เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

ตามพระบาลีว่า สมฺณานญฺจทสฺสนํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ การเห็นสมณะชื่อว่าเป็นอุดมมงคล

คำว่า สมณะ นี่ท่านผู้อ่าน รู้สึกว่าจะเป็นของหนักสำหรับบรรดาท่านผู้อ่านอยู่หน่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะคำว่าสมณะ แปลว่าผู้สงบ หรือสมณะแปลว่าผู้มีบาปอันลอยแล้ว คือพ้นจากความเป็นบาป ทีนี้เราจะไปหาสมณะกันจากไหน เวลานี้คนทั่วไปมักจะเห็นบุคคลผู้ทรงเพศพิเศษ คือปลงผม เรียกว่าหัวโล้นก็แล้วกัน ห่มผ้าเหลือง หัวโล้นใช้ชุดผ้าขาวบ้างเป็นสมณะ ความจริง ถ้าเราใช้ความคิดเห็นเพียงข้อนี้ ก็ไม่สมกับเจตนาของพระพุทธเจ้าที่ตรัสกับเทวดา เพราะเพศไม่ใช่ว่าจะมาแนะนำทำบุคคลผู้ทรงเพศนั้นให้เป็นสมณะได้แน่นอน สมณะ ขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ในมงคลข้อนี้ ถ้าเราจะถอยหลังเข้าไปหามงคลตั้งแต่ข้อต้น ๆ เราก็จะเห็นคนที่เป็นสมณะมีแต่ละชั้น คือคำว่าสมณะ แปลว่าผู้สงบ เป็นคนสงบเรียบร้อย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่น มีบาปคือความชั่วลอยแล้ว หาความเป็นคนเลวไม่ได้ แต่ว่าสมณะ ก็แบ่งออกเป็นชั้น ๆ เหมือนกัน ตั้งแต่ระดับต่ำถึงระดับสูง นี่เราไปหาจากไหนดี พูดมาแล้วนี่ว่าคนทรงเพศไม่แน่นักว่าจะเป็นสมณะ บางทีผู้ทรงเพศที่เราเข้าใจว่าเป็นสมณะ แต่เนื้อแท้จริง ๆ เป็นพาล คือมีสันดานชั่ว ไม่ได้ปฏิบัติตามเครื่องแบบของตัวที่สวมไว้ มีถมไป แต่ว่ามีผู้คนทั้งหลายไม่ได้ทรงเครื่องแบบในความเป็นสมณะ แต่ว่าเขาปฏิบัติตนเป็นสมณะ คือมีความสงบจากความชั่ว อย่างนี้ก็มีมาก เป็นอันว่าคำว่าสมณะในที่นี้ไม่ถือเครื่องแบบเป็นสำคัญ ให้ถือความประพฤติของกาย วาจา และใจ เป็นสำคัญ

เราก็มาแบ่งชั้นกันดูว่าสมณะจริง ๆ น่ะ มีกี่แบบ กี่ชั้น จะว่ากันไปให้ดีก็บุคคลที่ปฏิบัติตามมงคลนี้ทุกระดับ ถึงระดับมงคลที่ ๓๘ จัดว่าเป็นสมณะเต็มที่และคนที่มีความดีตามมงคลนี้แต่ละข้อ มากก็ตาม น้อยก็ตาม ก็จัดว่าเป็นสมณะตามขั้นนั้น ๆ จะกล่าวให้ท่านฟังแต่เพียงโดยย่อ อย่างมงคลข้อที่ ๑ ท่านกล่าวว่า เราไม่คบคนพาล คนที่ไม่คบคนพาล ก็แสดงว่าบุคคลนั้นไม่ต้องการความเป็นพาล และไม่ประพฤติพาล นี่จัดเป็นสมณะประเภทที่ ๑ แล้วมงคลข้อที่ ๒ ท่านบอกว่าจงคบแต่บัณฑิต บัณฑิต แปลว่าผู้รู้มีอารมณ์หลีกเลี่ยงจากความชั่ว ถ้าเราคบเฉพาะที่เป็นบัณฑิต หรือคนที่เขาคบเฉพาะที่เป็นบัณฑิต แปลว่าจิตของเขามีความสงบจากความชั่ว อย่างนี้ ก็เป็นสมณะอันดับที่ ๒ มงคลที่ ๓ ท่านบอกว่าจงบูชาบุคคลที่ควรบูชา นี่หมายความว่าคนที่มีความดีในขั้น ในระดับที่เราควรบูชา นี่หมายความว่าคนดีมีความดีในขั้น ในระดับที่เราจะควรบูชาได้ คนที่บูชาบุคคลที่ควรบูชานี้ ก็จัดเป็นสมณะอีกประเภทหนึ่ง นี่กล่าวแต่โดยย่อ ๆ พอได้ความพอไม่ให้ซ้ำกับเรื่องเก่า เป็นอันว่าสมณะที่เราจะหาไว้เพื่อคบหาสมาคม หรือการเห็น หรือที่เห็นเป็นปกติ ก็คือบุคคลที่ปฏิบัติตามพระมงคลของพระพุทธเจ้านี่เอง เราก็พิจารณาดูว่าท่านผู้นี้ปฏิบัติตามมงคลได้กี่ข้อ ทรงมงคลคือความดีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ปฏิบัติ คือสั่งสอนมาได้กี่ข้อ เขาปฏิบัติได้ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ทรงความดีอันนี้ไว้ แสดงว่าเป็นสมณะเล็ก ถ้าหากท่านผู้ใดทรงความดีตามกระแสมงคลที่พระพุทธเจ้าเทศน์กับเทวดาได้ครบทั้ง ๓๘ ข้อ ก็เป็นอันว่าท่านผู้นั้นเป็นสมณะใหญ่ เต็มภาคภูมิ ควรที่จะบูชาได้ การเห็นสมณะแบบนั้นบ่อย ๆ ทำจิตใจเราให้เป็นสุข เพราะว่าสมณะเป็นผู้มีความสงบ สงบทั้งกาย วาจา และใจ คำสงบกายไม่ใช่หมายความว่านั่งนิ่ง ๆ หมายความถึงว่าไม่เอากายเข้าไปประทุษร้ายใครให้มีความทุกข์ สงบวาจาไม่ใช่ว่าจะไม่พูดกับใคร ทำตนเป็นคนเคร่งทำปากหงิม พูดน้อย ๆ ลืมตาน้อย ๆ จริยาท่าทางของทางกายสงบเสงี่ยม ดังนี้ไม่ถือว่าเป็นสมณะ ต้องดูว่าวาจาที่กล่าวออกมานี่เป็นประโยชน์หรือว่าเป็นโทษ สำหรับสมณะน่ะ เป็นนักพูด ไม่ใช่นักเงียบ แต่ว่าพูดแต่เฉพาะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เห็นบุคคลใดทำกิจที่จะเป็นโทษ ท่านสมณะก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงเสีย ให้ปฏิบัติในขอบเขตของความสุข เช่นพระพุทธเจ้า เป็นต้น

ทีนี้ สำหรับใจของสมณะก็เป็นจิตที่พ้นแล้ว จากโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คือไม่มัวเมาในลาภ ไม่เสียใจเพราะลาภสลายตัวไป ไม่มัวเมาในยศ ไม่เสียใจเพราะยศสลายตัวไป ไม่ยินดีในคำสรรเสริญ ไม่เร่าร้อนในการนินทา แล้วก็เว้น ระงับใจจากสุขอันเนื่องจากกามารมณ์ แล้วก็ไม่หวั่นไหวเมื่อทุกข์เกิดขึ้นจากกฎของธรรมดา นี่เป็นอาการของสมณะ เป็นอันว่าท่านทั้งหลายจะหาสมณะเป็นเครื่องพิจารณาสำหรับดูไว้เฉย ๆ หรือว่าดูไว้เป็นเครื่องปฏิบัติตามก็เอาโลกธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ เข้าไปเปรียบเทียบ ว่าท่านผู้นี้มีความโลภโมโทสันในทรัพย์สินบ้างหรือเปล่า มีความเพลิดเพลิน มีความหลงใหลใฝ่ฝันในทรัพย์สินบ้างหรือเปล่า สะสมทรัพย์สินมากเกินไป เกินกว่าวิสัยของสมณะบ้างหรือเปล่านี่ก็ดูกัน ว่าทรัพย์สินที่เขาหามาได้นั้น ได้มาจากการคดโกงหรือได้มาโดยสุจริต เพราะว่าสมณะมีกิจหลายประการ มีระดับขั้นหลายขั้น ถ้าจะกล่าวกันเฉพาะสมณะเบื้องสูงอย่างเดียว บรรดาท่านผู้อ่านก็ไม่มีโอกาสที่จะพบได้ง่าย ๆ ก็ต้องว่าไปตั้งแต่สมณะเล็ก สมณะเล็กก็คือแสวงหาทรัพย์สินมาให้โดยชอบธรรม ไม่เบียดเบียนใคร เมื่อทรัพย์สลายตัวก็แล้วไป ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับสมณะใหญ่นี้พิจารณาได้ คือได้รับทรัพย์สมบัติมาแล้วก็ทำทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนสาธารณประโยชน์ คือไม่สะสมทรัพย์ให้เป็นโทษกับตนและบุคคลอื่น นี่เป็นสมณะใหญ่ เมื่อทรัพย์สินหมดไปเพราะนำทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้นไปเป็นส่วนสาธารณประโยชน์ ท่านก็ภูมิใจ มีความเยือกเย็นใจ สบายใจ

ตานี้ มาถึงยศ สำหรับสมณะเล็ก ใครเขาให้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ก็ไม่เมาอยู่ในยศ ถือว่ายศนี้เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเราทำความดีบุคคลอื่นเขาบูชา เขาให้มาเราก็รับ เมื่อรับแล้วเราก็ทรงความเป็นผู้ใหญ่เข้าไว้ ไม่มัวเมาในยศฐาบรรดาศักดิ์ที่เราจะพึงได้ หรือว่าที่เขาให้เรายังงี้เป็นสมณะเล็ก คราวนี้ถ้าสมณะใหญ่ สมณะใหญ่ก็เลยไม่สนใจในยศฐาบรรดาศักดิ์ ถือว่าไม่เป็นเรื่องสำคัญ ความสำคัญมีอยู่อย่างเดียวคือจิตเป็นสุข พ้นจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม กิเลส แปลว่าความเศร้าหมองของจิต เพราะการมียศนี่ ยศมาจากกิเลส คนที่จะรับยศ หรือบุคคลผู้ให้ยศก็คือคนที่มีกิเลส ถ้าเราไปรับเอายศเข้ามาแสดงว่าเราบูชากิเลส นี่สมณะใหญ่ท่านวางไปเสียเลย ยศฐาบรรดาศักดิ์ท่านไม่เอา แล้วเมื่อยศจะสลายตัวไป หรือไม่มียศท่านก็สบายใจ ไม่มีความทุกข์ สำหรับสมณะเล็ก ได้รับการสรรเสริญเยินยอก็ยิ้ม ๆ แล้วก็รับไว้ แต่ทำจิตใจสบาย ถือว่าการสรรเสริญนี่ไม่แน่นักเพราะอะไร เพราะว่าไม่แน่ว่าเราจะดีเท่าคำสรรเสริญ เมื่อเขาสรรเสริญมาแล้วเราก็พิจารณาตัวเราตามความเป็นจริง เพราะตัวของเราเองเรารู้ ไม่มีคนอื่นใดใครจะรู้ตัวของเรายิ่งไปกว่าเรา ถ้าเห็นตัวของเราไม่ดีตามคำสรรเสริญ ก็นึกในใจว่า แล้วคนสรรเสริญนี่ตาไม่ค่อยดี นี่เราดีไม่ถึงนั้นแอบมาสรรเสริญเราได้ แต่ก็ไม่โกรธเขา สำหรับพระสมณะใหญ่ท่านวางไปเลย เห็นว่าคำสรรเสริญนี้มีอุปมาเหมือนกับหอกหรือแหลนหลาวที่มาเสียบแทงหัวใจ เพราะการสรรเสริญปรากฏทีไร คราวนั้นปรากฏว่าเขาต้องการให้เราเป็นทาสรับใช้ของเขา นี่ความรู้สึกของสมณะใหญ่

ถ้าเรื่องของการนินทาว่าร้าย สำหรับสมณะเล็กก็ต้องอาศัยความอดใจเข้าไว้ ถือตามพระบาลีที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า นัตถิโลเก อนินทิโต คนที่เกิดมาในโลกไม่ถูกนินทาเลยไม่มี นี่มีความอดทน อดใจเข้าไว้ ได้ยินเขานินทา แทนที่เราจะไปต่อว่าต่อขานกับเขา เราไม่เอา อดใจเข้าไว้ ถือว่าช่างมัน สำหรับสมณะใหญ่นั้นท่านไม่คิดอย่างนั้น เมื่อได้ยินได้ฟังคำนินทาว่าร้าย จิตใจของท่านสบาย ถือว่า เออ ธรรมดา ในเมื่อขันธ์ ๕ คือร่างกายมันยังปรากฏเพียงใด สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นเครื่องประจำโลก มันต้องกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา ท่านยิ้มได้แบบสบาย ๆ นี่เป็นอาการของสมณะใหญ่

ทีนี้ ว่ากันถึงความสุขทางกาย ถ้าเกิดขึ้น คือความไม่ป่วยไข้ไม่สบาย มีพาหนะใช้ตามความต้องการ นี่มีความสัมผัสตามความประสงค์ สมณะเล็กก็มีความพอใจ แต่ทว่าใจของสมณะเล็กไม่งุ่นง่าน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มัวเมากับความสุข คิดว่าความสุขมาเมื่อไรปัจจัยของความทุกข์มาเมื่อนั้น เพราะสุขของโลกีย์มีหน้าที่อย่างเดียว คือเป็นพื้นฐานรับความทุกข์ ท่านไม่เมาในความสุขที่เป็นโลกีย์ ทีนี้สำหรับสมณะใหญ่ ถ้าความสุขใดเกิดขึ้นมากับกายก็ดี หรือกระทบใจเข้ามาสักนิดเป็นวิถีทางของโลก ท่านสมณะใหญ่ยิ้ม บอกว่านี่ เรื่องของชาวโลกเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าร่างกายของใครในโลก หาความสุขจริง ๆ ไม่ได้ โลกไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งความจริง โลกเต็มไปด้วยความสับปลับ โลกเต็มไปด้วยความกลับกลอก ท่านไม่ยินดีแล้วก็ไม่ยินร้ายในความสุขนั้น ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เรียกว่าความสุขหรือความทุกข์ใด ๆ ที่เกิดมาในสมัยที่ทรงร่างกาย เป็นเรื่องผ่านไปชั่วขณะ ถ้าเราทิ้งอัตภาพนี้ได้เมื่อไร ความสุขใหญ่จะมีแก่เราเมื่อนั้น ท่านไม่มีอารมณ์หวั่นไหว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจเมื่อความสุขเกิด

ทีนี้ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นกับร่างกาย ท่านสมณะเล็กอดกายอดใจเข้าไว้ คือว่ามีขันติความอดทนเข้าไว้ว่า เออ ความทุกข์ที่เกิดกับร่างกายอย่างนี้มันก็อาจจะเป็นชั่วขณะหนึ่ง เราจะพยายามหาทางระงับทุกขเวทนาที่จะพึงเกิดกับกายหรือว่ากับใจ ถ้ายังหาทางไม่ได้ก็อดใจเข้าไว้ อดทนเข้าไว้ บางทีอดใจไม่ไหวก็อัดใจเข้าไว้ก่อน ไม่ปล่อยอาการขึ้นลง อาการที่ไม่น่าดูไม่น่าชมไม่สมกับความเป็นสมณะให้ปรากฏออกมา สำหรับสมณะใหญ่ที่พบกับความทุกข์เข้า จะเป็นทางกายก็ดีทางวาจาก็ดี ท่านทั้งหลายเหล่านี้ยิ้มได้เป็นปกติ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะผ่านไม่ได้ แล้วก็ดีใจที่เห็นว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความจริง ทุกข์เป็นครูใหญ่ ที่จะทำให้จิตใจของเราไม่เกาะขันธ์ ๕ เป็นโลกต่อไป นี่อาการของสมณะที่ท่านทั้งหลายจะพึงพบเห็น

เมื่อสรุปเอาง่าย ๆ ก็ว่า สมณะจริง ๆ นั้น ไม่ใช่ถือเพศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยปัจจุบัน มักจะถือเพศและถืออาการที่แสดงออก เพศก็หมายความว่าโกนหัวห่มผ้าเหลืองบ้าง โกนหัวห่มผ้าขาวบ้าง บางทีไม่โกนหัว แต่ว่านุ่งขาวห่มขาว อย่างนี้เป็นต้น บางทีไม่โกนหัว ไม่นุ่งขาวห่มขาว แต่ว่าทำท่าทีว่าจะเป็นพระอรหันต์ ทำท่าทางให้สงบอย่างนี้ ยังถือว่าเป็นสมณะไม่ได้ ต้องถือเอาการประพฤติ หรือความรู้สึกของใจเป็นสำคัญ นี่การเห็นสมณะทุกวันคือท่านทรงไว้ซึ่งความดี เราเห็นบ่อย ๆ ได้ยินท่านพูดบ่อย เราเองก็ชักจะเป็นสมณะขึ้นมาด้วย เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าการคบคนเช่นใดย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้น ถ้าเราอยู่ใกล้คนกินเหล้าเมายา ไม่ช้าเราก็เป็นนักดื่มคอทองแดงไปด้วย ถ้าเราอยู่ใกล้กับคนที่ประพฤติดีประพฤติชอบ เราก็เป็นคนดีไปด้วยเพราะการเห็น การสมาคม การใกล้ชิดสนิทสนมเป็นปัจจัยดึงกำลังใจของเราให้เดินไปหา ทีนี้ การเห็นสมณะ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่าเป็นอุดมมงคล หมายความว่ามีความสุขไม่มีความทุกข์ เพราะสมณะมีกายไม่มีโทษ มีวาจาไม่มีโทษ มีความรู้สึกของใจไม่มีโทษ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้เกิดแก่บุคคลอื่นใดจากทางกาย วาจา และใจ สำหรับมงคลนี้ขอผ่านไป ว่ากันไปอีกมงคลหนึ่ง เป็นมงคลที่ ๓๐ ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ