เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

มงคลที่ ๑๐ พระพุทธเจ้าตรัสเป็นบาลีว่า สุภาษิตา จ ยาวาจา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ อีตรงนี้ต่อ อีตรงไหนที่ไม่ได้ต่อละ คุณเสริมช่วยต่อให้มันเต็มด้วยนะ ตัวบาลีมีอยู่ตรงไหนละก็ช่วยต่อให้มันเต็ม ใช้เอตัมมังคลมุตตมังใส่เข้าไปด้วย แต่ที่ให้ต่อนี้ไม่ใช่จะกลัวเขาหาว่าคนพูดบกพร่องหรอก เขาจะได้ไม่สะดุดใจมากนัก ไอ้การบกพร่องของคนพูดน่ะมันครบถ้วนบริบูรณ์อยู่แล้ว ถ้ามันดีจริง ๆ ไม่มาพูดอยู่นี่หรอก ไปนิพพานเสียนานแล้วนี่ก็เพราะความระยำมันมีมากถึงต้องมานั่งพูดอยู่นี่แหละ นี่ เห็นไหม ชาวบ้านเขาอวดดีกัน แต่คนพูดไม่มีดีจะอวดมีแต่เลวอวด เอา ท่านอ่านหนังสือคนเลวกันเสียมั่งก็ดี จะรู้ว่าโลกนี้มีคนเลวอยู่สักคนหนึ่ง ถ้าท่านยังไม่เคยเห็นที่อื่น ท่านเห็นที่อื่นอาจจะเห็นแต่คนดี ไม่เคยเห็นคนเลว วันนี้หรือเวลานี้ท่านกำลังอ่านหนังสือของคนเลว จะได้รู้ว่าโลกนี้มีคนเลว คนเลวมีอยู่ ไม่ใช่มีแต่คนดีเสมอไป ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะภาษิตของโลกเขามีอยู่ประจำ ว่าโลกนี้ทั้งโลกมันหาคนชั่วไม่ได้ ภาษิตมีอยู่อย่างนี้ว่าคนชั่วก็มีคนดีก็มาก คนชั่วหายากคนดีถมไป นี่ซี ท่านบอกคนชั่วก็มีคนดีก็มาก ไป ๆ มา ๆ ก็ลงท้ายว่าคนชั่วหายากคนดีถมไป

เป็นอันว่าจะไปถามใครว่าชั่วไม่มีหรอก โกงเงินโกงทองของรัฐเข้าไปตั้งร้อยล้านพันล้านก็ยังดี ฆ่าชาวบ้านปล้นชาวบ้านเท่าใดก็ดี พระไม่ปฏิบัติตามระเบียบพระวินัยที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่าบวชเข้ามาเป็นพระแล้ว จงอย่ายึดถือโลกธรรม ให้วางโลกธรรมเสียทั้งหมด เรื่องลาภเรื่องยศอย่าเอากัน ที่ไหนได้ พ่อตะเกียกตะกายหาลาภยศอยากจะเลื่อนเป็นชั้นนั้น อยากจะเลื่อนเป็นชั้นนี้ แต่ท่านก็ว่าของท่านดี เป็นอันว่าโลกนี้หาคนชั่วไม่ได้ หาพระชั่วไม่ได้ มีแต่คนดีพระดี เวลานี้เลยหาคนชั่วมาให้ดูสักตัวหนึ่งอย่าไปเรียกคนเลยมันอยากเลวนี่ ใครล่ะ เจ้าคนพูดนี่แหละ ที่มีความชั่วอย่างระยำ เจ้าคนพูดนี่มีความชั่วอย่างระยำ นี่ท่านอ่านแล้วอย่าไปพบตัวมันเลย ถ้าพบตัวมันแล้วมันก็มีแต่ความชั่วออกอวด ดีไม่ดีใครมา มียศฐาบรรดาศักดิ์ขนาดไหนก็ตาม ก็มีแต่อังสะตัวเดียวกำลังแต่งตัวแบบไหนใครมาหาไม่เคยแต่งตัวใหม่ เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สั่งไว้นี่ให้แต่งตัวอวดชาวบ้าน ใครอยากจะมาก็มา ไม่มาก็แล้วไป มาแล้วจะให้ไปนั่งห่มผ้าแต้ทำเป็นคนดี มีระเบียบแล้วมันร้อนเกือบตาย ถ้าหากว่าจะทำอย่างนั้นแล้ว ก็ทำมันเสียทั้งวันซีแล้วเอาผ้าออก แล้วจึงเอาจีวรออก ถ้ามันดีจริง ๆ ไอ้นั่นมันไม่ดีจริง ๆ นี่ โกหกเขานี่ ก็มาเวลาไหนแต่งตัวแบบไหน ก็คุยกันแบบนั้นก็หมดเรื่อง เอาของจริง ๆ มาใช้กัน แล้วใครมากี่คนก็ตามมีพรมผืนใหญ่อยู่ผืนหนึ่งนั่นคือไม้กระดาน นั่งกันตามอัธยาศัยตั้งแต่ท่านรัฐมนตรีลงมาที่มาเยี่ยมถึงขอทานนั่งเท่ากัน นี่ความระยำมันมีอยู่ตรงนี้ ไม่ยกย่องศักดิ์ศรีใคร ต้องว่าอย่างนั้น แต่ความจริงตามใจนึกน่ะยกย่องแล้วนะ ยกย่องว่าท่านผู้มาเยี่ยมทุกคนเป็นคนเสมอกับผู้รับแน่ะ เอ้า ก็เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันนี่ แล้วใครมันจะวิเศษกว่าใคร ไอ้คนเกิดเหมือนกันแก่เหมือนกัน เจ็บเหมือนกัน ตายเหมือนกัน แล้วจะมานั่งเลือกที่นั่งให้มันดีกว่ากันได้ยังไง ตายแล้วถูกไฟเผาถูกฝังเหมือนกัน เหม็นเหมือนกัน ทีนี้คนรับมันไม่ดีนี่เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เจ็บแล้วก็ตาย ยังไม่ตายความระยำก็มีมาก เดี๋ยวก็เหนื่อย เดี๋ยวก็หิวเดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวก็ป่วยไข้ไม่สบาย หมอทั้งหลายก็หนักใจต้องให้ยากันไม่หยุด ดีไม่ดีก็มานั่งพูดกวนใจชาวบ้าน มันดีตรงไหนล่ะ ไม่เห็นดีสักหน่อย นี่พูดมาพูดไปใช้สมองมากเกินไปหัวล้านเข้าไปอีก นี่ชาวบ้านเขาไม่ต้องการคนหัวล้าน นี่ เอ๊ะ หัวเรามันล้านจะดีตรงไหน หัวล้านหัวเหลืองหัวละเฟื้องสองไพ เขาว่าอย่างนั้นนะ ค่ามันไม่มากหัวหนึ่งอย่างมากก็เฟื้องไม่งั้นก็สองไพ เป็นอันว่าคนหัวล้านมีศักดิ์ศรีไม่เต็มบาท ราคาไม่เต็มบาทมันจะดีได้ยังไง เอาเป็นอันว่าท่านทั้งหลาย เวลานี้อ่านหนังสือของคนเลวเข้าไว้พบกับคนเลวสักคนในโลกนี้ พูดมากเลอะเทอะ

ว่าไง สุภาษิตวาจา เออพอเหมาะกำลังดีทีเดียว ไอ้คนพูดวาจาเป็นสุภาษิต คือพูดตามความเป็นจริง นี่ก็พูดแล้ว นี่พูดตามความเป็นจริง นี่พูดแล้วนะ คนพูดมันเลวตรงไหนน้อนี่ บอกกันหมด นี่พูดตามความเป็นจริงไม่เชื่อลองมาซิ บางทีใส่อังสะอยู่ เอ้าเขาบอกว่า นี่ท่านอะไรอธิบดีศาลไหน ท่านอธิบดีหรือท่านหัวหน้ากอง หรือท่านผู้ว่าการหรือท่านรัฐมนตรี ท่านนายพลคนไหนก็ตามมา ก็บอกเอ้ามาก็เชิญ เวลานี้แต่งตัวแบบนี้แล้วก็ไม่ต้องแต่งตัวใหม่ บางคนเขาบอกห่มจีวร ก็บอกจะห่มทำไม ไม่ได้ห่มมาทั้งวันน่ะ แล้วพอโผล่เข้ามาจะไปห่มจีวร ให้ชาวบ้านเขาดูว่าเป็นคนดีแต่งตัวเรียบร้อย มานั่งโกหกเขาทำไม เรามันระยำแค่ไหนให้เขารู้ความระยำเสียบ้างซิ เขาอยากคบเขาจะได้คบ เขาไม่อยากคบเขาจะได้ไม่คบ ให้เขารู้ความจริง เวลาเขามาละทำแต่งตัวห่มผ้าแต้ เวลาเขาไปถอดอังสะ แล้ววันหลังเขารู้ว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่พระนี่ เป็นนักบวชโกหกมดเท็จ เออซิ เขาก็เลยเสียดายเวลาที่เขาจะมาหา เกิดความไม่สบายใจ ไม่เอาไม่ตามใจใคร สบายแค่ไหนทำแค่นั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้บอก นี่เวลาใครเขามาให้รีบห่มผ้าให้มันสวย ทำท่าให้มันเรียบร้อยเหมือนกับเป็นพระอรหันต์ ไอ้จิตใจจริง ๆ ก็คือสัตว์นรก ไม่ชอบ ใครชอบก็ชอบ ไม่ชอบละ คนพูดไม่ชอบ เป็นอันว่าสุภาษิตวาจา ก็คือพูดจริง ๆ พูดเป็นวาจาสุภาษิต อย่าโกหกมดเท็จเขา นี่ไม่เห็นมันจะเป็นเรื่องอะไร พูดแต่วาจาที่เป็นประโยชน์ อะไรมันเป็นประโยชน์นักก็ไม่ต้องอธิบาย รู้กันอยู่แล้วนี่พูดกันมาเยอะ พูดตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง อย่าทำลายประโยชน์เขา ถ้าขืนอธิบายละร้อยวันมันก็ไม่จบ เป็นอันว่ามงคลนี้หยุดมันอยู่แค่นี้บ่นไปบ่นมาเลยหยุดเลย คนที่มีวาจาเป็นสุภาษิต คือวาจาจริง พูดจริง พูดเพราะไม่ขัดใจชาวบ้านโดยธรรม บุคคลประเภทนี้เป็นผู้มีอุดมมงคล คือมีความสุข จบมันเสียง่าย ๆ อย่างงี้ใครจะว่าอะไร ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ