เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

ตานี้ มาบันไดขั้นที่ ๓ ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ นี่มงคลที่ ๓ ท่านกล่าวว่าการบูชาบุคคลที่ควรบูชา จัดว่าเป็นมงคล

แล้วคนที่เราควรบูชา อย่าเอากันไกลเลย เอากันใกล้ ๆ ดีกว่า คนที่ควรบูชาก็คือคนที่เป็นบัณฑิตนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องพูดกันมาก ไม่ยังงั้นหนังสือเล่มนี้มันโตแย่แล้ว คนที่เป็นบัณฑิตทรงพรหมวิหาร ๔ นั่นแหละเราบูชา แล้วการบูชาเขาทำกันยังไง ไปจุดดอกไม้ธูปเทียนบูชากันยังงั้นหรือ เห็นใครเขาเป็นบัณฑิตมาเราก็เอาดอกไม้ธูปเทียนไปปักข้างหน้าบูชากัน ดีไม่ดีอีตาคนนั้น ยายคนนั้นทนควันธูปควันเทียนไม่ไหว สำลักควันธูปควันเทียนตายไปตาม ๆ กัน เราก็จะเกิดเป็นบาป ทำยังงั้นไม่ได้ การบูชานี่แปลกันง่าย ๆ แปลว่าการยอมรับนับถือ บูชานี่ไม่ใช่แปลว่าจุดธูปจุดเทียน ไอ้จุดธูปจุดเทียนนั่นเป็นอามิสบูชามีผลเหมือนกัน แต่มีผลน้อยเต็มที สู้ปฏิบัติบูชาไม่ได้

บูชา ก็คือการปฏิบัติตาม การยอมรับนับถือว่าเขาทำความดี แล้วเราปฏิบัติตามนี่เรียกว่าปฏิบัติบูชา ทีนี้ การปฏิบัติตามบัณฑิต คือทรงพรหมวิหาร ๔ นี้ ดีแน่ มีความสุขไม่ต้องอธิบายมาก ขืนอธิบายละก็เสร็จ หนังสือเล่มนี้ยาวเฟื้อยเลย หนาไม่รู้กี่ร้อยยก

ตานี้ มาว่ากันถึงคนที่เราควรบูชา การบูชาแปลว่ายอมรับนับถือแล้วปฏิบัติตาม มาสมมติกันว่าพ่อกับแม่ของเราท่านเป็นโจร เอาละซี มายุ่งแล้ว ถ้าพ่อและแม่ของเราเป็นโจรปล้นชาวบ้าน ลักชาวบ้าน ขโมยชาวบ้าน เข่นฆ่าชาวบ้าน พ่อกับแม่นี่ ชื่อว่าเป็นคนที่เราต้องบูชาแน่ เพราะท่านเป็นผู้มีคุณ หากว่าท่านเป็นโจรแล้ว เราไม่ต้องเป็นโจรไปด้วยหรือ ถ้าหากว่าเราไม่คบหาไม่สมาคมกับท่าน เราก็จะกลายเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน เอาเข้ามาแล้ว ยุ่งแล้ว คราวนี้จะทำยังไงกันล่ะ ไอ้คนอื่นเขาประพฤติชั่วที่เราไม่คบหาสมาคมได้ แต่พ่อแม่ของเรา ถ้าบังเอิญท่านประพฤติชั่วนี่ ถ้าเราไม่เลี้ยงดูท่าน ไม่บูชาท่าน ไม่กตัญญูกตเวทีต่อท่าน มันก็จะกลายเป็นไม่รู้คุณคนไป แย่แล้ว ทำยังไง หนีก็หนีไม่ได้ ท่านเป็นพ่อเป็นแม่ ถ้าจะอยู่กับท่านมันก็กลายเป็นโจร ทีนี้ทำยังไง เอา มานั่งช่วยกันนึก ใครนึกออกหรือยัง? อ้าว ก็พูดคนเดียวนี่ จะไปให้ใครเขามาช่วยนึก แล้วเขาตอบมาจะว่ายังไง เอายังงี้ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วนะ จงบูชาบุคคลที่ควรบูชา ตานี้สำหรับท่านพ่อท่านแม่ของเราทั้งสองคนนี่ เป็นคนที่ควรบูชาอย่างยิ่ง ถ้าใครไม่บูชาพ่อไม่บูชาแม่ บุคคลประเภทนั้นชาวโลกไม่ควรคบ เพราะคนนี้หาความดีไม่มีแล้ว นี่ไม่มีอะไรดี มีแต่ความชั่ว เป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน คุณคนอื่นไม่รู้ไม่เป็นไร แต่คุณพ่อคุณแม่นี่มีความสำคัญมาก เพราะว่าเราจะมีชีวิตร่างกายขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยพ่อแม่เป็นปัจจัย เพราะพ่อแม่ของเราทรงพรหมวิหาร ๔ ครบถ้วนบริบูรณ์ หากว่าท่านไม่มีความดีละก้อ เราเกิดขึ้นมาแล้ว ท่านจะแกล้งให้เราตายเสียเมื่อไหร่ก็ได้ เวลาที่อยู่ในท้องจะทำให้แท้งเสียเมื่อไหร่ก็ได้ เกิดมาแล้วยังพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ ยังช่วยตัวเองไม่ได้ ท่านปล่อยเสียเราก็ตายสบาย ๆ ท่านไม่ต้องไปนั่งฆ่า นั่งทุบให้ลำบาก แต่นี่ท่านต้องทนความเหนื่อยยากประคับประคองอย่างหนัก แหม ไอ้ความเกิดของเรานี่นะท่านผู้อ่าน มันสร้างความหนักให้แก่พ่อแก่แม่บอกไม่ถูก จะกินของเผ็ดจัด ร้อนจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด ก็เกรงว่าจะเป็นอันตรายแก่ลูก ความจริงอาหารอย่างนั้นเป็นที่ชอบใจของท่านแม่ ของชอบใจพอใจอยู่ก็ต้องอดต้องออมเอา กิจการงานใด ๆ ที่จะกระทบกระเทือนลูกในไส้ ลูกในท้อง ท่านจะมีอันตราย ท่านได้รับความลำบาก ท่านก็ยับยั้ง ตานี้ ท่านแม่ก็ต้องเพลางานไป ๑ คน งานก็ไปทับถมท่านพ่อมากขึ้น งานที่ท่านแม่ทำ ทำไม่ได้เสียแล้ว ท่านพ่อต้องทำแทน ไปหนักท่านพ่อเข้าอีก เมื่อเวลาท่านแม่ตั้งครรภ์อยู่ก็ประกอบไปด้วยอันตราย เวลาคลอดลูกทีไรประกอบไปด้วยทุกขเวทนาอย่างสาหัส นี่พูดแบบนี้แล้วจะย้อนมาถามกันไม่ได้นะ ว่านี่แกพูดแบบนี้น่ะ แกเคยออกลูกกะเขารึ ห้ามถามนะจะบอกให้ ถ้าใครถามแล้วก็จะไม่ตอบเพราะอะไร ตอบไงล่ะ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเป็นผู้หญิงนี่ ยังไม่เคยออกลูกกับเขาสักที แต่ก็เห็นเวลาเขาคลอดลูกกัน เขาออกลูกกัน มันแย่จริง ๆ เคยนะ เมื่อยังไม่บวชเคยเป็นหมอตำแย แต่ว่าไม่ใช่เป็นตัวหมอตำแยหรอก เป็นหมอตำแยจำเป็น เขาเรียกเข้าไปช่วย ช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ เห็นอาการของท่านมารดาที่คลอดบุตรแสนลำบาก นี่พ่อแม่น่ะ เอาชีวิตเข้าแลกเชียวนะสำหรับท่านแม่ สำหรับท่านพ่อก็เหงื่อแตกพลั่กเวลาท่านแม่ได้รับทุกขเวทนา วิ่งหน้าวิ่งหลังวิ่งหน้าบอกไม่ถูก นี่เพราะอาศัยความรักลูกเป็นปัจจัยเมื่อลูกเกิดขึ้นมาแล้วความหนักใจยังมีอีก ยังพูดไม่ได้ ยังกินไม่ได้ ยังเดินไม่ได้ นี่นั่งนึกเอาก็แล้วกัน อย่าให้พรรณนามากเลยหนังสือมันจะใหญ่ เป็นอันว่าเราจะมีชีวิตร่างกายขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยพ่อแม่มีเมตตา คือพรหมวิหาร ๔

ตานี้ มาพ่อแม่ของเรามีความประพฤติไม่ดี ท่านเป็นโจร เราจะหลีกไปเสียมันก็ไม่พ้นแล้ว ไม่พ้นความเป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน เราจะทำยังไง เราก็มานั่งวิจัยพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ปูชา จ ปูชนียานํ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา จัดว่าเป็นอุดมมงคล เรามานั่งวินิจฉัยกันดูซี ความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ กับความเป็นโจรของท่านมันรวมกันหรือเปล่า เอ้า ช่วยกันนั่งนึก คนอ่านช่วยกันคิดว่าความเป็นพ่อความเป็นแม่ของท่านกับเรา กับความเป็นโจรของท่านมันรวมกันหรือเปล่า คิดออกหรือยัง คิดออกก็แล้วไป หรือคิดไม่ออกก็แล้วไป ออกหรือไม่ออกก็จะพูดให้ฟัง พูดผิดพูดถูกก็ไม่รับรอง เป็นแต่เพียงบอกว่าอาตมามีความเห็นว่าความเป็นพ่อเป็นแม่กับความเป็นโจรนี่น่ะ มันคนละเรื่อง ความเป็นพ่อความเป็นแม่ของท่านที่มีกับเราก็เพราะว่าท่านมีพรหมวิหาร ๔ ท่านมีเมตตา ความรัก กรุณา สงสาร เลี้ยงดูมา มุทิตาไม่เคยอิจฉาริษยา อุเบกขาถ้าลูกทุกข์หนักไม่เคยซ้ำเติม ท่านเป็นผู้ให้ชีวิตท่านเป็นผู้มีพระคุณอย่างเลิศ เลือดและเนื้อ ชีวิตของเราทุกหยด ๆ นี่เป็นของท่านทั้งหมด ถ้าหากว่าไม่มีท่าน และท่านไม่มีความเมตตาปรานี ไม่มีพรหมวิหาร ๔ เราจะมีร่างกายชีวิตขึ้นมาไม่ได้ ความดีอันนี้ ความเป็นพ่อเป็นแม่นี่เรามีได้เพียง ๒ คนเท่านั้น คือพ่อ ๑ คน แม่ ๑ คน จะหาพ่อเป็นคนที่ ๒ แม่เป็นคนที่ ๒ นี่หาไม่ได้ อย่าลืมนะ นี่ความเป็นพ่อเป็นแม่นะ ท่านเป็นพ่อเป็นแม่เราเพราะท่านทรงพรหมวิหาร ๔ ตานี้ความเป็นโจรของท่านเพราะการขาดพรหมวิหาร ๔ แต่ว่าความจริงท่านเป็นโจรนั่นท่านไปปล้นคนอื่นไปฆ่าคนอื่นนะ ท่านไม่ได้ฆ่าเรา ท่านไม่ได้ปล้นเรา สำหรับกะเรานี่ ท่านจะเป็นโจรร้ายขนาดไหนก็ตามที ท่านก็ยังทรงความดีมีเมตตาอยู่ตลอดเวลา ท่านจะไปฆ่าชาวบ้านมาสักกี่พันคนก็ตาม แต่พ่อที่เป็นโจรไม่เคยฆ่าลูก ถ้าลูกมีความกตัญญูรู้คุณ เห็นไหมล่ะทีนี้ เวลาที่เราจะบูชา เราก็ต้องแยกออกซี อย่าไปรวมกัน เราต้องทรงความเป็นธรรม เราบูชาท่านตรงไหนล่ะ ก็บูชาตรงที่ท่านควรบูชาคือทรงพรหมวิหาร ๔ ในฐานะที่เป็นพ่อเป็นแม่ ท่านเป็นพ่อเป็นแม่ท่านเลี้ยงดูเรามา เราก็เลี้ยงท่านตอบ ท่านรักเรามา เราก็รักตอบ ท่านสงสารเรามา กรุณาเรามา เราก็กรุณาสงสารท่านตอบ ท่านไม่อิจฉาริษยาเรา เราก็ไม่อิจฉาริษยาท่านตอบ เวลาสิ่งที่เกินวิสัยเกิดขึ้น ท่านไม่ซ้ำเติมเรา เราก็ไม่ซ้ำเติมท่านตอบ เป็นอันว่าเราบูชาตรงที่ท่านมีพรหมวิหาร ๔ เราก็ปฏิบัติบูชา คือ บูชาด้วยปฏิบัติตามตรงที่ท่านมีพรหมวิหาร ๔ เราเลือกเอาตามที่ท่านเป็นบัณฑิตต่างหาก ควรบูชา แต่ตรงที่ท่านเป็นโจรนี้ ไม่ควรบูชา การไม่ควรบูชาก็หมายความว่า เราไม่เป็นโจรตามท่าน ท่านจะไปปล้นใครก็ตามใจ เราไม่ไปปล้นด้วย แต่เวลาท่านบอกให้หยิบมีด หยิบปืน หยิบหอก หยิบดาบ เราหยิบ ๆ ให้ในฐานะที่เป็นลูกปฏิบัติตามคำสั่งของบิดามารดา เช่นเดียวกับอะไร ท่านโจรกุกกุฏมิต ที่มีเมียเป็นพระโสดาบัน เวลานั้นพระถามพระพุทธเจ้าว่า ท่านไม่ใช่โจรนะท่านเป็นพราน พระถามว่า เมื่อพระโสดาบันไปเป็นเมียของนายพราน พรานต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเวลาบอกให้หยิบหอก หยิบหน้าไม้ แหลนหลาว เครื่องมือซึ่งจะเอาไปฆ่าสัตว์ ก็ต้องหยิบให้แสดงว่าจิตใจมีความยินดีในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตกับผัว ก็เป็นอันว่าทำตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับการฆ่าสัตว์ การเป็นพระโสดาบันจะทรงขึ้นได้ยังไง อันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสกับพระว่า ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นสตรีผู้นั้นเธอทำตามหน้าที่เท่านั้นนะ สำหรับพระโสดาบันย่อมไม่ยินดีในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ในการละเมิดศีล แต่ว่าหน้าที่ของภรรยาที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของสามี คือ ภรรยาที่ดีเขาต้องทำยังงั้น ฉะนั้น เมื่อสามีบอกว่านี่เธอหยิบหอกให้ที หยิบดาบให้ที หยิบธนู หน้าไม้ให้ที เธอก็หยิบให้ตามหน้าที่ของภรรยาแต่ว่าในเรื่องจิตใจแล้วไม่เคยยินดีกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

นี่แหละ บรรดาท่านผู้อ่าน เราซึ่งเป็นลูกของบิดาซึ่งเป็นโจรก็เหมือนกัน เราบูชาท่าน คือปฏิบัติตามท่านเฉพาะที่ท่านทรงพรหมวิหาร ๔ เราเลือกบูชาเฉพาะตรงที่ท่านมีความดี ตอนที่ท่านเป็นโจรเราไม่เอา เราไม่ยอมเป็นโจรด้วย ทีนี้ เวลาที่ท่านจะไปปล้นไปฆ่าใคร ท่านบอกเอ้าหยิบหอกมาทีซิลูก หยิบดาบมาที หยิบปืนมาทีอะไรเป็นต้น เราก็หยิบให้ ทำตามหน้าที่ในฐานะที่เราเป็นลูก ปฏิบัติตามคำสั่งของพ่อแม่ เท่านี้ก็เอาตัวรอดเห็นไหม นี่เป็นอันว่าการปฏิบัติความดีน่ะ บูชาบุคคลผู้ควรบูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่นะ ทีนี้บุคคลอื่นคนใดก็ตาม ถ้าทรงอยู่ในศีล ทรงอยู่ในธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ถ้าฆราวาสใช้ได้ บูชาได้ จัดว่าเป็นบัณฑิต เป็นบุคคลผู้ควรบูชาทีนี้ ถ้าพระทรงอยู่ในคุณความดี ๓ ประการ คือ อธิศีลสิกขา มีศีลบริสุทธิ์ อธิจิตสิกขา มุ่งหวังตั้งสมาธิให้ทรงฌาน อธิปัญญาสิกขา เจริญวิปัสสนาญาณ ยอมรับนับถือตามความเป็นจริงของกฎความเป็นจริง แล้วก็ไม่ติดอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ อันนี้ไม่ยกให้แน่นะ ไอ้โลกธรรมนี่ เพราะว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ทุกจุดนี่ บอกว่าจงอย่าติดในโลกธรรมทั้งหมด ถ้าเราติดในโลกธรรมแล้วอย่าไปบูชาเลย ไม่ได้ความหรอก เป็นบุคคลที่ไม่ควรบูชา แม้จะหัวโล้นห่มผ้าเหลืองก็ไม่มีความหมาย บูชาไปทำไม บูชาไปก็ไม่ต่างอะไรกับบูชาตัวเองซึ่งเป็นโจร เพราะพวกนี้ ถึงแม้จะไม่เป็นโจรปล้นใครก็เป็นโจรปล้นใจ ปล้นความดีของพระพุทธศาสนา ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไปบูชาเข้า ไปปฏิบัติตามเข้าเสร็จ โลกนี้มีแต่ความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ เพราะว่าจิตใจของท่านพวกนี้ ที่เมาอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นี่ เป็นโจรเราดี ๆ นี่เอง ไม่ควรแก่การบูชา ไม่ควรแก่การสนับสนุน ไม่ควรสรรเสริญ ไม่ควรให้ความอุปการะ แต่บังเอิญถ้าไปเจอะพระท่านที่มียศฐาบรรดาศักดิ์มีคนเขาถวายเงินถวายทอง แล้วท่านไม่เมาในยศ เขาตั้งยศให้ท่านก็รับ แต่ว่าท่านไม่เมาในยศ รู้ตัวอยู่เสมอว่าท่านเป็นพระ คือชาวบ้านเขาถวายสักการะ ถวายเงิน ถวายทอง เข้ามาท่านก็รับเอาไปทำในส่วนสาธารณประโยชน์ ช่วยบรรดาประชาชนทั้งหลายให้มีความสุขในด้านบุญกุศลบ้าง สร้างวัดวาอาราม สร้างโรงเรียน สร้างสถานที่พัก ขุดบ่อน้ำขุดสระน้ำ ให้ความสุขแก่ประชาชน และเป็นหัวหน้าประชาชนช่วยกันทะนุบำรุงความสุขความเจริญแก่ประเทศชาติ นี่อย่าเข้าใจว่ามาแนะนำให้พระเข้าไปติดโลกนะ ไม่ใช่ยังงั้น เราเป็นปูชนียบุคคลนี่ไม่ต้องไปทำเอง แนะนำเขาซี ว่านี่บ้านโน้นเขาอดน้ำนะ เราไปช่วยกันขุดบ่อน้ำให้กัน บ้านนี้เขาอดข้าว เอาข้าวไปให้ เจือจานซึ่งกันและกัน บ้านนี้เขาไม่มีเงิน เขาจะแย่ป่วยไข้จะตาย เอา มาเรี่ยไรกันบอกบุญกัน เอาเงินมาช่วยกันเป็นการสงเคราะห์ อันนี้ช่วยให้ชาวบ้านรู้จักทำสังคหวัตถุมีความสามัคคีช่วยกันสร้างความดี ทำให้โลกเป็นสุข พระทำได้ดีมาก ถ้าว่าพระช่วยกันทำแล้วจะเบาแรงพระเจ้าแผ่นดินไปมาก จะเบาแรงรัฐบาลไปมากความจริงพระทำได้ดี ถ้าพระองค์ใดท่านใดทำอย่างนี้ รีบวิ่งเข้าไปบูชาท่าน ถ้าพระองค์ไหนทำตัวสะสมเงินทองไว้มาก ๆ ทำตัวเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีประกาศตนว่าฉันนี่เป็นขุนนางมียศฐาบรรดาศักดิ์ พระประเภทนั้น ไม่ควรให้กินแม้แต่น้ำล้างเท้าเพราะว่าเป็นโจรปล้นความดีของพระศาสนา ทำลายความดีของท่านทั้งหลาย

เอาละท่านทั้งหลาย พูดมาพูดไปก็ใกล้ตะรางเข้าไปเต็มที สำหรับมงคลข้อที่ ๓ นี้ ก็ว่ากันมาโดยย่อว่า การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นประเภทใดก็ว่ากันมาแล้ว ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ