เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

องค์สมเด็จพระชินสีห์กล่าวว่า ทานญฺจ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ ท่านกล่าวว่าการให้ทานนี่จัดว่าเป็นอุดมมงคล เห็นไหมล่ะ ตอนนี้มาแล้วซี เคยได้ฟังเขาบ่อย ๆ ว่าพระที่ชอบพูดแบบนี้นี่ เพราะพระขี้เกียจ พระเป็นกาฝากของสังคม ท่านแนะนำให้คนทุกคนเขาให้ทานตัวก็สบาย ยิ้มย่องผ่องใส ร่างกายสมบูรณ์ ทรัพย์สินก็มาก แต่ทว่านี่เป็นกระแสพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับเทวดา ท่านไม่ได้แนะนำมาให้ให้กับพระโดยเฉพาะ

คำว่าทานการให้ ท่านไม่จำกัดลงไปว่าต้องให้แก่พระจึงจะได้บุญ ขอโทษที่นี้เราไม่ได้พูดกันถึงบุญ เราพูดกันถึงความสุข คือคำว่าเป็นมงคล เรียกว่าความดี มีความสุข ทีนี้เราก็มานั่งนึกดูว่า นี่กาฝากมานั่งพูดให้ฟังนี่ ถ้าแนะนำให้บรรดาประชาชนคนทั้งหลายเขาให้ทาน เป็นอันว่าคนที่รับประทานก็เลยนั่งขี้เกียจ ทำให้ประเทศชาติ ทำให้โลกมีคนขี้เกียจขึ้นมามาก ขาดรายได้ นี่เขาว่ากันยังงั้นนะ ได้ยินมาบ่อย แต่ความจริงไอ้ที่เขาพูดนี่มันจริงก็มีนา ที่เขาพูดมานี่มันตรงตามความเป็นจริงก็มีเยอะ ไม่ปฏิเสธ แล้วก็การกระทำแบบนั้นน่ะ ความจริงเขาไม่ได้ทำตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ เขาทำไม่ถูก นี่พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกคนน่ะควรให้ทาน ไม่ใช่แต่ละบุคคล หรือว่าแบ่งชั้นวรรณะ ยกตัวอย่างในสมัยปัจจุบัน พวกพระเป็นผู้รับทาน แล้วพระทั้งหลายท่านก็มานั่งนึกว่าเรามามีหน้าที่รับทานอย่างเดียว การให้ทานไม่มี อย่างนี้ ที่ชาวบ้านเขาบอกว่าพระนี่เป็นมารถ่วงสังคม หรือว่าเป็นกาฝากในสังคม ถูก ขอตอบว่าถูก ถ้านักบวชจัญไรทำตัวแบบนั้นละเป็นมารสังคมจริง ๆ ไม่ได้ถ่วงแต่สังคมอย่างเดียว ถ้าหากว่าท่านจะถามว่า "แล้วก็พระมีหน้าที่ในการให้ทานด้วยรึ?" ก็ตอบว่าพระต้องมี พระนี่เป็นบุคคลตัวอย่างเพราะว่าในฐานะที่รับกระแสพระสัทธรรมเทศนา พระรับพระพุทธฎีกาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว ถ้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสอะไรออกมา พระต้องปฏิบัติตามนั้น เพราะว่าพระนี่ถือว่าเป็นทายาทขององค์สมเด็จพระภัควันต์บรมศาสดาเอง รับมาแล้วต้องทำ ไม่ใช่มีหน้าที่มาแนะให้ชาวบ้านเขาทำเพื่อความสุขของตัว ได้เงินได้ทองได้ของมาแล้วก็สะสมเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี ถ้านักบวชที่ทำตนแบบนี้ละก็ท่านทั้งหลายโปรดทราบ ว่าเป็นนักบวชกาลีที่ทำลายความดีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านทั้งหลายอย่าสนับสนุน พูดกันอย่างภาษาไทย ๆ ก็ว่า ไม่ควรขุนหรือไม่ควรให้กินเลย ทำไมจึงพูดแบบนี้ล่ะ ที่พูดแบบนี้ พูดด้วยความรู้สึกจริงใจ นี่จะพูดไปมีความรู้สึกแบบนี้มานานแล้วและเวลานี้ก็พอดีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ที่ได้รับสถาปนามาใหม่ ๆ พระองค์ก็ตรัสแบบเดียวกันว่า ถ้าพระไม่ดีก็ควรจะไม่ใส่บาตรเสียบ้าง ไม่ให้กินเสียบ้างนั่นแหละดี เพราะพระศาสนาเปรียบเหมือนพื้นที่ บุคคลในพระศาสนาเปรียบเหมือนวัตถุที่สร้างพื้นที่ให้สกปรกหรือว่าสะอาด ถ้าบุคคลที่เข้ามาบวชในพระศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ ไม่ปฏิบัติตนให้สมควรตามที่สมเด็จพระโลกนาถทรงสั่งแล้ว ก็ทรงสอนว่าอย่างนี้เป็นกาลีไม่ควรเลี้ยง นี่ความจริงความเห็นของสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ชอบใจมาก มองดูพระสังฆราชมาหลายองค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้เกลียดเลยทุกองค์แหละ ชอบท่านเหมือนกันแต่ว่าองค์นี้ชอบใจมาก เพราะถูกใจ ที่ไม่เข้ากับบุคคลจัญไร ที่หวังหาความสุขด้วยการเอาเปรียบชาวบ้าน แล้วมาพูดถึงว่าพระจะให้ทาน ความจริงพระให้ทานได้สะดวก เพราะพระไม่มีลูก พระไม่มีเมีย ไม่มีภาระมาก แล้วก็ความเป็นอยู่ของพระก็สะดวกเพราะว่าชาวบ้านสงเคราะห์อนุเคราะห์ ความจำเป็นในการครองชีพมีอยู่ เดี๋ยวนี้ศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมครู นักบวชทั้งหลายต้องยอมละเมิดวินัยข้อหนึ่ง นั่นคือหยิบสตางค์ ใช้สตางค์เรื่องนี้ก็เหมือนกัน พระไม่ควรจะมานั่งโกหกชาวบ้าน เวลามานั่งต่อหน้าชาวบ้าน ชาวบ้านเขาถวายสตางค์ก็บอกว่าฉันไม่หยิบเงิน ถ้าไม่หยิบเงินก็อย่ารับไว้เลยนะ ถ้ารับไปมันก็เหมือนกับหยิบเงิน เพราะอะไร เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกว่ารับเงินเองก็ดี ให้คนอื่นรับแทนก็ดี หรือว่าให้คนอื่นรับไว้เพื่อตนก็ดี ตนยังคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินของตนวัตถุนั้นเป็นนิสสัคคีย์ ตัวเองเป็นอาบัติปาจิตตีย์ แต่เวลานี้มีความจำเป็นเสียแล้วนี่ พระไปนั่งรถนั่งเรือเขาก็เก็บสตางค์ เดินไปตามทาง ถ้าเกิดความหิวเข้า แวะเข้าไปในร้านค้าเวลาจะฉันอะไรเขาก็เอาสตางค์ ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่มีตามความจำเป็น แม้แต่ยาเขาก็เอาสตางค์ตามร้านค้า เป็นอันว่าพระวินัยอันนี้พระทั้งหลายต้องจำทน ปล่อยให้เป็นไปตามอัธยาศัย เข้าใจว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คงไม่เพ่งโทษ เพราะก่อนที่พระองค์จะทรงปรินิพพาน พระองค์ก็ทรงโปรดมีพระเมตตาว่า ในกาลเวลาต่อไปถ้าวินัยข้อใดที่เราบัญญัติไว้ไม่เหมาะสมกับกาลสมัย วินัยข้อนั้นให้บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายประชุมกันยกเลิกเสียได้ เรื่องนี้ความจริงเป็นเรื่องไม่น่าอาย การรับสตางค์ นักบวชที่ไม่รับสตางค์ ตายแล้วปรากฏว่ามีเงินเป็นล้านเป็นแสนนี่ ขายขี้หน้าเขา

นี่แหละ บรรดาท่านทั้งหลาย จงจำไว้ว่าถ้านักบวชจัญไรไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เว้นไว้แต่สิกขาบทข้อนี้ตามความจำเป็น ควรจะเลิกขุนเสียบ้าง เอ๊ะ ใช้คำว่าขุนนี่ต่ำไป ขุนนี่มันเป็นบรรดาศักดิ์นะ สมัยก่อนนี้มันเป็นบรรดาศักดิ์ พ้นจากนายมาเป็นหมื่น พ้นจากหมื่นมาเป็นขุน อ้าวแล้วพูดให้ตรงกับสมเด็จพระสังฆราชว่าจงอย่าใส่บาตรเสียบ้าง ตานี้ถ้าแกไม่เอาบาตรไปก็จงอย่าใส่ย่ามเสียบ้าง ถ้าแกไม่ได้ถือย่ามไปก็จงอย่าส่งให้เสียบ้าง ดีไหม ทำไมจึงได้ว่ายังงั้น เพราะว่าการไม่ปฏิบัติตนตามกระแสพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ กลายเป็นทำให้พระศาสนามัวหมอง

ตานี้ มาว่ากันถึงพระให้ทานนี่มันเป็นของไม่ยาก เพราะพระเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนพุทธบริษัท เขาชื่อว่าพระบริสุทธิ์ แต่ว่านักบวชจัญไรที่ไม่บริสุทธิ์นี่ ไม่ใช้คำว่าพระ ที่นี้ เวลาพระจะให้ทานนี้ไม่ยาก ของที่เหลือกินเหลือใช้ เราทำได้ อาหารที่เขาให้มา เหลืออย่าขายซี เทศน์มาได้ก็อย่าขาย ไปบิณฑบาตมาได้เหลือกินอย่าขาย แจกคนที่มีความทุกข์ ให้เขาได้จัดเป็นทาน พระพุทธเจ้าไม่ทรงห้าม มันเป็นความดี ถ้ายิ่งไปกว่านั้นเรียกว่าของที่เหลือกินเหลือใช้ เอาไปสร้างในส่วนที่เป็นสาธารณประโยชน์ มันก็เป็นความดี ก็เงินจำนวนนี้เป็นเงินของชาวบ้านเขาให้มา มันพ้นจากความจำเป็นของเราแล้ว เราก็สนองความดีของชาวบ้าน เงินจำนวนนี้เริ่มในการลงทุน สร้างสถานที่พัก สร้างบ่อน้ำ สร้างศาลา สร้างอะไรต่ออะไรก็ช่าง หรือว่าตั้งเป็นสมาคมในการสงเคราะห์อนุเคราะห์ก็ได้ตามอัธยาศัย เป็นอันว่าทำไปเพื่อสาธารณประโยชน์ ความจริงพระทำได้ง่าย บอกชาวบ้าน บอกทำอย่างนี้น่ะมันดี เพราะอะไร เพราะว่าการให้ทานนี้ เป็นจริยาของการผูกมิตร ทำจิตใจของบุคคลทั้งหลายให้เกิดความรักซึ่งกันและกัน นี่มาลงในคำให้ทาน ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าคนควรให้ทาน

ทีนี้มีคนอีกบางประเภทเขาว่า นี่ เป็นการแนะนำให้ชาวโลกขี้เกียจ ตอนนี้ท่านจะต้องนึกดูให้ดีนะ ว่าที่พระพุทธเจ้าพูดกับเทวดาน่ะ พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะกลุ่มว่าให้ทาน องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแนะนำคนทุกประเภทคือทุกคนว่าทุกคนควรให้ทาน ตานี้ก็ต้องมานั่งนึกกันละซีว่าทุกคนเป็นคนให้ทานแล้วใครจะเป็นคนรับทาน ยุ่งแล้ว ท่าจะยุ่งแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วนี่เทศน์มายังไงกันนี่ มันขัดกับความเป็นจริงเสียละมัง น่ากลัว น่ากลัวพระองค์จะเผลอไปแล้วนี่ นี่ไม่ได้จำกัดว่าคนทุกคน ใครเป็นผู้ให้ทาน ใครเป็นผู้รับ ถ้าทุกคน ๆ มีหน้าที่ให้ทานเสียแล้ว ใครจะมีหน้าที่รับทานกันล่ะ นี่น่ากลัวพระพุทธเจ้าจะเผลอ ไอ้ที่พูดอย่างนี้นะ แกล้งพูด บอกให้ฟังเสียด้วยความจริงใจ แกล้งพูดว่าน่ากลัวพระพุทธเจ้าจะเผลอ เรื่องพระพุทธเจ้าเผลอไม่มีหรอก พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู รู้ทั้งหมด รู้ครบรู้ถ้วน ตานี้ หากว่าท่านไม่เผลอแล้ว ทุกคนต่างคนต่างให้ทานนี่ จะให้กับใคร ไอ้การให้กับการรับนี่ท่าน เขาต้องมองกันมองกันว่าคนที่เราจะให้นี่เขาขาดอะไร ถ้าขาดน้ำเราให้น้ำเขาก็พอใจ แต่เมื่อเรามีน้ำอยู่แล้วก็ไม่มีใครเขาอยากให้เรา บังเอิญเราขาดไฟ เขาให้ไฟ เราก็พอใจ ไอ้คนมันมีเวลาขาดแต่การให้ทานนี่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถไม่ได้บอกว่าทุกคน เวลาตื่นขึ้นมาแล้วถ่างตาให้ทานกันโดยไม่เลือกกาลไม่เลือกสมัย ไม่เลือกบุคคล ไม่ใช่ยังงั้น ให้ตามความเหมาะสมแล้วก็การให้นี่น่ะต้องให้โดยไม่เบียดเบียนตน แล้วเวลาที่เราจะให้เราต้องพิจารณาก่อนให้ทรัพย์สินที่มีอยู่ที่มันควรจะให้หรือยัง มันพอที่จะสงเคราะห์เขาได้หรือยัง ถ้าทรัพย์สินทั้งหลายที่มีอยู่มันมีความจำเป็นที่เราจะแบ่งให้ใครไม่ได้เราก็ยังไม่แบ่งให้ การให้อย่างนั้นเป็นการบีบคั้นตน บีบคั้นใจตนเอง อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ทรงโปรด ก่อนจะให้นี่ต้องพิจารณาว่านี่ของอย่างนี้ สมมติเอาว่าเงิน ๑ บาท ไอ้ ๑ บาทน่ะ มันมีความจำเป็นอะไรบ้างถ้าความจำเป็นมันยังบีบบังคับอยู่นี่เราไม่ให้ แต่สมมติว่าถ้าคนนั้นเขาจะตายล่ะ เราจะทำยังไง วิธีให้อีกอย่างหนึ่งมันมี คือชี้ทางให้ แนะนำให้ บอกว่านี่ที่นี่นะฉันไม่มีหรอก มีเหมือนกันแต่มันให้ไม่ได้ อีกประเดี๋ยวหนึ่งเจ้าหนี้เขาจะมาเอา นี่จะแบ่งให้ท่านได้ยังไงโน่นแน่ะบ้านโน้นเขาพอมีจะให้ได้ ชี้ทางไปก็ได้ นำไปก็ได้ แนะนำก็ได้ อันนี้ชื่อว่าเป็นการให้เหมือนกัน คือว่าให้โดยการแนะนำ

การให้ด้วยวาจานี่ ปรากฏมาในเรื่องราวของพระศาสนา สมัยที่พระพุทธโฆษาจารย์ถูกอาราธนาลงมาจากดุสิต มาเกิดในตระกูลของพราหมณ์ที่ไม่เคารพในพระพุทธศาสนา มีพระอรหันต์องค์หนึ่งท่านต้องการให้พระพุทธโฆษาจารย์กุมารมาบวชในพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะทราบว่าท่านเป็นเทวดา แล้วก็มีปัญญามาก จะเป็นกำลังใหญ่ของพระพุทธศาสนา จึงพยายามเดินเข้าไปบิณฑบาตในบ้านนั้น แต่บ้านนั้นเขาไม่เคารพพระท่านไปยืน ๆ เขาไม่ให้ท่านก็เลยไป สองวัน พอวันที่ ๓ ปรากฏว่าไปยืนใหม่ แม่บ้านออกมาเจอะเข้า ก็บอกว่านี่พระคุณเจ้านิมนต์ไปรับบาตรที่อื่นเถอะ ที่บ้านนี้ไม่มีใครเขาใส่บาตร เรียกว่าไม่มีใครเขาให้ทานก็แล้วกัน ท่านก็เลยเดินลัดออกไปทางหลังบ้าน พบพ่อบ้านเข้า ถามว่านี่ ท่านหัวโล้นได้อะไรบ้างล่ะ ท่านองค์นั้นท่านก็บอกว่า เออ เมื่อ ๒ วันก่อนไม่เคยได้อะไร วันนี้ได้แฮะแปลก บ้านนี้ใจดีนี่ ๒ วันก่อนเขาไม่เคยได้ อีตาพ่อบ้านแกก็สงสัยว่าใครเป็นคนเอาของใส่ให้นี่ เจ้าหัวโล้นพวกนี้เราไม่เคารพเราไม่นับถือ มันคนละศาสนานี่ คนละพวก เขาเป็นพวกพราหมณ์ ก็เลยบอกไหนได้อะไร ขอดูหน่อยซิ แกก็ขอเปิดบาตรดู พระท่านก็เปิดบาตรให้ดู ไม่เห็นมีอะไร มีแต่บาตรเปล่า ๆ ก็เลยบอกว่านี่เจ้าหัวโล้นจับได้แล้ว จอมโกหกนี่ พวกแกนี่โกหกมดเท็จนี่ ไม่มีอะไรสักนิด ทำไมแกบอกว่าได้ พระองค์นั้นท่านก็ยิ้มท่านไม่โกรธ ท่านบอกว่าไอ้ที่ได้นี่ฉันไม่ได้บอกว่าได้ของมานี่ แกไม่ได้ถามให้ครบถ้วน คนถาม ถามไม่ครบนี่ ถามว่าได้ไหม ฉันก็บอกว่าได้ อีตานั่นแกก็ถามว่าได้อะไร ตอบว่าเมื่อ ๒ วันก่อนนี้ฉันมายืน ไม่มีใครพูดกับฉันเลยแหละฉันก็เลยเดินเลยไป วันนี้มา ฉันได้หน่อยหนึ่ง ถามว่าได้อะไร ได้จากแม่บ้าน คือแม่บ้านเขาให้ ถามว่าให้อะไร ไม่เห็นมีอะไรติดบาตรสักนิด ท่านก็เลยบอกว่าได้วาจา วันนี้แม่บ้านเขาออกมายืนอยู่หน้าบ้าน เขาบอกว่าที่นี่เขาไม่มีใครเขาให้ทานหรอก เชิญไปที่อื่นเถอะนี่เราได้คำปฏิสันถาร ได้คำแนะนำจากแม่บ้าน จะถือว่าเราไม่ได้ยังไง ได้ วันก่อนไม่เคยได้เลยนี่ ของก็ไม่ได้ คำแนะนำใด ๆ ก็ไม่ได้ คำปฏิสันถารใด ๆ ก็ไม่เคยได้ ก็วันนี้เราได้แล้วยังบอกว่าเราไม่ได้ เราก็กลายเป็นคนโกหก อีตานั่นเลยเลื่อมใส บอกเอ อีตาหัวโล้นนี่ดีแฮะ ไอ้เขาไม่ให้เขาบอกให้หลีกไป บอกให้เลยไป แกยังบอกว่าได้ กลายเป็นคนดีไปเสียได้นี่ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เลยนิมนต์ไปรับบาตรที่บ้าน นิมนต์ฉันบนบ้านนี่อำนาจของความดีชื่อว่าการให้

ฉะนั้น การให้ทานนี่ เราไม่มีวัตถุก็ไม่เป็นไร เราก็ให้คำแนะนำ นี่มาว่ากันถึงการให้นะ ทีนี้พูดถึงการให้มันมีคุณหรือมีโทษ ที่พระพุทธเจ้าจัดว่าเป็นอุดมมงคล เป็นเหตุสร้างความสุข ท่านว่ายังงั้นนะ มงคลนี้ก็คือความสุข ความสุขที่จะมีมาได้อีกจุดหนึ่งก็คือการให้ทาน ทานนี่แปลว่าให้ เมื่อเราให้ไปแล้วมันได้อะไร นี่เรามาพูดกันเฉพาะคนที่เต็มคน คนล้นคนกับขาดคนนี่ไม่พูดกัน คนประเภทนี้พูดไม่ได้หรอก พูดเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง ทีนี้เรามานั่งนึกถึงตัวเราดูสักนิดหนึ่งว่า สมมติว่าวันนี้เราขาดอาหาร หิวเกือบตายแต่บังเอิญมีใครสักคนหนึ่งเขานำอาหารมาให้เราได้กินเข้าไป อาหารนั้นมันจะเลิศประเสริฐขนาดไหนไม่เข้าใจ ถ้าหิวละก็มันอร่อยทั้งนั้น กินเข้าไป ทรงกายขึ้นมาได้ มีกำลังกายเดินเหินแข็งแรง สติปัญญามันเริ่มมีขึ้นเพราะความอิ่ม เอากันอย่างเดียวก็พอ ถ้าขืนพูดมากเรื่องทานนี่หลายร้อยเล่มไม่จบหรอก เพียงเท่านี้น่ะลองคิดดู จิตใจของเรามันจะเกลียดคนให้หรือรักคนให้เอามานั่งนึกกันดู ท่านจะเกลียดอยากจะฆ่าคนให้ท่านกิน หรือว่าท่านจะขอบคุณเขา นี่เราพูดกันอย่างชนิดคนเต็ม ๆ นะ เอาคนเต็มคนกัน คนไม่เต็มคน คนเลยล้นคนไม่เอา ลองนั่งนึกดูซิ เวลานี้ตัวท่านเอง ตัวท่านเองมีความบกพร่องอะไรอยู่สักอย่างหนึ่งที่ความต้องการเรายังหาไม่ได้ แต่ถ้าใครบังเอิญเขาจัดของสิ่งนั้นมาให้ท่านความรู้สึกของท่านเวลานี้จะมีความรู้สึกยังไง อยากจะฆ่าคนนั้นหรือยายคนนั้นที่เอามาให้นี่ ฆ่ามันเสียให้ตายซิ มันเสือกสร้างความสุขให้แก่เรา เสือกสร้างความสะดวกให้แก่เรายังงั้นรึ จะคิดแบบไหน นี่คิดอย่างคนพูด คนพูดน่ะมันเต็มคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ เต็มหรือไม่เต็มก็ไม่รู้ ถ้าคิดแบบคนพูดละแหม ขอบใจจริง ๆ ดีไม่ดียกมือไหว้หลายตลบ นับไม่ถ้วนเพราะเรามันจะตายแหล่ไม่ตายแหล่อยู่แล้วน่ะ เขามาสงเคราะห์เราแบบนั้น

ทีนี้ ถ้าคนทุกคนมีการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกันแบบนี้ทั้งโลกอย่างที่พระเจ้าแผ่นดินทำเป็นตัวอย่าง เอาอีกแล้ว พูดไปพูดมา มาเลี้ยวเข้าพระเจ้าแผ่นดินอีก จะหาว่าไปประจบพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้หรอก พระเจ้าแผ่นดินไม่เคยใส่บาตรให้สักที ยังไม่เคยเจอะพระพักตร์มองหน้าพระองค์ใกล้ ๆ เลย เว้นไว้แต่ตอนเป็นเด็กตอนที่พระองค์เป็นเด็ก ตอนนั้นอยู่ในกรุงเทพ ฯ ท่านเคยเสด็จไปที่วัด แล้วตอนนั้นก็ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ทรงเป็นพระอนุชา ตอนนั้นน่ะเห็นหน่อยหนึ่งใกล้ ๆ ห่างกันสัก ๒ วา บางทีก็ไม่ถึงแต่ไม่ได้พูดกัน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยเห็นใกล้อีก แต่ทำไมพูดไปพูดมาแล้วก็ย่องเข้าไปหาพระเจ้าแผ่นดินเสียเรื่อย ไอ้ที่ย่องเข้าไปตามนี้น่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะว่าพระเจ้าแผ่นดินทำตามระเบียบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ แนะนำไว้ในมงคล บังเอิญพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรตรงกับความดีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสไว้ ความดี การให้ทาน จัดเป็นทศพิธราชธรรมอันหนึ่ง คือธรรมที่พระราชาจะต้องปฏิบัติ ทีนี้ เมื่อองค์พระมหากษัตริย์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระกรุณาโปรดคนเฒ่า คนแก่ คนยากคนจน คนเด็ก คนเล็ก ตลอดกระทั่งสมเด็จพระราชชนนี และพระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกยาเธอทั้งหลายก็ปฏิบัติตนคล้ายพระองค์ ทีนี้การที่พระองค์เที่ยวย่องออกไปตามป่า ตามเขาที่มีคอมมูนิสต์คอมมูหน่อยอยู่ ที่มีผู้ก่อการร้ายก่อการดีทั้งหลาย พระองค์ไปที่ไหนพวกนั้นไม่ยักยิงให้ตาย เพราะอะไร เพราะว่าพระองค์มีน้ำใจประกอบไปด้วยเมตตาตั้งใจให้ทาน เวลาให้-คนที่มารับนะ-ใครเขาจะมาประกาศเป็นคอมมูนิสต์คอมมูหน่อยอยู่ก็ตาม เป็นผู้ก่อการดีผู้ก่อการร้ายก็ตาม ก็ไม่ได้คิด คิดอย่างเดียวสงเคราะห์คนที่ยังมีความทุกข์ ขาดสิ่งนั้น ขาดสิ่งนี้ หาเอาไปให้ตามที่พึงให้ได้ แล้วก็มีบรรดาประชาชนทั้งหลายด้วยกันมากท่านโดยเสด็จพระราชกุศลน้อมถวายจตุปัจจัย ถวายสตางค์แด่พระองค์ ของบ้าง พระองค์ก็ทรงนำไปแจก การทำแบบนี้เป็นการผูกมิตร นี่ที่คนพูดคิดนา ว่าที่ประเทศไทยมันยังไม่พังโครมครามลงไป ก็เพราะอาศัยปัจจัยทานของพระมหากษัตริย์ และบรรดาท่านที่มีปัญญามีความดีทั้งหลายร่วมมือร่วมใจกับพระมหากษัตริย์ มอบสมบัติของท่านที่มีอยู่ให้แด่พระองค์ พระองค์ก็เป็นตัวแทนไปแจกแก่คนภายนอก ที่เขาเกลียดคนในเมือง ว่านั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข มีรถยนต์ขี่ มีเรือบินขี่ มีตึกอยู่ มีหนังดูมีไน้ท์คลับเข้าอะไรต่ออะไร แต่พวกเขาขาดทุกอย่าง นี่พระองค์ทรงทำแบบนี้เป็นการยันเรียกว่ารักษาเสาของประเทศเข้าไว้ ไม่ให้เสามันผุ ไม่ให้ชาติมันล้ม นี่ เห็นไหม จัดว่าเป็นความดีที่มองเห็นได้ง่าย ทีนี้ในเมื่อพระองค์ทรงทำตนเป็นตัวอย่างแบบนี้ เราทุกคนทำกันมั่งเป็นยังไง เอากันทุกคนในโลกนี้ ในประเทศไทย ประเทศเจ็กเขาไม่เอาด้วยก็ตามใจ นี่เราเป็นคนไทยอยู่ในเมืองไทย ใครทุกคนเป็นคนไทยทั้งหมด จะเป็นมอญ เป็นลาว เป็นแขก เป็นเจ็ก เป็นฝรั่งมังค่าอะไรก็ตาม ถือว่าอยู่ในประเทศเดียวกันก็เป็นพวกเดียวกัน เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน หิวหนาวร้อนเหมือนกัน ต่างคนต่างคิดหวังสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เราเห็นใครมีความทุกข์ ทุกข์ยากมากกว่าเรา เราพอจะแบ่งปันให้ได้เราก็ให้ ถ้าต่างคนต่างทำอย่างนี้นะ ท่านทั้งหลายลองคิดดู ว่ามันจะมีศัตรูตรงไหนจะมีใครเป็นศัตรูใคร เราขาดอย่างนี้เขาให้ เขาขาดอย่างโน้นเรามีเราให้ ต่างคนต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันแบบนี้ ประเทศเราหรือว่าทั้งโลกกระทำเหมือนกันทั้งหมด มันจะเป็นโลกที่มีความสุขหรือมีความทุกข์ นั่งนึกเอาเองก็แล้วกัน เพราะกิริยาที่ให้เป็นกิริยาที่สร้างมิตรไม่ใช่สร้างศัตรู มันเป็นการทำลายศัตรูแบบสันติวิธี นี่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงเห็นประโยชน์อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีจึงได้ตรัสกับเทวดาว่า หากว่าจะปรารถนามงคลละก็ทำแบบนี้ซี มันจึงจะได้มงคล และจัดว่าเป็นอุดมมงคลด้วย คือมีความสุขอย่างที่สุดสำหรับมงคลข้อที่ ๑๕

เป็นอันว่าท่าจะยาวไปหน่อย ขอยับยั้งไว้เพียงแค่นี้ ความจริงเรื่องทานนี้มีอีกเยอะ แต่เอาเถอะแค่นี้ก็พอ พูดมากรำคาญ ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ