เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

ตามพระบาลีว่า ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา เอตมฺมํคลมุตฺตมํ แปลว่าการคบบัณฑิตจัดว่าเป็นอุดมมงคล สำหรับมงคลที่ ๒ นี้ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้คบบัณฑิต ท่านบอกว่าบรรดาบัณฑิตทั้งหลายเป็นคนดี ความจริงบัณฑิตนี่ เขาแปลกันว่าเป็นคนมีความรู้ ตานี้ สมัยนี้บัณฑิตมีอยู่ดื่น ปรากฏว่าบัณฑิตจากอะไรต่ออะไรเยอะแยะ สำเร็จจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็เรียกกันว่าบัณฑิต คนที่สึกจากพระก็เรียกว่าบัณฑิต ความจริงคำว่าบัณฑิตในปัจจุบัน ไม่ตรงกับความมุ่งหมายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความมุ่งหมายที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าบัณฑิตก็คือ คนรู้ คำว่า รู้ ในที่นี้ ก็หมายถึงว่า รู้ดี แล้วก็เลี่ยงชั่ว รู้ในกิจที่จะพึงทำดี แล้วก็รู้วิธีที่จะเลี่ยงความชั่ว ท่านเรียกกันว่าบัณฑิต นี่บัณฑิตในที่นี้ ถ้าหากว่าจะพูดกันอย่างชนิดมงคลที่ ๑ ก็เห็นว่าจะยุ่งเกินไป เพราะว่ามงคลนี้มีถึง ๓๘ ประการ แล้วก็เป็นธรรมะที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้โดยลำดับ เรียกว่า จากต่ำถึงสูง แต่การเดินจากต่ำถึงสูง ไม่ใช่เดินหนทางขึ้นชันเป็นการเดินทางแบบชนิดขึ้นทางลาด ๆ ค่อย ๆ ขึ้นไปทีละน้อย ๆ จนถึงระดับสูงสุด คือพระนิพพาน จัดว่าเป็นพระธรรมเทศนาที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรวมความดีไว้ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ถ้าจะกล่าวกันแบบไทย ๆ ก็เรียกว่าพระพุทธเจ้ารวมพระไตรปิฎกไว้หมดในมงคล ๓๘ ประการ ฉะนั้น ตามความเห็นของอาตมา คิดว่าถ้าบุคคลใดทรงความดี ๓๘ ประการ ได้ครบถ้วน ท่านผู้นั้นก็ชื่อว่าทรงพระไตรปิฎกและก็เป็นคนดีสูงสุดในพระพุทธศาสนาตามเจตนาของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น มงคลแต่ละขั้นจึงมีปฏิปทาหนักเบาไม่เสมอกัน

มงคลข้อต้น สมเด็จพระทศพลทรงแนะนำไม่ให้คบคนพาล เรื่องนี้ก็พูดมาแล้วไม่ขอย้อนต่อไป ต่อจากนี้ไปจะว่าถึงจริยาของบัณฑิต ว่าคนประเภทใดที่เรียกกันว่าบัณฑิตเอากันแบบง่าย ๆ เห็นชัด ๆ ก็คือคนที่รู้จักหลีกเลี่ยงจากความชั่ว แล้วก็พยายามประพฤติความดี พูดแบบนี้ถ้าจะอธิบายก็ยาวเหยียด เห็นท่าจะไม่เป็นเรื่อง มาขมวดกันลงมาใกล้ ๆ ดีกว่า ว่าคนใดก็ดี ทรงพรหมวิหารทั้ง ๔ ประการได้ แล้วก็เว้นจากอคติทั้ง ๔ ประการได้แล้ว อันนี้เห็นจะเป็นบัณฑิตตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงมีความประสงค์ เพราะธรรมส่วนนี้ยังไม่ใช่ธรรมะชั้นยาก ขอนำจุดนี้มาพูดกันไว้เสียก่อน

ต่อนี้ไป ขอท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาคำว่าพรหมวิหาร วิหาร แปลว่าที่อยู่ พรหมแปลว่าประเสริฐ คนที่มีพรหมวิหารก็คือคนที่มีอารมณ์อยู่ในความประเสริฐตลอดเวลานี่แปลตามศัพท์หรือตามความเห็นของคนพูด ถ้าชาวบ้านชาวเมืองใครเขาจะแปลว่ายังไงนั่นมันเรื่องของเขา เขาไม่ได้มาพูดด้วยนี่ คนพูด ๆ คนเดียว พูดตามอัธยาศัย ตานี้เรื่ององค์สมเด็จพระจอมไตรต้องการบัณฑิต คนพูดจึงบอกว่าควรคบคนผู้ทรงพรหมวิหาร ๔ คือว่าคนที่มีอารมณ์อยู่ในขั้นของความดี คือมีอารมณ์ประเสริฐ คำว่าประเสริฐนี่แปลว่าดีไม่มีที่ติ ตานี้เรามานั่งคิดกันดู นอนคิดก็ได้ หรือจะยืนคิด จะเดินคิดก็ตามใจ ว่าพรหมวิหาร ๔ มีอะไรบ้าง

พรหมวิหาร ๔ ข้อต้น คือเมตตาความรัก คนใดก็ตามมีความรักตัวเอง รักคนอื่น รักสัตว์อื่นในโลกทั้งหมดเสมอด้วยตน ไม่ประกาศตนเป็นศัตรูกับบุคคลผู้ใด คนประเภทนี้ท่านผู้อ่านทั้งหลายเห็นว่าดีหรือชั่ว? ข้อที่ ๒ กรุณาความสงสาร นอกจากจะมีความรักแล้วก็มีความสงสาร ประกอบไปด้วยความปรานี เห็นใครมีทุกข์ก็ต้องสงเคราะห์ให้มีความสุขตามฐานะที่ตนจะพึงทำได้ คนประเภทนี้ ท่านผู้อ่านเห็นว่าดีหรือไม่ดี? ข้อที่ ๓ มีจิตใจอ่อนโยน คือไม่มีอารมณ์อิจฉาริษยาใคร เมื่อเห็นใครมีความดีมีความสุขก็พลอยยินดีด้วย ส่งเสริมความดี ส่งเสริมความสุขของบุคคลนั้นด้วยความจริงใจ คนประเภทนี้ท่านทั้งหลายเห็นว่าดีหรือชั่ว อารมณ์ข้อที่ ๔ เห็นว่าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัยที่เราจะช่วยเหลือได้ เพราะเป็นกฎของกรรม สมมติว่านาย ก. ไปขโมยของ ๆ นาย ข. เขาเข้า แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับ พิพากษาให้ติดคุกติดตะรางตามอำนาจของกฎหมาย อย่างนี้เราก็ไม่สร้างความร้อนใจ เพราะนี่เป็นกฎของกรรม เขาทำความผิด แล้วเราก็ไม่แช่งชักหักกระดูกบุคคลผู้นั้น มีอารมณ์วางเฉย ถือว่านี่เขาทำความผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมายตามระเบียบของบ้านเมือง มีอารมณ์สบาย คือว่าไม่ซ้ำเติมด้วย แล้วก็ไม่เดือดร้อนด้วย เพราะว่าเป็นกฎของกรรม คนประเภทนี้ท่านทั้งหลายเห็นว่าดีหรือชั่ว ถ้าตามมติของผู้พูดหรือคนทั่ว ๆ ไปส่วนใหญ่ เห็นกันว่าดี ฉะนั้น คนประเภทนี้จึงควรเรียกกันว่าบัณฑิต นี่เราควรคบ แล้วคนที่เป็นบัณฑิตจริง ๆ ก็ต้องหลีกเลี่ยงความชั่วอีก ๔ อย่าง คือคำว่า อคติ แปลว่าลำเอียง คือรักไม่เท่ากัน ลำเอียงเพราะความรัก ลำเอียงเพราะความโกรธ ลำเอียงเพราะความกลัว ลำเอียงเพราะความหลง รักมากให้มาก รักน้อยให้น้อย โกรธไม่ให้ เกลียดไม่ให้ กลัวไม่ให้ หลงว่าเขาชั่วหรือหลงว่าเขาดี ให้น้อยให้มากตามอำนาจของความหลงอย่างนี้ แปลว่าจิตไม่ทรงอยู่ในอารมณ์ของพรหมวิหาร ๔ ความไม่ดีทั้ง ๔ ประการนี้ ต้องไม่มีในจิตใจของบุคคลผู้นั้น อย่างนี้เรียกว่าบัณฑิต ถ้าคนไม่มีอคติทั้ง ๔ ประการนี้ ท่านเห็นว่าดีหรือชั่ว? นี่พูดอย่างนี้ไม่ใช่อวดดี แล้วก็ไม่ใช่อวดชั่ว พูดให้บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายคิดเอา

เป็นอันว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะคบบัณฑิต ก็จงคบคนที่ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ เพราะว่ามงคลข้อนี้คงพูดไม่มากนัก ถ้าขืนพูดยาวอย่างข้อต้นก็เห็นจะเสร็จกัน อ่านกันไม่ได้แน่ เล่มใหญ่โตเกินไป

ตานี้ เวลานี้มีใครบ้างไหมที่เป็นตัวอย่าง อย่าเห็นว่าเป็นบัณฑิตที่เราเห็นกัน โดยมากก็คิดว่าพระที่บวชในพระพุทธศาสนาเป็นบัณฑิต พอโกนหัวห่มผ้าเหลืองเข้ามาเราก็ยอมยกมือไหว้ ละอัตภาพจากความเป็นคน ทรงความเป็นพระ บิดามารดาที่เราเคยเคารพท่านก็ต้องมาเคารพลูกชายของท่าน ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เคยเป็นที่เคารพของท่านผู้บวชก็ต้องมาเคารพท่านผู้บวชเสียแล้ว ตานี้ เจ้านายผู้บังคับบัญชาที่คนบวชเคยเคารพก็ต้องมาไหว้ ท่านทั้งหลายเห็นว่านักบวชทั้งหลายเป็นนักบวชจริง ๆ หรือเปล่า? อันนี้พูดกันอย่างพระพูด ไม่ใช่ชาวบ้านพูด ถ้าหากว่าถามบุคคลผู้พูด อาตมาก็ต้องขอบอกว่า "ยังก่อน" ยัง ยังไม่ยอมให้เป็นบัณฑิตแค่โกนหัวและห่มผ้าเหลือง เพราะนั่นเป็นเพียงทรงเพศ หรือทรงเครื่องแบบของความเป็นบัณฑิตเท่านั้น นักบวชที่เป็นบัณฑิตจริง ๆ ที่บรรดาพวกท่านควรจะคบก็ต้องดูกระแสพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าท่านผู้นั้นจะต้องปฏิบัติยังไง

ในอันดับแรกสุด นักบวชที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องทำตนให้พ้นจากความเป็นชาวโลก เมื่อเราเป็นชาวโลกคือเป็นคนธรรมดา เราไหว้พ่อไหว้แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย แต่พอบวชเข้ามาแล้ว พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มาไหว้เรา แสดงว่าเราเป็นคนพ้นจากโลกแล้ว มาอยู่ในฝ่ายของธรรม สรณะอันหนึ่งที่เขาควรจะเคารพนับถือ ถือว่าเป็นที่พึ่ง เมื่อบวชเข้ามาแล้วจิตใจของตัวเอง ยังพอใจอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คือ ๑. อยากมีลาภ อยากร่ำรวย เวลามีลาภ ได้ลาภมา ดีอกดีใจว่านี่เรามีทรัพย์สินมาก เราเป็นคนรวย แล้วเวลาลาภสักการะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดน้อยเกินไป หรือเสื่อมไป ก็มีอารมณ์เศร้าใจ เสียใจร้อนใจ ดิ้นรนอยากจะมียศฐาบรรดาศักดิ์จะเป็นพระครู จะเป็นเจ้าคุณ จะเป็นมหาเปรียญ จะเป็นสมเด็จ อยากจะเป็น เมื่อเป็นแล้วก็มัวเมาในยศฐาบรรดาศักดิ์ว่าเราเป็นผู้วิเศษแล้วดีกว่าคนที่ไม่มียศ เวลาที่ยศสลายตัวไปก็เสียใจ หรือเลื่อนยศไม่ทันเขาก็ดิ้นรน มีจิตใจไม่สบาย แล้วก็ตอนเวลาใครเขานินทาก็เดือดร้อนไม่ชอบใจคนนินทา มีใครเขาสรรเสริญขึ้นมาก็ดีใจตามคำสรรเสริญ มีจิตใจเกลือกกลั้วไปด้วยกามสุข พอใจในรูปสวย เสียงเพราะ รสอร่อย สัมผัสตามความที่ต้องการตามกามารมณ์ มีอารมณ์หมกมุ่นอยู่ในกาม แล้วก็ถ้ามีทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้นกับใจที่มีความปรารถนาไม่สมหวังก็มีความเดือดร้อน ถ้านักบวชท่านใดมีอารมณ์อย่างนี้ ยังละกฎ ๘ ประการนี้ไม่ได้ ยังยึดถือไว้ ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงเข้าใจไว้ นั่นไม่ใช่บัณฑิต เป็นพาล เป็นบุคคลที่เราไม่ควรจะเข้าไปคบ เพราะอะไร เพราะว่าบวชแล้วนี่ ทำตัวสูง ยกตัวสูงกว่าบุคคลอื่น ทำตัวเป็นผู้วิเศษให้บุคคลที่เราไหว้กลับต้องไหว้เรา รับเครื่องสักการะจากชาวบ้าน โดยชาวบ้านต้องประเคนแล้วก็ยกมือไหว้แต่ตัวเองไม่เคยยกมือรับไหว้ชาวบ้าน แต่ว่าจิตใจของตนนั้น เหมือนกับชาวบ้านธรรมดา อย่างนี้องค์สมเด็จพระบรมศาสดากล่าวว่าเป็นพาลไม่ใช่บัณฑิต จะบวชแล้วแก่หัวขาวทั้งหมด ผมขาว ตาเป็นน้ำข้าวก็ตามที จะชื่อว่าเป็นคนดีตามคติของพระพุทธศาสนาไม่ได้ ทั้งนี่เพราะอะไร เพราะท่านที่มีจิตใจประเภทนี้ตายแล้วลงนรกหมดไม่มีเหลือ ถ้าเราไปยอมรับนับถือคนประเภทนี้เข้า เขาก็จะสอนให้เราปฏิบัติเช่นเขา แล้วเราล่ะ เมื่อเขาตกนรกเราก็ตกด้วย จะมีประโยชน์อะไร ทีนี้ นักบวชที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นบัณฑิต ก็คือท่านนักบวชที่ต้องทรงความดี ๓ ประการ คือ ๑. อธิศีลสิกขา รักษาศีลบริสุทธิ์ ๒. อธิจิตสิกขา ทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ฌาน ๓. อธิปัญญาสิกขา มีวิปัสสนาญาณยอมรับนับถือกฎของธรรมดา แล้วก็มีจิตใจมุ่งปรารถนาอย่างเดียวคือความดับไม่มีเชื้อ หมายความว่าดับกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ถึงแม้ว่าท่านจะยังดับกิเลสไม่หมด แต่ยังมุ่งเพื่อการดับกิเลส ปฏิบัติอยู่ในศีลดี สมาธิดี มีจิตใจดี ตามอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ ไม่เมาในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ ถ้าบังเอิญว่าพระเจ้าแผ่นดินท่านจะพระราชทานยศฐาบรรดาศักดิ์เพราะความเคารพ เพราะพระองค์เห็นว่าดี ท่านก็รับ รับมาแล้วก็ไม่มัวเมาในยศฐาบรรดาศักดิ์ เพราะเป็นการรับสนองความดีที่พระเจ้าแผ่นดินถวาย แต่ถ้าเขียนขอเข้าไปทั้ง ๆ ที่พระเจ้าแผ่นดินไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ขอกันเข้าไปแล้ว พระเจ้าแผ่นดินท่านเกรงใจคนของท่านก็เลยเซ็นออกมาให้ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าคนนั้น องค์นั้นเป็นใคร หรือดีไม่ดีก็ดิ้นรนไปด้วยอำนาจของกำลังใจที่ประกอบไปด้วยโลภ วิ่งหาดิ้นรนขอให้คนนั้นช่วย คนนี้ช่วย ดีไม่ดีตามที่เขาเล่าลือกัน ถึงกับซื้อยศฐาบรรดาศักดิ์ อันนี้ใช้ไม่ได้นะ จิตใจแบบนี้เป็นพาล

เอาละบรรดาท่านผู้อ่าน อ่านมาถึงตอนนี้พอจะเข้าใจได้เลา ๆ ว่า คนแรกที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นบัณฑิต ก็คือ ๑. ทรงพรหมวิหารสี่ ๒. เว้นจากอคติ คือความลำเอียง ๔ แล้วก็ถ้าเป็นพระเถรเณรชี ต้องทรงความดีตามที่กล่าวมาแล้ว อย่าพูดซ้ำเลยต้องเขียนมาก

เวลานี้ มีใครบ้างไหมที่เป็นตัวอย่างพอจะยกขึ้นมาให้ดูได้ว่าเป็นบัณฑิตที่เราควรจะคบ มีอยู่คนหนึ่ง ความจริงมีมาก มีมากที่บรรดาท่านทั้งหลายควรจะเอาเป็นตัวอย่างหรือควรจะคบ แต่ว่าคนทั้งหลายเหล่านั้นมีคนรู้จักกันเฉพาะบางจุดบางพวก บางกลุ่ม แต่มีคนอยู่คนหนึ่งรู้จักกันหมดทั่วประเทศไทย ที่จัดว่าเป็นบัณฑิต ท่านผู้นั้นก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระนามว่าภูมิพลอดุลยเดช อันนี้เราจะเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นบัณฑิตจริง ๆ มีพรหมวิหาร ๔ แต่ความจริงการจะคบบัณฑิตนี่ เขาเลือกคบแต่เฉพาะบุคคลที่ใจเป็นบัณฑิตหรือจริยาที่เป็นบัณฑิต เพราะคนเราทุกคนเกิดมาแล้วจะให้ดีทุกอย่างน่ะไม่ได้ ทีนี้เวลาเราคบเราก็เลือกคบเฉพาะจุด จุดไหนเป็นบัณฑิตเราจะคบจุดนั้น ถ้าจุดไหนเป็นพาลเราก็ละเสีย เท่านี้แหละ ถ้าฉลาดคบสักนิดเดียวมันก็เป็นของไม่ยากที่ยกตัวอย่างจะเอาพระมหากษัตริย์ขึ้นมาเทิดทูน แต่ความจริงอาตมาเองกับพระเจ้าแผ่นดินยังไม่เคยเห็นหน้ากันจริง ๆ เลย ยัง ยังไม่เคยเข้าไปนั่งคุยกัน เห็นแต่ภาพของพระองค์เสด็จที่นั่น เสด็จที่นี่ ตานี้เรามากล่าวถึงความดีว่าพระองค์เป็นบัณฑิต ก็เพราะจริยาที่พระองค์ทรงปฏิบัติ ที่เขาเรียกกันว่าพระราชจริยาวัตรอย่างนี้ บรรดาท่านทั้งหลายจะอ่านกันลำบาก พูดกันอย่างแบบชาวบ้านธรรมดาดีกว่า ภาษาลูกทุ่ง ว่างานที่พระเจ้าแผ่นดินทรงทำน่ะ เอางานใหญ่ ๆ ที่เห็นได้ง่าย ๆ เวลานี้พระองค์ทรงคิดได้แล้วนั่นคือทำฝน จะเรียกว่าทำฝนเทียมมันก็ไม่ถูก เรียกว่าคาถาเรียกฝนดีกว่า จะบอกว่านี่พระองค์ไม่ได้ทำองค์เดียวนะ คนอื่นเขาช่วยทำนั่นก็ถูก แต่ว่าพระองค์ทรงเป็นประธานช่วยกันคิด แล้วก็คนทั้งหลายเหล่านั้นจะทำก็ต้องอาศัยทุนที่พระองค์ทรงหามาได้ด้วยพระองค์เองบ้าง จากรัฐบาลให้บ้าง ที่ชาวบ้านช่วยสงเคราะห์บ้าง ใช้ความคิดว่าคาถาเรียกฝน บันดาลให้ฝนตกในที่ทั้งหลาย ในระหว่างที่กำลังบันทึกเสียงนี้ อ่านหนังสือพิมพ์ดูแล้วเขาบอกว่ามีจังหวัดถึง ๑๔-๑๕ จังหวัด กำลังขอร้องพระมหากษัตริย์ขอฝนพระราชทาน ยังงี้พระองค์ทรงทำเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์ หรือว่าส่วนใคร ถ้าเราไม่คิดว่าพระองค์ทรงมีจิตเมตตาในฐานะที่พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่ จะนั่งนอนเฉย ๆ ตามใจรัฐบาลตามใจรัฐสภา รวมความว่าไม่ต้องการสงเคราะห์ใคร ถ้ารัฐบาลว่ายังไง ก็เซ็นส่งเดชเข้าไปเป็นที่ไม่ขัดใจของรัฐบาลและรัฐสภา พระองค์ก็จะมีอารมณ์สบาย เขาจะชอบใจพระองค์แต่นี่พระองค์มาคิดโน่น คิดนี่ คิดนี่คิดนั่น ดีไม่ดีคิดเลยรัฐบาลขึ้นไป คิดเลยรัฐสภาขึ้นไป คนที่มีอารมณ์ใจประกอบไปด้วยกิเลสอาจจะไม่พอใจพระองค์ก็ได้ แต่พระองค์ก็ไม่คิดว่ายังไง เขาจะคิดว่ายังไงก็ตามใจเขา ขอให้พสกนิกรราษฎรของพระองค์มีความสุข มีความสบายตามความสามารถของพระองค์ก็แล้วกัน แล้วก็ฝนพระราชทานของพระองค์น่ะ พระองค์คิดเม็ดเท่าไหร่ หรือว่าคิดซีละเท่าไหร่ออนซ์ละเท่าไหร่ หรือว่าปอนด์ละเท่าไร? เปล่าไม่ได้เคยคิด ค่าคิดก็ไม่ได้คิด ไอ้เรื่องค่าใช้จ่ายเสียหายก็หามาจากที่ไหนต่อที่ไหนตามแต่จะพึงได้ นี่เป็นอันว่า พระองค์มีพระทัยประกอบไปด้วยเมตตาและกรุณาสงเคราะห์พสกนิกรของพระองค์ นี่อย่างหนึ่งที่เราเห็นได้ชัด ๆ แต่ความจริงพระองค์ทำหลายสิบเรื่อง

อีกเรื่องหนึ่งก็เรื่องสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เวลานี้น้ำมันแพง พระองค์ตั้งหน้าตั้งตาว่าคาถาเสกน้ำเป็นน้ำมัน เสกขึ้นมาได้แล้วราคาถูกกว่าน้ำมันของชาวโลกตั้งครึ่ง แล้วก็มีคุณภาพดีกว่า การที่พระองค์ทำแบบนี้ ก็อาศัยทรงพระมหากรุณากับพสกนิกรของพระองค์ว่าจะไม่ต้องพึ่งบารมีของชาวต่างชาติ ดีไม่ดีเขาก็หาโอกาสกลั่นแกล้งด้วยประการทั้งปวง ความดีประเภทนี้จัดว่า เป็นพรหมวิหาร ๔ ของพระมหากษัตริย์ประเภทอปริมาณปัญญาคือไม่มีปริมาณ ไม่เฉพาะกลุ่มบุคคล แล้วมิได้ลำเอียงเที่ยงธรรมว่าฝนน่ะ ฉันให้จังหวัดนี้จังหวัดโน้นว่าฉันไม่ดีฉันไม่ให้ น้ำมันนี่ก็เหมือนกัน คนนี้ว่าฉันดีฉันก็ขายให้ ขอทุนคืนมาทำใหม่ คนนั้นว่าฉันทำไม่ดี ฉันไม่ขายให้ เปล่า พระองค์ไม่ได้คิดอย่างนั้น ทำไปเพื่อสาธารณประโยชน์ และเวลานี้ทราบว่าพระองค์ทรงโปรดให้ตั้งโรงงานในนามโรงงานของประชาชนกลั่นน้ำมัน

นี่พระองค์ทรงเป็นบัณฑิตให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เราเลือกเอาแต่เฉพาะที่พระองค์ทรงความดีนะ ประเดี๋ยวคนที่เกลียดพระเจ้าแผ่นดินเขาจะมาว่า นี่มายกย่องสรรเสริญกัน ทั้ง ๆ ที่พวกท่านเหล่านั้นเห็นว่าไม่ดี ความจริงพระองค์อาจจะมีความไม่ดีอยู่บ้างในฐานะที่เป็นปุถุชนคนธรรมดา คำว่าคนธรรมดานี่ก็หมายความว่า เป็นคนที่ยังมีกิเลส แต่ทว่ามีบุญบารมีเหนือกว่าคนทั่วไป เพราะว่าพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน คนพูดนี่ถึงแม้ว่าจะบวชเป็นตาเถร เฮอะ เขาจะเรียกว่าตาเถร หรือพระก็ไม่รู้ บางทีก็เป็นพระ บางทีก็เป็นตาเถร เพราะอะไร เพราะมันดีไม่ทั่ว ถึงเวลาดีขึ้นมาก็เป็นพระ เวลาไม่ดีขึ้นมาก็เป็นตาเถรไป ทีนี้ความจริงตาเถรคนนี้แกเกิดก่อน ถ้าหากว่าพระองค์ไม่มีบุญญาธิการดีกว่าพระองค์ก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้ อีตาคนนี้ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทีนี้อาศัยบุญบารมีของพระองค์ดีกว่า จึงจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ นี่ว่ากันไปนี่เขาจะหาว่าเป็นพวกพระเจ้าแผ่นดินเสียแล้วมั้ง ก็ตามใจ ถ้าไม่เป็นพวกของพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่รู้จะเป็นพวกของใครนี่ เพราะเวลานี้ฝนมันไม่ตก พระองค์ก็ทำให้ฝนตกได้ที่วัดมีน้ำกินก็อาศัยฝนของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นฝนพระราชทาน ความจริงรัฐบาลท่านก็ดีแต่ว่าท่านไม่มีฝน ก็ไม่เคยว่ารัฐบาลชั่ว นี่ยกตัวอย่างโดยเฉพาะว่า เอาตัวอย่างที่เรารู้จักกันง่าย ๆ อย่างพระเจ้าแผ่นดิน อย่างนี้ละควรคบ แล้วท่านผู้อ่านจะบอกว่า เออ พ่อเจ้าพระคุณ นี่มานั่งให้ไปพบพระเจ้าแผ่นดินน่ะ เวลาจะเข้าเฝ้าแต่ละทีนี้ โอ้โฮ ยากเหลือเกิน จะเข้าไปยังไง อันนี้ก็ขอแนะนำให้ว่าไม่ต้องเข้าไปหรอก การพบพระเจ้าแผ่นดินนี่พบไม่ยาก พบง่ายจะตายไป เราพบพระเจ้าแผ่นดินน่ะ เราพบในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นบัณฑิต เราไม่ได้พบหรือคบกับพระองค์ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเวลาเราจะเข้าไปเฝ้าพระมหากษัตริย์มันต้องมีเวลา ต้องมีหมายกำหนดการ ต้องขออนุญาตกัน ต้องกราบทูลให้ทรงทราบก่อน แล้วก็ทรงอนุญาต แต่ว่าถ้าเราจะพบพระองค์ในฐานะที่เป็นบัณฑิต ไม่เห็นจะมีอะไรยากเลยนี่ พบได้ทุกเวลา นี่บางทีอาจย้อนถามมาว่า นี่แกรู้จักกับพระเจ้าแผ่นดินมานานแล้วรึ? บอกว่าถ้าในฐานะพระเจ้าแผ่นดินนี่นะ ไม่เคยรู้จักกันเลย แต่ว่าในฐานะที่เป็นบัณฑิตนี่รู้จักมานาน พบกันมานาน เวลาจะพบกับท่านจะทำยังไงมันจะไปยากอะไร พบเมื่อไรก็ได้ ดึกดื่นเที่ยงคืนค่อนคืน เมื่อไหร่ก็พบได้ พบตอนไหนเล่า พบกันตอนนี้ซี เอากันตอนที่พระองค์ทรงมีความเมตตาปรานีน่ะ แล้วก็มีความปรารถนาสงเคราะห์ให้พสกนิกรของพระองค์มีความสุข ทำทุกอย่างเพื่อพสกนิกรทั้งหลายได้มีความสุข แล้วพระองค์ทำไปก็ไม่คิดค่าจ้าง รางวัล เราพบไม่ยาก พบไม่ยาก เราพบเมื่อไรเราก็พบได้ คือทำใจให้เสมอท่าน ไอ้การทำใจเสมอกัน แล้วปฏิบัติเสมอกันนี่เขาเรียกว่าคบหาสมาคม ไม่ใช่ต้องไปพบตัวนา นี่เราคบความเป็นบัณฑิตของพระองค์ ไม่ใช่คบในฐานะที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์

ตานี้ เมื่อพระองค์เสกฝนได้ เราก็เสกมั่ง พระองค์เสกน้ำมันได้ เราก็เสกบ้าง ถ้าพระองค์ทำฝนให้ตกมาจากฟ้าได้ เราก็ไม่เอาละ เราไม่ใช่พระองค์มีทุนไม่มาก เราก็ทำฝนตกจากแม่น้ำหรือจากบ่อให้มันไปลงอยู่ในพืชในผัก มันจะเป็นไงไป ถ้าบ้านใกล้เรือนเคียงเขาขาดน้ำ บังเอิญเรามีเครื่องสูบน้ำ หรือเราไม่มีก็เกณฑ์บรรดาชาวบ้านใกล้เรือนเคียงด้วยกันว่า เออ ไอ้น้ำทุ่งของเราไม่มีจะขึ้นนา ไม่มีจะขึ้นไร่ มาช่วยกันสูบน้ำ มาช่วยกันโพงขึ้น นี่เรียกว่าเรากระทำฝนเหมือนกัน

ตานี้ วิชาทำน้ำมันของเราทำยังไง ถ้าน้ำมันไม่มีใช้กันจริง ๆ ก็ช่วยกันลากเครื่องไอ้ยานพาหนะที่จะเคลื่อนเอาไปได้เอาไปใช้กิจการงานแบบสมัยโบราณใช้ด้วยกำลังแรงอย่างนี้มันก็ไปได้คล้ายน้ำมัน พวกเราไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินนี่จะได้มีทุนมาก ๆ

เป็นอันว่าเราทำจิตใจให้ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ ตามแบบฉบับของพระองค์ก็ชื่อว่าพบพระองค์ได้ตลอดเวลา

ตานี้มาว่ากันแบบธรรมะ ว่าการคบบัณฑิต เราจะคบคนเช่นไร คบพระยังงั้นรึ? พระไม่แน่นักหรอก นี่บวชพระอยู่นะรู้ว่า เทวดาพระนี่น่ะที่ระยำ ๆ จนกระทั่งบอกไม่ถูกก็นับปริมาณไม่ได้ แต่ที่ดีควรสักการะ ควรไหว้ ควรบูชาก็มีเยอะ ทีนี้เวลาเราจะคิดว่าพระเป็นบัณฑิตหรือไม่ ก็ดูจริตกริยาเสียก่อน ตามที่พูดมาแล้ว อันนี้ไม่ได้กล่าวโทษกัน พูดให้กันฟัง แล้วควรจะพูดตามแบบฉบับขององค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าที่ทรงรับสถาปนาใหม่ ๆ พระองค์ตรัสมาดีเหลือเกิน ชอบใจว่าถ้าพระไม่ดี พระจัญไรแล้วควรจะไม่ใส่บาตรเสียบ้าง นี่ชอบใจจริง ๆ เป็นอันว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้ พระเจ้าแผ่นดินสถาปนาขึ้นมา แหม ชอบใจมาก เพราะอะไร พูดชัดถ้อยชัดคำตรงไปตรงมา แสดงว่าพระองค์นี่ อาจจะมีพระอริยธรรมประจำพระทัยของพระองค์อยู่มาก ฉะนั้นจึงกล้าตรัสออกมาว่า ถ้าพระไม่ดีก็เลิกใส่บาตรเสีย คือว่าพระนี่ก็เหมือนกับฝุ่นละออง หรือของสะอาด พระศาสนาเหมือนกับพื้นที่ ถ้าพื้นที่ถูกฝุ่นละอองทับถมอยู่มาก ก็เกิดความสกปรก มันแปดเปื้อนมีแต่ความมัวหมอง ถ้าเราช่วยกันขัดสีฉวีวรรณ พื้นที่ก็จะสะอาดฉันใดพระศาสนาก็เหมือนกัน อย่านึกว่าพระน่ะ เป็นพระไปเสียทุกองค์ แล้วก็พระดีต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์ชั้นสูงสุดมันไม่แน่นัก ขนาดที่เมาในยศฐาบรรดาศักดิ์นี่แสดงว่าใจไม่ใช่พระ แต่ว่าท่านที่มียศฐาบรรดาศักดิ์แล้วท่านไม่เมาในยศ ปรากฏว่าปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัย อย่างนี้เป็นพระแท้ เรียกว่าเขาโยนโคลนมาให้ แต่ไม่ยอมให้โคลนซึมเข้าไปในกายเข้าไปในใจ เพราะอะไร? เพราะว่ายศฐาบรรดาศักดิ์นี่มันเป็นโคลนจัดเป็นโลกธรรม ลาภสักการะนี่เกิดมาเพราะอาศัยยศฐาบรรดาศักดิ์มีอยู่ อันนี้องค์สมเด็จพระบรมครูตรัสว่า ถ้าเมาในลาภไม่ใช่พระเสียอีก ยังติดอยู่ในโลก ท่านเหล่านั้นได้ลาภสักการะมาแล้ว ท่านก็ไม่เมาเอาเงินทองของชาวบ้านที่ได้มาไปสงเคราะห์พระพุทธศาสนา หรือบุคคลผู้ยากจนเข็ญใจแล้วก็เป็นผู้นำในด้านพรหมวิหาร ๔ ช่วยกันสถาปนาความดีให้ความสุขแก่ประชาชนเพราะพระเป็นศูนย์กลางช่วยกัน พระเจ้าแผ่นดินทำฝนจากบนฟ้า เราก็ทำฝนจากใต้ดินที่ไหนเขาอดน้ำอดท่าเราก็บอกเกณฑ์บรรดาประชาชนที่มีศรัทธาบอกเอาสตางค์ไปช่วยขุดบ่อกัน หรือออกแรงไปช่วยขุดบ่อกัน ที่กันดารน้ำจะได้มีน้ำบริโภค ที่ไหนมีถนนหนทางไม่ดี พระช่วยได้ดี บอกศรัทธาแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทว่าการสร้างทางนี่มีอานิสงส์ อันดับแรกเดินสะดวกสบายติดต่อกันได้ ประการที่ ๒ ตายแล้วไปสวรรค์อย่างท่านมาฆมานพ ดังนี้นี่พระประเภทนี้เป็นบัณฑิต ถ้าพระทุกองค์ช่วยกันคิดแบบนี้ละก็ชื่อว่าเป็นบัณฑิตประเทศชาติของเราจะมีความดี จะมีความสุขมาก เอนี่พูดมากไปแล้วกระมัง

เดี๋ยวก่อนเลี้ยวลงมาหาการคบความเป็นบัณฑิตกันดีกว่า เป็นอันว่าพระก็ดี คนก็ดี ที่เป็นบัณฑิต ถ้าเราคิดว่าจะไปคบ ความจริงมันไปยากเหมือนกัน มันเลือกเวลา แล้วการเห็นจริยาภายนอกนี่เราไม่เห็นใจนี่ ดีไม่ดีพ่อเจ้าประคุณต่อหน้าคนทำท่าเป็นบัณฑิต แต่ดวงจิตจริง ๆ กลายเป็นพาล อย่างนี้เราแย่ เคยเสียท่าเขามามากเหมือนกัน คนพูดนี่เสียท่าเจ้าพวกนี้มาเหมือนกัน บางทีหัวหงอกตาขาวเป็นน้ำข้าวแล้ว ทำลีลาเป็นอาจารย์สอนสมถวิปัสสนา แต่นาน ๆ เข้าไปดูจริยา แหมมันเลวกว่าชาวบ้านธรรมดาเยอะ นี่เจอะมาแล้ว แต่ไม่กล้าพูด เจอะมาหลายรายแล้วด้วย เวลานี้ก็กำลังพบอยู่ เอายังงี้ดีกว่า การคบบัณฑิตในฐานะที่มีตัวมีตนไม่ดีหรอก ป่วยการ คบยาก คบลำบาก เวลาจะไปมาหาสู่ทีก็ต้องเลือกวันเลือกเวลา ต้องเลือกกาลเลือกสมัย คบบัณฑิตจริง ๆ ดีกว่า เอาบัณฑิตที่เราบังคับได้จะพบเมื่อไรกันก็ได้ บัณฑิตประเภทนี้มีอยู่เกลื่อนทุกสถานที่ วิธีคบแบบนี้ก็คือเอาใจของเราเข้าไปคบกับความดีที่เป็นบัณฑิต อย่างนี้น่ะคบกันได้จริง ๆ คบกันได้แน่ คบแบบไหนก็บอกแล้วนี่ ความเป็นบัณฑิตเอากันแบบง่าย ๆ ก็คือทรงพรหมวิหาร ๔ ตานี้เราก็เอาจิตของเรานี้ไปคบกับพรหมวิหาร ๔ อยู่ตลอดเวลา นึกไว้เสมอว่าพอลืมตาขึ้นมานะ นึกไว้ว่านี่เรา วันนี้ตั้งแต่ลืมตากว่าจะหลับตาลงไปใหม่ เราจะมีจิตใจรักคนและสัตว์เสมอด้วยตัวของเราเอง จะไม่ประกาศตนเป็นศัตรูกับใคร เราจะมีความสงสารปรานีบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย จะสงเคราะห์ตามกำลังคือจะให้ความสุขที่ไม่เกินความสามารถที่เราจะให้ได้ เราจะไม่อิจฉาริษยาใคร ถ้าใครได้ดีเราจะสนับสนุนเต็มที่ ถ้าบังเอิญใครเขาสร้างความผิดเกินวิสัยที่เราจะช่วยได้ หรือมีโทษทุกข์ประการใด เราจะไม่ซ้ำเติม แล้วก็เราจะยับยั้งไม่ทำใจให้ทุรนทุราย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา นอกจากนั้น เราจะเว้นจากความชั่ว ๔ ประการคือ ความลำเอียงไม่เที่ยงธรรมเพราะอำนาจของความรัก ลำเอียงไม่เที่ยงธรรมเพราะความโกรธ เพราะความหลง เพราะความกลัว ตั้งใจไว้อย่างนี้แล้วปฏิบัติอย่างนี้เป็นปกติ นี่ขึ้นชื่อว่าเราคบบัณฑิต ที่เราสามารถจะพบได้ทุกขณะจิต อย่างนี้เราจะเป็นบัณฑิตได้ตลอดเวลา และบัณฑิตที่จะอยู่กับเรา เพราะใจของเราเป็นบัณฑิต หากว่าท่านผู้ใดทรงความเป็นบัณฑิตเข้าไว้ คบความเป็นบัณฑิตอยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูบอกว่าบุคคลนั้นมีความสุขสูงสุด ที่เรียกว่าอุดมมงคล เพราะอะไร เพราะการคบคนพาลหรือทำจิตเป็นพาล ความจริงคุกตะรางนี่เขาสร้างไว้แอบ ๆ ข้างถนน แต่ว่าคนที่มีอารมณ์เป็นพาลน่ะ เดินเข้าไปได้นี่ เวลาที่จะเข้าคุกเข้าตะรางนี่เข้ายาก ต้องมีเวลา เจ้าหน้าที่เขาต้องอนุญาต แล้วคนที่มีอารมณ์เป็นพาลเข้าสบาย มีอิสรภาพ มีอำนาจมาก พอเดินเข้าไปเจ้าหน้าที่เปิดรับทันที แต่ทว่าคนที่เป็นบัณฑิต ประเภทนี้เรือนจำเขาไม่รับ เขาบอกไม่เอาหรอก เจ้าพวกนี้เกะกะเรือนจำ เพราะคุกตะรางเขาไม่ได้สร้างไว้ให้บัณฑิตอยู่ ใช่ไหมล่ะ ทีนี้การคบคนพาลก็แสดงว่าเราคบความทุกข์ ทั้งกายและใจเข้าไว้ อารมณ์ใจไม่มีความสุข กายก็ไม่มีความสุข ทีนี้ถ้าเราคบบัณฑิต เราอย่าไปคบคนที่เป็นบัณฑิตเลยมันคบยาก คบเขาสักเท่าไรถ้าเราไม่ทำตามเขา เราก็ไม่เป็นบัณฑิต ที่องค์พระบรมธรรมสามิตพระพุทธเจ้าบอกให้คบบัณฑิตก็คือ ทำใจของเราคบกับความเป็นบัณฑิตนั่นเองคือ เราทรงพรหมวิหาร ๔ เราเป็นคนใจดีรักไม่เลือก แต่อย่าไปรักแบบเจ้าชู้เข้านะโดนปืนตายมาหลายรายแล้ว ถ้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต เอากันรักแบบเมตตาปรานี หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา เรามีความกรุณาสงเคราะห์คนและสัตว์ ใครเขามีความทุกข์ช่วยเหลือตามกำลัง ตามที่จะพึงช่วยได้ ใครเขาได้ดียินดีด้วยความเต็มใจ สนับสนุนในความดีของเขา ใครเขาเพลี่ยงพล้ำไม่ซ้ำเติม ทรงความเฉยเข้าไว้ แล้วพร้อมใจอยู่เสมอที่จะสงเคราะห์เมื่อมีโอกาส หากว่าทำอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บอกว่ามีความสุข ตานี้ อาตมาเองจะมายืนยันว่ามีความสุขนี่ก็ไม่ยันแล้ว ให้ท่านผู้อ่านไปไตร่ตรองเอาเองก็แล้วกัน เพราะเป็นคนมีปัญญา นี่เป็นอันว่าบันไดที่ ๒ บรรดาท่านผู้อ่านก้าวขึ้นมาแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงแนะนำให้เป็นบุคคลเข้าถึงความเป็นมงคล ๑. ไม่คบอารมณ์เป็นพาล ในนั้นเขาบอกว่าไม่คบคนพาลนะ ไอ้เรื่องคบ ๆ นี่ อย่าไปคบไปเคิบมันเลย อย่าไปยุ่งกับมันเลย เราเอาอารมณ์ของเราดีกว่า อารมณ์ของเราก็คืออารมณ์คน ถ้าอารมณ์ของเราไม่ตกอยู่ในอำนาจความเป็นพาล คือความโง่ เราก็มีสุข เราทำอารมณ์ของเราให้เป็นบัณฑิต คิดชอบอยู่ตลอดเวลา ปฏิบัติชอบอยู่ตลอดเวลา เราก็เป็นสุข นี่แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงมงคล ๒ ประการ ให้ปรากฏ เป็นบันไดขั้นที่ ๒ ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ