก็ตามพระพุทธเจ้าไปพระนิพพาน เห็นวิมานแพรวพราวเป็นระยับ จึงคิดในใจว่า “วิมานขององค์อื่นมีหลังเดียว แต่ทำไมของเราจึงต้องมี ๓ หลัง”

ท่านสหัมบดีพรหมเข้ามาใกล้แล้วบอกว่า “วิมาน ๓ หลังต้องใช้อย่างนี้ วิมานหลังหนึ่งที่คุณมาทุกวันคุณใช้เป็นปกติ อันนี้เป็นวิมานประจำตัว วิมานหลังตรงหน้าออกไปที่มีรูปร่างคล้ายคลึงกันนั้นเป็นวิมานที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับวิมานหลังใหญ่ยาวหลังนั้นเป็นวิมานที่ประทับหรือเป็นที่นั่งของเทวดา นางฟ้า พรหม และพระอรหันต์ที่มาประชุมกัน”อาตมามองดูเทวดา นางฟ้า และพรหม รู้สึกว่ามีจำนวนนับเป็นสิบๆ ล้าน เมื่ออยากจะทราบว่าวิมานหลังนั้นโตก็จริง แต่ถ้าเทียบกับเทวดา นางฟ้ากับพรหมที่มา เทียบกันไม่ได้

ท่านสหัมบดีพรหมก็บอกว่า “ประเดี๋ยวก็รู้” เมื่อขึ้นไปถึงที่ก็ปรากฏว่าวิมานที่ตั้งอยู่เคยมีฝาทึบก็โป่รง เคยเล็กไปหน่อยก็ใหญ่ยาว กว้าง ลึกมาก มีแท่นเป็นที่ประทับของเทวดา นางฟ้าและพรหมทั้งหมด เป็นแท่นแก้วแพรวพราวเป็นระยิบระยับเท่ากับสภาพเป็นทิพย์ของเทวดา นางฟ้ากับพรหม วิมานหลังหน้าสมเด็จองค์ปฐมเป็นหัวหน้า หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ก็เสด็จประทับสวยงามเป็นระยับ สง่าผ่าเผยใหญ่โตมาก จับใจ อาตมาก็มานั่งที่วิมานบนแท่นแก้วแต่ต่ำกว่าแท่นของพระพุทธเจ้า

หลังจากนั้นสมเด็จองค์ปฐมตรัสว่า “ฤๅษี ที่นี้เป็นที่อยู่ของเธอ เมื่อตอนต้นเธอถามว่า ถ้าจิตมัวไม่นึกถึงพระนิพพานก่อนตาย เธอจะมาพระนิพพานได้ไหม ขอให้เธอปฏิบัติตามนี้ คือทุกครั้งที่มีความว่างจากการงาน จงมาที่นิพพานมานั่งที่ที่ประทับของเธอ ถ้าพระพุทธเจ้าท่านว่างท่านก็จะมาสงเคราะห์เธอ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ว่างก็จะเปล่งฉัพพรรณรังสีมาแทนพระองค์ก็เหมือนกับพระองค์มาเอง นอกจากนั้นบริวารของเธอที่มานิพพานแล้วมากมาย เขาก็จะได้มาคุยมาสนทนาด้วย จิตใจของเธอก็จะมีแต่ความชุ่มชื่น พระนิพพานมีแต่อารมณ์แห่งความสุข ไม่มีอารมณ์ความทุกข์ ไม่มีความวุ่นวาย พระนิพพานมีความสุขมาก เวลานี้เธอมีความรู้สึกอย่างไร”

ก็ตอบท่านว่า “ไม่มีกังวล คำว่ากังวลคือความห่วงใยใดๆ ทั้งหมดไม่มี แต่ความจริงอยากจะมานิพพานนานแล้ว” สมเด็จพระประทีปแก้วก็ตรัสว่า “ช้าก่อน รอเวลานิดหน่อย ให้การงานของฉันเสร็จและคนที่จะพึงช่วยเหลือได้ยังมีอยู่ที่เขายังไม่มายังมีอยู่ จงอยู่รอการช่วยเหลือเขาก่อน เมื่อช่วยเหลือเขาเสร็จแล้วเมื่อไหร่ ก็จะมานิพพานได้เมื่อนั้น ให้มีความสุขใจว่า ถ้าเราตายจากความเป็นคน เราจะมีความสุขที่สุดคือนิพพาน ในระหว่างที่เราเป็นคนอยู่ เราก็จะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของคนอื่น” ท่านหมายความว่าเป็นความสุขของคนอื่นไม่ใช่ความสุขของตัวเอง

พระองค์ตรัสต่อว่า “เธอทั้งหลายจงดูเทวดา นางฟ้ากับพรหมที่สวยสดงดงามทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าจะเคยมานิพพานแล้วทุกองค์ มีบางส่วนเท่านั้นที่รู้จักนิพพานคือขึ้นมาได้นั่นคือความเป็นพระอริยเจ้า ถ้าไม่ใช่พระอริยเจ้าจะมาไม่ได้ นี่อาศัยความดีของเธอ ท่านสงเคราะห์เธอ เธอก็สงเคราะห์ท่าน เธอชวนมานิพพานท่านจึงมากันได้ การกระทำอย่างนี้จงทำเป็นปกติ จงสงเคราะห์ทั้งมนุษย์ทั้งเทวดา ทั้งนางฟ้าและพรหม เทวดานางฟ้าและพรหมท่านก็สงเคราะห์เธอ เธอก็สงเคราะห์ท่านเป็นการตอบสนองกัน เป็นความดีเข้าหากัน สำหรับวันนี้ฤๅษี จวนจะเพลแล้ว ฉันก็จะกลับที่อยู่ เธอก็จงกลับเมืองมนุษย์ เทวดา นางฟ้าและพรหมก็จงกลับวิมานของเธอ” หลังจากนั้นท่านก็ลุก พวกเราก็กราบท่าน

เป็นอันว่าเรื่องการมานิพพานเป็นปกติของอาตมา ถ้ายามว่างเมื่อไรแม้แต่มีเวลาเพียง ๕ นาที ๑๐ นาที ก็จะมานิพพานทันที เพื่อความอยู่เป็นสุขของจิต เมื่อเข้าถึงพระนิพพานเมื่อไรจิตก็มีความสุขเมื่อนั้น..”


ห้องสมุดธรรมะ