เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ เป็นวันเริ่มพูดเรื่องมงคล เพราะว่ามงคล ๓๘ ประการนี้ มีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนมากท่านที่มีความสนใจใคร่จะอ่าน ก็เพราะว่าที่อาตมานำมงคลทั้ง ๓๘ ประการออกอากาศทางสถานีวิทยุ ๐๔ ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายมีความต้องการให้มงคลทั้ง ๓๘ ประการนี้ เป็นหนังสือออกมาสำหรับอ่าน คนที่มีเจตนาเป็นรายแรก คือจ่าสิบตำรวจพัว ชระเอม แห่งจังหวัดสิงห์บุรี แจ้งมาว่าขอให้จัดทำหนังสือมงคลเล่มนี้ขึ้น แล้วก็ขอมอบเงินจำนวน ๔,๐๐๐ บาท เป็นเงินเริ่มต้น

สำหรับท่านผู้นี้หนังสือประวัติของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ที่ออกมาสู่สายตาของบรรดาพุทธบริษัท ก็มีท่านจ่าสิบตำรวจพัว ชระเอม คนหนึ่ง แล้วก็คุณสุวัฒน์อีกคนหนึ่ง เป็นผู้เริ่มต้นให้ทุนรายละ ๔,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๘,๐๐๐ บาท แล้วต่อจากนั้นมาก็คุณอรอนงค์ คุณะเกษม ได้เป็นนายทุนใหญ่ นำหนังสือนั้นไปพิมพ์แจกในงานศพของบิดา ต่อมาก็มีบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนหลายท่านมี ดร.ปริญญา นุตาลัย คนหนึ่ง แล้วก็ท่าน พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม สุขสวัสดิ์ อีกท่านหนึ่ง แล้วมีหลายท่านด้วยกัน ได้รวบรวมกันพิมพ์ขึ้นมาเป็นลำดับ

เป็นอันว่าหนังสือประวัติของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค ได้พิมพ์มาแล้วหลายรุ่นจนกระทั่งหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน หนังสือมหาสติปัฏฐานสูตร แล้วก็หนังสือไตรภูมิ แต่ว่าหนังสือทุกฉบับที่จะปรากฏเป็นอักษรขึ้นมาได้ ก็อาศัยท่านพลอากาศตรี หม่อมราชวงศ์เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสาร ท.อ. และบรรดาบุตรหลานช่วยกันคัดลอกเป็นตัวอักษรขึ้นมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าสำหรับอาตมาเอง ไม่มีปัญญาที่จะเขียนเป็นตัวอักษรขึ้นมาได้ ด้วยกำลังกายไม่มี อาศัยความแก่เฒ่าชราเป็นสำคัญ แล้วประกอบไปด้วยร่างกายมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นประจำ ในเมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัทหลายท่านที่ฟังสถานีวิทยุ ๐๔ ในการที่อาตมานำเอามงคล ๓๘ ประการ ขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาออกอากาศ มีบรรดาท่านพุทธบริษัทส่วนมากต้องการจะอ่านเป็นหนังสือ ฉะนั้น จึงได้พยายามเรียบเรียงใหม่โดยการบันทึกเสียงใหม่ ไม่ใช่เอาเป็นตอน เป็นวรรคเฉพาะวันพุธ เพราะว่าการอ่านแบบนั้นรู้สึกว่าจะไม่ปะติดปะต่อกัน แต่หนังสือเล่มนี้จะปรากฏขึ้นมาได้ ก็ต้องอาศัยเรี่ยวแรงของท่านพลอากาศตรี หม่อมราชวงศ์เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศ เป็นหัวหน้าในการคัดลอกตามเดิม สำหรับอาตมาเองก็ใช้แต่เพียงเสียง แต่ว่าเสียงที่จะพึงใช้ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยจะสะดวกนัก ร่างกายไม่สมบูรณ์ตามแบบฉบับธรรมดาของคนที่เกิดมาในโลก มันก็เป็นอย่างนั้น

เป็นอันว่าอาตมาขอขอบคุณบรรดาพุทธบริษัททุกท่าน ที่พยายามให้ทุนในการที่จะพิมพ์หนังสือมงคล ๓๘ ประการ สู่สายตาของบรรดาท่านพุทธบริษัท มีท่านจ่าสิบตำรวจพัว ชระเอม คนหนึ่ง แล้วก็อีกท่านหนึ่งที่ปรารถนาจะให้ทุน ก็คือคุณวารุณี สุนทรเวช บุตรสาวท่านพระยาแพทยพงศาสุภาธิบดี แล้วที่จะมีใครอีกบ้าง อันนี้อาตมาก็ยังไม่ได้ทราบเป็นอันว่าขอทุกท่านที่ร่วมทุนก็ดี ร่วมกำลังแรงก็ดี ช่วยคัดลอกเสียงออกมาเป็นหนังสือนี้ ขอผลความดีนี้จงมีแก่พุทธบริษัททุกท่าน ความดีใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุแล้ว ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีความสนใจ ประกาศพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ด้วยการออกทุนก็ดี ออกแรงในการคัดลอกก็ดี ขอให้ทุกท่านทั้งหมดนี้ จงบรรลุธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุแล้วในชาตินี้เถิด

ต่อจากนี้ไปก็จะขอพูดเรื่องมงคล คำว่ามงคลนี้ ปรากฏมีแก่จิตใจของบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนและไม่ใช่พุทธศาสนิกชนมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยก่อนที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ตรัสมงคล ๓๘ ประการกับเทวดา ความจริงเรื่องมงคลนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสกับคน ทรงเทศน์ให้เทวดาฟัง เพราะว่าท่านผู้ไปถามมงคลเป็นเทวดา ไม่ใช่คน แต่ทว่าเรื่องราวของมงคลเกิดขึ้นกับคนก่อน ตามพระบาลีที่องค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ปรากฏว่าในสมัยนั้นองค์สมเด็จผู้ทรงสวัสดิโสภาค ได้ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว แต่ทว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ยังไม่ได้ตรัสมงคล ๓๘ ประการ แล้วก็เป็นโอกาสเดียวกันในเวลานั้น คนที่ไม่ได้มีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระพิชิตมารก็มีมาก เขาพากันคิดเรื่องมงคล เขาถามกันว่า อะไรเรียกว่ามงคล แต่ละคนแต่ละฝ่ายก็พากันคิดว่า อย่างนี้เป็นมงคล อย่างนั้นเป็นมงคล ตัวอย่างตามฎีกา มงคลท่านกล่าวไว้ว่า บางท่านบอกว่าสายตาเป็นมงคล คือตาย่อมเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่ก็มีผู้ค้านว่า ตานะเป็นมงคลก็จริงแหล่ แต่ทว่าไม่ใช่มงคลตลอดกาล ว่าถ้าความมืดปรากฏ ตาก็มองไม่เห็นอะไร หรือว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏมาบังสายตา ตาก็ไม่สามารถจะเห็นได้ เป็นอันว่าบุคคลที่กล่าวว่าตาเป็นมงคลก็แพ้ไป บางท่านบอกว่าหูเป็นมงคล เพราะเราจะได้ยินเสียงอะไรได้ก็อาศัยหูเป็นปัจจัย แต่ก็มีคนค้านอีกเหมือนกัน ว่าถ้าฟังเสียงจากที่ไกลหูไม่สามารถจะฟังได้ เป็นอันว่าท่านที่กล่าวว่าหูเป็นมงคลก็แพ้ไป อย่างนี้เป็นต้น

นี่มาเล่าสู่กันฟังว่าในสมัยนั้นยังไม่มีใครทราบว่าอะไรเป็นมงคลกันแน่ แม้ว่าสมัยนี้ก็เหมือนกัน สมัยที่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสมงคลแล้ว และพระบาลีที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วตรัสไว้ว่าเป็นมงคล ก็มีบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายนำไปสวดให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนฟังอยู่เสมอ เวลาที่ชาวบ้านพากันนิมนต์พระไปทำบุญบ้าน หากกล่าวกันว่าเป็นงานมงคล คือ งานบวชนาคก็ดี (บวชคนให้เป็นพระนะ) หรือว่างานแต่งงาน งานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ งานขึ้นบ้านเก่าอะไรก็ตาม พระท่านมักจะขึ้นศัพท์ว่า อเสวนา จ พาลานัง ปัณฑิตานัญจเสวนา เป็นต้น นี่ก็หมายความว่าพระท่านไปสวดสิ่งที่เป็นมงคลที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่เทวดา ให้ประชาชนทราบ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่มงคลที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ และบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนพากันได้ยินอยู่เสมอ แต่ว่าก็หาคนที่นำมงคลของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติได้ยากเต็มที ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าบรรดาประชาชนทั้งหลายยังถือวัตถุเป็นมงคลอยู่ เวลาจะทำงานมงคลสักทีตัวอย่างเช่นงานแต่งงาน มักจะพากันหาด้ายมาทำเป็นสายสิญจน์แล้วทำเป็นมงคล เวลาที่จะทำมงคลก็ต้องหาอาจารย์ที่มีความสำคัญ มีความศักดิ์สิทธิ์ เสกมงคล จับมงคล และนอกจากนั้นก็ยังมีวัตถุธาตุอย่างอื่นที่อาศัยว่าเป็นมงคลใช้กันอยู่

ตัวอย่างคือสมัยหนึ่งที่อาตมาได้พบในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ความจริงน่ะพบกันมาเรื่อย แต่ว่าวันนั้นเป็นวันพิเศษ บังเอิญเขานิมนต์อาตมาไปในฐานะเป็นหัวหน้าพระ ไปในงานแต่งงานของท่านผู้มีศักดิ์ศรีใหญ่ท่านหนึ่งในต่างจังหวัด วันนั้น ปรากฏว่าสิ่งที่เป็นมงคลที่ชาวบ้านจัดมันมีครบ เช่น ใบเงิน ใบทอง ใบนาค นี่เขาสมมติกันว่า ถ้าจะนำมงคลสำหรับน้ำมนต์แล้วก็ต้องมีใบเงิน ใบทอง ใบนาค เพราะหากว่ามีใบเงิน คู่บ่าวสาวจะได้มีเงินมาก ๆ ถ้ามีใบทอง ก็มีทองมาก ถ้ามีใบนาค ก็มีนาคมาก จัดว่าเป็นของมีค่าสูงแล้วต่อมา มองลงไปดูในขันน้ำมนต์ ก็มีใบส้มป่อย ถามเขาว่า นี่ใช้ใบส้มป่อยทำไม เจ้าพิธีก็บอกว่าเจ้าใบส้มป่อยนี้มีอานุภาพมาก มันสามารถจะกันปีศาจได้ คือว่าปีศาจร้ายก็ดี โชคร้ายก็ดี ไม่สามารถจะมีอำนาจมาทำร้ายแก่คู่บ่าวสาว แล้วมองลงไปอีก ก็เห็นใบหนาด ถามว่ามีใบหนาดไว้ทำไม เขาบอกว่ากันผีร้าย ก็เลยสงสัย ว่าปีศาจร้ายกับผีร้ายนี่มันต่างกันตรงไหน ถามว่าใบหนาดนี่น่ะ มันกันได้ยังไง เขาก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องนางนาคพระโขนง เรื่องนี้จะมีความจริงหรือไม่จริงเพียงใดก็ไม่ทราบ

สมัยที่นางนาคพระโขนงอาละวาดคนกลัวนางนาค เมื่อเห็นปีศาจนางนาคพระโขนงมาหลอก เขากระโดดเข้าไปในพุ่มส้มป่อย เป็นอันว่านางนาคไม่สามารถจะเข้าไปทำอันตรายแก่บุคคลทั้งหลายเหล่านั้นได้ อันนี้ก็น่าคิด มองดูไปอีกนิด เห็นใบมะตูมเข้า ก็ถามเขาว่าใบมะตูมนี้เอามาทำไม เขาบอกว่าคู่บ่าวสาวจะได้มีเสียงตูมตาม ชื่อเสียงโด่งดัง มองไปแล้วก็แปลกใจ แล้วก็มานั่งคิดในใจว่าถ้าใบเงิน ใบทอง หรือใบนาค ทำให้คนร่ำรวยขึ้นมาได้ มีใบเงินมาก ๆ คู่บ่าวสาวมีเงินมาก มีใบทองทำให้คู่บ่าวสาวมีทอง มีใบนาคทำให้คู่บ่าวสาวมีนาค ซึ่งจัดว่าเป็นของมีค่า แล้วก็เป็นว่าถ้าสิ่งเหล่านี้สามารถจะบันดาลให้คนเป็นได้อย่างนั้น ก็เป็นอันว่าคู่บ่าวสาวทุกท่านที่แต่งงานกันไม่ต้องทำมาหากิน เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้บันดาลให้มีความสุข มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เห็นคู่บ่าวสาวทุกท่านที่แต่งงานกัน ก็มีสิ่งที่เป็นมงคลที่เป็นวัตถุแบบนี้ แต่ในที่สุดก็ต้องหากินตัวเป็นเกลียว ดีไม่ดีก็หาไม่ค่อยจะพอกินเสียด้วยนี่ เป็นอันว่าบรรดาวัตถุที่บรรดาบุคคลทั้งหลายเห็นว่าเป็นมงคล ไม่ได้ช่วยให้คนร่ำรวยขึ้นมา ซึ่งตรงกันข้ามกับที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์พระองค์ตรัสว่า การที่จะนำมงคลเข้ามาสู่ตัวนี้ต้องปฏิบัติความดีให้เข้าถึงความเป็นมงคล เป็นอันว่ามงคลของชาวบ้านเป็นมงคลนักคิด คือคิดว่าสิ่งนั้นเป็นมงคล สิ่งนี้เป็นมงคล แต่ว่ามงคลขององค์สมเด็จพระทศพลนี่เป็นมงคลสำหรับปฏิบัติให้เกิดขึ้น

นี่แหละบรรดาท่านผู้ท่าน ความเห็นเกิดไม่ตรงกันระหว่างชาวบ้านกับชาววัด คำว่าชาววัดก็คือพระพุทธเจ้า คราวนี้ในงานนั้นเป็นงานเดียวกัน เวลาที่พระสวดชัยมงคลคาถา หมายความว่าจะสวดชยันโตกันแล้ว จะประพรมน้ำมนต์ให้แก่คู่บ่าวสาวให้มีมงคล ท่านเจ้าภาพใหญ่เป็นผู้หญิง เขาเรียกว่าคุณนาย ก็ไม่ทราบว่าท่านจะเป็นนายใคร จะเป็นนายตัวเองหรือว่านายคนอื่นก็ไม่ทราบ แต่ที่ทราบจริง ๆ น่ะ ท่านไม่ได้เป็นนายใครที่ไหน คือท่านเป็นนายใจของท่าน จะว่าท่านเป็นนายใจนี่มันก็ไม่แน่ มองดูให้ชัดท่านจะเป็นนายหรือว่าจะเป็นคนของนาย เข้าใจว่าเป็นคนของนายมากกว่า คือว่าเจ้านายที่บังคับบัญชาท่านก็คืออุปาทานความยึดมั่น เพราะว่าเวลานั้น เมื่อสวดพระปริตรจบ ความจริงก็สวดมงคลผ่านไปแล้ว ตานี้มาถึงบทชยันโตจะเกิดขึ้น คุณนายท่านก็มองเห็นว่าใบมะยมไม่มี ท่านก็เลยใช้คนใช้ให้ไปเด็ดใบมะยม บอกว่านี่ นายไสวเธอจงไปเด็ดเอาก้านมะยมมา ๙ ก้านนะ ประเดี๋ยวพระท่านจะพรมน้ำมนต์แก่คู่บ่าวสาว ใบมะยมนี้มีความสำคัญมาก นี่ฉันสั่งแล้วนะ ฉันบอกแล้วว่าให้หาใบมะยมมาตั้งแต่วันวาน ทำไมจึงไม่มีใครจัดการนำมาให้ ถ้าไม่มีใบมะยมละก็ลูกสาวลูกเขยของฉันจะไม่เป็นที่นิยมของบรรดาประชาชนทั่วไป

ท่านผู้อ่านที่รัก ฟังคำนี้แล้วก็นึกสะดุดใจ จะว่าสลดใจมันก็ไม่ควร จะว่ามันเป็นเรื่องขบขันรึ ก็ไม่ควรเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าท่านบอกว่า ใบมะยมนี่ ถ้าเอามาใช้เป็นเครื่องพรมน้ำมนต์แล้วละก็ ลูกสาวลูกเขยของท่านจะเป็นที่นิยมชมชอบของบรรดาประชาชนทั่วไป ฟังแล้วก็หนักใจเคยเห็นมาหลายรายแล้ว ทุกงานเขามีใบมะยมเหมือนกัน แต่ก็มีหลายรายที่ชาวบ้านไม่ชอบใจ เพราะว่าคู่บ่าวสาวคู่นั้นกลายเป็นคนปากร้าย มีจริยาเสีย แทนที่จะเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้าน กลับเป็นที่เกลียดชังของชาวบ้าน แต่ทว่าคุณนายท่านบอกว่า ถ้าไม่มีใบมะยม จะไม่เป็นที่นิยมของประชาชน

นี่เป็นอันว่าบรรดาคนทั้งหลายชอบวัตถุ หาวัตถุมาเป็นมงคล เมื่อนายไสวได้รับคำสั่งของคุณนาย ก็วิ่งไปหาต้นมะยม ไปเด็ดเอาก้านมะยมมา ๕ ก้าน แทนที่จะเป็น ๙ ก้านมาส่งให้ท่านคุณนาย ท่านคุณนายรับก้านมะยมมาแล้วก็มานั่งนับ ปรากฏว่าไม่ใช่ ๙ ก้านมันเป็น ๕ ก้าน อีตอนนี้แหละท่านผู้อ่าน สิ่งที่เป็นมงคลมันเกือบกลายเป็นอัปมงคลเพราะอะไร เพราะว่าท่านคุณนายหน้าเขียว แล้วก็ตาแสดงความโกรธจัด หันไปดุนายไสวบอก นี่ฉันสั่งให้เธอเอามา ๙ ก้านนะ ลูกของฉันจะได้ก้าวหน้า แล้วก็มีความนิยมชมชอบของบรรดาประชาชนทั้งหลาย แล้วฉันสั่งเอามา ๙ ก้าน เธอทำไมจึงเอามา ๕ ก้าน อาตมาในฐานะที่เป็นหัวหน้าพระในวันนั้น ก็เลยเห็นท่าไม่เป็นการ ว่างานมงคลนี้ มันจะกลายเป็นอัปมงคลไปเสียแล้ว ในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็เลยหาทางตัดเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี ความจริงก็ไม่ได้คิดว่ามันจะดีขึ้นมาได้เหมือนกัน เดา ๆ เอายังงั้นเอง ก็เลยถามว่าคุณนาย ก้านมะยมที่นายไสวไปหยิบมาน่ะมันกี่ก้าน คุณนายแกก็บอกว่า ๕ ก้านเจ้าค่ะ ดิฉันสั่งให้ไปเอา ๙ ก้าน จะได้ก้าวหน้า อาตมาก็เลยบอกว่า แหมนายไสวนี่แกเป็นคนมีมงคลจริง ๆ นี่ความจริงคุณนายเป็นคนมีโชคดีมากนะ แล้วก็คู่บ่าวสาวทั้งสองนี่เป็นคนที่มีโชคดีจัด คุณนายแกมองหน้า ถามว่าทำไม ก็เลยบอกกับแกว่าความจริงใบมะยม ๙ ก้านน่ะ ท่านเทียบกับนวหรคุณความดีของพระพุทธเจ้า ๙ อย่าง อันนี้จัดว่าเป็นความดีอย่างประเสริฐ แต่ทว่าก้านมะยม ๕ ก้านนี่ ก็หมายถึงว่าความดีของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ มาร่วมกัน ถ้าเราเอา ๕ คูณ ๙ มันจะได้เท่าไหร่ ความดีจะสูงเป็นมหันต์ ความเป็นมงคลใหญ่จะปรากฏ พอพูดเท่านี้มันจะเป็นพูดปดหรือไม่ปดก็ไม่ทราบ ยังนึกไม่ออกเลยว่าตัวพูดไปเองนี่ จะบาปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ทว่าคุณนายยิ้มมาได้ ยิ้มแบบสดชื่น บอก ยังงั้นหรือเจ้าคะ ดิฉันไม่ทราบ เห็นเขานิยมกันว่า ๙ ก้าน ๆ ก็นึกว่า ๙ ก้านเป็นของประเสริฐ นี่บังเอิญ ๕ ก้านนี่ ไปตรงกับพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์แล้วพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็มีคุณธรรมประเสริฐ ๙ อย่าง เมื่อเอา ๕ คูณ ๙ ก็ได้มากกว่า ๙ ธรรมดา เป็นอันว่านายไสวไม่ถูกดุต่อไป คุณนายก็ยิ้มชอบใจ เป็นอันว่าวันนั้นงานมงคล ก็เป็นมงคลต่อไปได้ นี่แหละ บรรดาท่านผู้อ่านทั้งหลาย วัตถุที่เป็นมงคล และคนที่ชอบคิดว่าวัตถุเป็นมงคลยังมีอยู่มาก แม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสั่งสอนไว้แล้ว เขาก็ยังคิดว่าวัตถุเป็นมงคล แต่ความจริงองค์สมเด็จพระบรมครูไม่ได้เคยคิดอย่างนั้น คิดว่าการกระทำความดีเท่านั้น เป็นมงคล แล้วก็บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนที่เป็นผู้อ่าน ท่านมีความเห็นตรงกับพระพุทธเจ้าไหม ท่านมีความเห็นตรงหรือไม่ตรง อาตมาไม่ตำหนิ แล้วก็ไม่สรรเสริญ เพราะอะไร เพราะไม่รู้นี่ว่าอย่างไหนมันดีกันแน่ นี่ว่ากันถึงมงคลนักคิด

ต่อมา มาว่ากันถึงมงคลของพระพุทธเจ้า คือเป็นมงคลนักทำ คือทำให้เป็นมงคลขึ้นมา ไอ้การคิดว่าวัตถุเป็นมงคลนี่ มันไม่มีผลกันแน่ เพราะว่าการมีใบเงินใบทอง คนก็ไม่ได้รวย มีใบมะตูม ชื่อเสียงก็ไม่ได้โด่งดัง มีใบส้มป่อย ใบหนาด ก็ไม่ปรากฏว่าคนประเภทนั้นพ้นจากอำนาจของผี มีใบมะยมขึ้นมาเช่นนี้ ก็ไม่จริงว่าจะถูกนิยมชมชอบเสมอไป เป็นอันว่ามงคลของบรรดาท่านนักคิดทั้งหลายยังแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน เวลาที่พระท่านสวดมงคล ๓๘ ประการ ทุกคนก็ฟัง แต่ก็เป็นที่น่าสงสัยเหมือนกันว่าพระที่สวดมงคล ๓๘ ประการ ท่านรู้เรื่องราวที่สวดบ้างหรือเปล่า หรือว่าท่านรู้แล้ว แต่ตัวท่านเองปฏิบัติตามนั้นให้เป็นมงคลแก่ตัวเองบ้างหรือเปล่า แบบนี้สงสัย แล้วอีกประการหนึ่งที่บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายฟังมงคล ๓๘ ประการ รู้หรือเปล่าว่าพระท่านว่ายังไง ถ้าหากว่าท่านรู้ นำมงคลของสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไปปฏิบัติบ้างหรือเปล่า ตรงนี้ก็สงสัยเหมือนกัน ที่สงสัยก็เพราะว่าเคยเห็นพระหลายท่าน ท่านสวดมงคลคล่อง แต่ทว่าท่านไม่ได้นำเอาเรื่องราวของมงคลที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไปปฏิบัติ นี่ไม่ได้นินทาพระนะบรรดาท่านพุทธบริษัท พูดให้ฟัง แล้วก็บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนก็เหมือนกัน ฟังมงคลจักรวาลกันมาไม่รู้จักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยมีใครนำมงคลของพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไปปฏิบัติให้ครบถ้วน ทั้งนี้ จะมีเหตุผลด้วยประการใด อาตมาไม่วินิจฉัย

คราวนี้จะมากล่าวกันไปถึงต้นเหตุของมงคล เมื่อบรรดาประชาชนพากันคิดมงคลทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าก็ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่ว่าหาคนไปถามคำว่าเป็นมงคลแก่พระพุทธเจ้าไม่ได้ เขาคิดกันมาแบบนั้นประมาณ ๑๒ ปี (ตามพระบาลีท่านว่าอย่างนั้น) ตอนที่เขาเริ่มต้นคิดกันนั้น พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้วหรือยังไม่ทราบ แต่ว่าในเวลาที่ครบ ๑๒ ปีนี้ ปรากฏว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว ตานี้ ในเมื่อบรรดาประชาชนทั้งหลาย ชาวโลกทั้งหลายพากันคิดมงคล เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ เห็นชาวบ้านเขาคิดมงคลกันขึ้นมา เทวดาก็เลยคิดบ้าง นี่เป็นอันว่าคนนี่มีความสำคัญมาก เมื่อคิดอะไรขึ้นมาแล้ว เทวดาก็ต้องตามคน ความจริงก็น่าคิดเหมือนกัน ถ้าชาวบ้านเขายังไม่คิด เทวดาก็ไม่คิด เมื่อคนในโลกคิดมงคลขึ้นมา เทวดาก็เลยคิดบ้าง บรรดาประชาชนเขาประชุมกันเรื่องมงคล ถามว่าอะไรเป็นมงคล เทวดาก็ประชุมบ้าง เป็นอันว่าเทวดานี่เอาตามอย่างคน อีตอนนี้เห็นจะเบ่งได้แล้วคน ว่าเทวดานี่ต้องตามฉันนะ ฉันคิดอะไรขึ้นมานี่มีความสำคัญกว่า เทวดาต้องคิดตาม แต่ว่าเวลานี้ คนเขาพากันเดินขบวนกัน เทวดาเดินขบวนบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ บางทีเทวดาจะหลับเกินไปก็ไม่รู้ เป็นอันว่าช่างเขา เทวดาว่ายังไงก็ช่าง เออ ท่าจะชอบกลเหมือนกัน ประเดี๋ยวก่อนนึกขึ้นมาได้แล้ว ปีนี้เองเห็นจะเป็นต้น ๆ ปีกระมัง จำเดือนไม่ได้เสียแล้ว เข้าไปในกรุงเทพ ฯ ไปที่บ้านท่านพลอากาศตรี หม่อมราชวงศ์เสริม สุขสวัสดิ์ สมัยนั้นใกล้ ๆ กับเดือนตุลาคม ที่เด็กเขาเดินขบวนกัน น่ากลัวจะเป็น พ.ศ. ก่อน ไม่ใช่ พ.ศ. นี้ (นี่หลวงตาแก่เริ่มเลอะเทอะแล้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะความแก่เข้ามาครอบงำ ขออภัยท่านด้วย)

เวลานั้นเด็กเขาเดินขบวนกันล้มรัฐบาลสามมหาราช ที่เรียกว่าสามมหาราชนี่ความจริงเขาเรียกว่าสามทรราชย์ แต่อาตมาไม่ว่าอย่างนั้น อาตมาอยากจะตั้งนามว่าท่านทั้งสามน่ะเป็นสามมหาราช เพราะมีอำนาจมาก มีอำนาจมากจริง ๆ ความจริงศักดิ์ศรีของท่านใหญ่ ท่านจะดีท่านจะชั่วเป็นประการใดนี่อาตมาไม่ได้อยู่ใกล้ท่าน ทราบแต่เพียงว่าในสมัยของท่าน รุ่งเรืองด้วยประการทั้งปวง อำนาจราชศักดิ์มีมาก เกินกว่ายุคใด ๆ ตอนนั้น บรรดาประชาชนทั้งหลายกับบรรดาเด็ก ความจริงเด็กก็ไม่ใช่ตัวเล็กนัก เป็นนักศึกษา แล้วก็เป็นนักเรียน แล้วยิ่งไปกว่านั้น ก็มีเด็กเล็กอีกคน ที่รู้จักหน้ากันดี จะเอานามมากล่าวในที่นี้ก็เกรงใจท่าน เพราะว่าท่านเป็นอาจารย์ชอบเอาไว้หนวด เอาไว้ผมยาว แต่งตัวคล้าย ๆ ชาวบ้านธรรมดา ท่านก็เลยพลอยเดินขบวนกับเด็กด้วย ตอนที่เด็กเดินขบวนนั่นเอง หลังจากนั้นไม่กี่วันอาตมาลงไปกรุงเทพ ฯ ก็มีท่านชายท่านหนึ่งมาตั้งปัญหาถามว่า เวลานี้สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ที่เป็นพระที่มีความสำคัญมาก บรรดาประชาชนเคารพมาก ถูกกักบริเวณอยู่บนสวรรค์ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเขาลงโทษท่านว่าพาผีเด็กเดินขบวน นี่ท่าจะชอบกลเสียแล้ว นี่ถ้าเมืองมนุษย์เขาเดินขบวนกัน บนสวรรค์ก็คงจะเดินขบวนกันบ้าง ตานี้มาสงสัยว่าเด็กเขาเดินขบวนขับรัฐบาล แต่ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านขับใครไม่ทราบ นี่ซีชักจะยุ่ง พวกเราถ้าต้องการให้พวกเทวดาสงบละก็ ชวนกันตั้งอยู่ในความสงบดีกว่า ถ้าทำอะไรขึ้นมาเทวดาท่านทำตามนี่มันชักจะยุ่ง ถ้าบังเอิญพวกเรารบกัน เทวดาก็รบบ้าง พวกเรานอนหลับเทวดาก็หลับบ้าง เราซื้อของแพง ของบนสวรรค์เกิดแพงขึ้นมาบ้าง ขึ้นราคา นี่จะพาให้เทวดาท่านลำบาก ถ้าความจริงบรรดาท่านพุทธบริษัทต้องการความสุขความเจริญ อยู่ด้วยความสุขกันจริง ๆ ละก็อยู่ด้วยความสงบดีกว่า เพราะสงสารเทวดาท่าน เทวดาท่านต้องทำตาม ไอ้ที่พูดมานี่ไม่ได้เชื่อว่าสมเด็จพุฒาจารย์โตท่านทำแบบนั้น แต่เขาว่าอย่างงั้นนี่ ก็เลยว่าตามเขาไปมันก็เพลินดีเหมือนกัน

แต่ทว่าการที่เทวดาคิดมงคลขึ้นมาในสมัยนั้น ก็อาศัยบรรดาประชาชน บุคคลในโลกเขาคิดกันนี่เป็นความจริง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวอย่างนั้น เมื่อบรรดาเทวดาทั้งหลายพากันคิดว่าอะไรเป็นมงคล ตามที่บรรดาประชาชนคนในโลกก็คิด เมื่อคนในโลกคิดไม่ตกลงว่าอะไรเป็นมงคลแน่ เทวดาก็เลยตัดสินใจไม่ได้เหมือนกัน ว่าอะไรเป็นมงคล ต่อมาบรรดาเทวดาทั้งหลายอดรนทนไม่ไหว ต่างคนต่างคิดว่าอะไรเป็นมงคล ตกลงกันไม่ได้ จึงได้พากันไปเฝ้าท่านเทวราชา คำว่าเทวราชาคือราชาผู้ปกครองเทวดา ก็ได้แก่พระอินทร์ อินท แปลว่าผู้เป็นใหญ่ ที่นี่พระอินทร์ท่านเป็นใหญ่ท่านปกครองเทวดา ๖ ชั้น ในเมื่อเทวดาทั้งหลายมีความอัดอั้นตันใจ คิดมงคลไม่ได้ก็เลยพากันไปหาพระอินทร์ไปกราบทูลถามพระอินทร์ว่า อะไรที่เรียกว่ามงคลจริง ๆ พระเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าที่คิดกันมาก็คิดตามคนน่ะ ชาวโลกเขาคิดมงคลกัน ข้าพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นคนหูทิพย์ตาทิพย์ (นี่เทวดาเขาว่ายังงั้น เขาว่าเทวดานี่หูทิพย์ ตาทิพย์ ตัวทิพย์ ใจทิพย์ แต่สงสัยอุจจาระกับปัสสาวะเป็นทิพย์ด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ นี่นอกแบบแล้ว นี่บรรดาท่านพุทธบริษัทอ่านหนังสือของคนนอกครูนี่ ทำไมจึงว่าคนนอกครู ความจริงไม่อยากจะอวดนะ ไม่อยากจะอวดใครว่าเป็นคนหัวล้าน แต่ว่าศัพท์มันไปลงคำว่านอกครูเข้า ก็รับกันเสียตรง ๆ ก็แล้วกัน ว่าคนพูดนี่หัวล้าน แล้วก็คนหัวล้านท่านบอกว่าเป็นคนนอกครูก็เลยไปแหย่เทวดาเข้า นี่ดีไม่ดีนะ เทวดาท่านจะมาเขกหัวเข้ากลายเป็นนนทุกข์ไปเพราะอะไร เพราะว่านนทุกข์น่ะแกหัวล้าน ความจริงแล้วเทวดาหัวล้านไม่มี แต่เรื่องราวของรามเกียรติ์ไม่ทราบว่าเอามาจากไหน สร้างสรรค์เทวดาเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง เอาละเรื่องเหลวไหลอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง เรื่องเหลวไหลอย่างนี้ขอผ่านไปดีกว่า มาว่ากันเรื่องมงคล)

เมื่อบรรดาเทวดาทั้งหลายเข้าไปประชุมกัน ถามพระอินทร์ จะเดินขบวนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ความจริงบนสวรรค์ก็ไม่น่าจะเรียกว่าเดินขบวน ควรจะเรียกกันว่าเหาะขบวน เพราะเทวดาเขาไม่ใช้เดินกัน เขาใช้เหาะ นอกจากจะเป็นบริเวณใกล้ ๆ เขาถึงจะเดิน ถ้าบริเวณไกล ๆ เขาไปเขาเหาะกันไปก่อน เป็นอันว่าเวลานั้นเทวดาคิดมงคลไม่ตกลงก็เลยพารวมกลุ่มกันเหาะเป็นขบวนไป พอเข้าไปใกล้เวชยันตวิมานก็พากันเดินขบวนต่อไป เข้าไปเฝ้าจอมท้าวไท คือพระอินทร์กราบทูลถามว่าเวลานี้ชาวบ้าน ชาวโลกเขาคิดมงคลกัน แต่ว่าชาวบ้านและชาวโลกทั้งหลายนั้นก็คิดกันไม่ตกว่าอะไรคือมงคล พวกข้าพระพุทธเจ้าก็เลยพากันคิดบ้าง เอาอย่างคน (คำว่าเอาอย่างคนนี่พูดเอาเองนะ ในบาลีท่านไม่มี) คิดกันแล้วก็ไม่ตกลงใจเหมือนกัน ว่าอะไรเป็นมงคล ขอพระองค์ผู้เป็นจอมเทวะได้โปรดกรุณาแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วย ช่วยบอกสิ่งที่เป็นมงคลแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า เมื่อจอมเทวา คือพระอินทร์ได้ทรงสดับ บรรดาเทวดาจอมฉลาดน้อยทั้งหลายเหล่านั้น (คำว่าจอมฉลาดน้อยนี่ ก็เรียกว่าจอมโง่น่ะเองแหละ แปลให้ฟังเสียด้วยก็ได้ นี่ศัพท์แสงของหลวงตานี่ มันไม่เหมือนชาวบ้านเขา บอกแล้วนี่นอกครู รู้ไว้ด้วยว่าคนหัวล้านพูดไม่เหมือนชาวบ้าน ทำอะไรก็ไม่เหมือนชาวบ้านเขา เพราะเผ่าพันธุ์ขุนช้างเป็นยังงั้น เวลาเกิดย่องไปเกิดที่จังหวัดสุพรรณก็เลยติดขุนช้างมานิดหน่อย ไม่มากนัก ถ้าติดทั้งหมดก็เป็นมหาเศรษฐีนานแล้ว)

พระอินทร์ท่านก็ถามว่า นี่พวกเธอ เธอจะมาถามฉันทำไมล่ะ เรื่องเป็นมงคลหรือไม่ใช่มงคลนี่นะ ฉันก็เป็นเทวดาอย่างเธอน่ะ แล้วเธอก็เป็นเทวดาอย่างฉัน ความจริงนี่จะพึงรู้อะไรทุกอย่าง คือเรียกกันว่าสัพพัญญูนี่ ไม่ใช่เทวดาเป็นสัพพัญญู หรือว่าพรหมเป็นสัพพัญญู หรือว่ามนุษย์ธรรมดาเป็นสัพพัญญู คำว่าสัพพัญญู คือว่ารู้ทั้งหมด หรือว่ารู้ทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ไม่รู้ไม่มี ฉะนั้น พระอินทร์ท่านก็บอกว่านี่พวกเธอ เธอเคยมองไปในเมืองมนุษย์บ้างหรือเปล่า ว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วหรือยัง ที่พระอินทร์ท่านถามนี่น่ะ ความจริงพระอินทร์ท่านรู้ เพราะสมัยที่พระบรมครูออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ เวลาที่พระองค์ตัดพระเมาลี คือตัดผม ท่านก็เอาผอบทองไปรับ แล้วเอามาไว้ที่พระจุฬามณีเจดีย์สถาน ที่ท่านถามอย่างนั้นก็อยากจะทราบความโง่ของเทวดา ว่าลูกศิษย์ของพระองค์น่ะ มีความโง่ขนาดไหน เมื่อบรรดาเทวดาทั้งหลายฟังคำของพระอินทร์ตรัสถาม จึงได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นนานแล้วพระพุทธเจ้าข้า หมายความว่าตรัสขึ้นมา แล้วหลายปีแล้ว พระอินทร์จึงได้ถามว่าก็องค์สมเด็จพระประทีปแก้วพระองค์เป็นสัพพัญญู คือว่ารู้ทั้งหมด ทำไมพวกเธอจึงไม่ไปทูลถามพระบรมสุคตให้พระองค์ตรัสว่าอะไรเป็นมงคล แล้วจึงตรัสต่อไปว่า ถ้ากระไรก็ดีพวกเธอทั้งหลายเหล่านี้จงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วก็ไปทูลถามมงคลแก่พระพุทธเจ้า ตามพระบาลีท่านว่ายังไง ประเดี๋ยวงัดตำราขึ้นมาเสียก่อน ถ้าไม่งัดแล้วมันจะผิด

ท่านกล่าวว่า เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม เขาแปลว่ายังไง ใครแปลได้ก็แปลไปเถอะ ถ้าแปลไม่ได้ก็จะแปลให้ฟัง บางทีถ้าแปลไม่เหมือนชาวบ้านเขาละขอโทษด้วย

เอวมฺเม สุตํ แปลว่าข้าพเจ้าเคยฟังมาแล้วอย่างนี้ คำว่าข้าพเจ้าหมายถึงพระอานนท์ ว่าสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่พระเชตวัน คือสวนเจ้าเชตอาราม ซึ่งเป็นวัดที่อนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ใกล้เมืองสาวัตถี นี่ใกล้เมืองสาวัตถีนะ ไม่ใช่ในเมืองสาวัตถี แล้วท่านว่ายังไงต่อไป อถโข อญฺญตรา เทวตา เอาแค่นี้ก็แล้วกัน ว่าครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรี หมายความว่าพอมืดลงไปหน่อยเดียว เทวดาองค์หนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ทำพระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระจอมไตร เมื่อเข้าไปแล้ว ไปถึงแล้ว จึงได้ถวายอภิวาท ไหว้พระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยืนอยู่ส่วนที่ควรส่วนหนึ่ง ครั้งนั้น เทวดาผู้นั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า (ตอนนี้ที่พระชอบขึ้น พหูเทวา มนุสฺสาจ) บรรดาเทวะและมนุษย์ทั้งหลาย อันเป็นผู้มากไปด้วยความหวังในความสามัคคี ได้พากันคิดเรื่องของมงคลทั้งหลาย ขอองค์สมเด็จพระจอมไตรโปรดตรัสมงคลสูตรเถิดพระพุทธเจ้าข้า (ว่ามันส่งไปยังงั้นแหละ แปลเหมือนบาลีเขาหรือไม่เหมือนก็ไม่รู้)

เป็นอันได้ใจความว่าเวลานั้น พระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ที่เชตวัน คำว่าเชตวันนี่เป็นอาราม คือวัดที่อนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายพระพุทธเจ้า ซื้อสวนของเจ้าเชต เจ้าเชตนี่เป็นคน แหม เขาเรียกว่าขี้เหนียวจัด สมัยปัจจุบันเขาเรียกกันว่ากระดูกขัดมัน หาที่ตรงไหนก็ไม่เหมาะ ไปเหมาะเอาที่สวนของเจ้าเชต บอกซื้อที่แก แกก็บอกเอายังงี้ซี แกเอาเงินของแกมาเรียงในที่ของฉันให้เต็ม ที่ไหนเป็นบ่อเป็นหลุมก็ต้องให้มันเสมอขึ้นมา เงินเต็มพื้นที่เท่าไรฉันขายในราคาเท่านั้น แล้วก็เวลาสร้างวิหารแล้วต้องใส่ชื่อของฉันไปด้วยนี่ คนระยำแบบนี้สมัยนั้นก็มีด้วย สตางค์ก็ไม่ออก ที่ขายให้ก็แพงเกินพอดี แล้วเวลาสร้างวิหารต้องใช้ชื่อของตัว แบบสมัยนี้เขามีกันบ้างหรือเปล่าไม่ทราบ เห็นวิหารต่าง ๆ ตึกต่าง ๆ ในที่สำคัญ ๆ เขาก็ใส่ชื่อคนนี้ ใส่ชื่อคนนั้น แต่ว่าคนที่มีชื่อเป็นเจ้าของตึกน่ะ ออกสตางค์บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้น่ะ แต่เข้าใจว่าคนสมัยนี้คงไม่ระยำเหมือนเจ้าเชต ถ้าไม่ใช่เจ้าของเงินจริง ๆ คงไม่ใส่ชื่อไว้ในที่นั้น เป็นอันว่าในสมัยนั้น เทวดาองค์นั้นไปเฝ้าองค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็ถวายนมัสการด้วยความเคารพ แล้วก็ยืนอยู่ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง อันนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทคงจะสงสัย ว่าทำไมนี่ เทวดามีความเคารพในพระพุทธเจ้า แล้วทำไมจึงไม่นั่งลง ไหว้แล้วเสือกยืนอยู่ได้ ทำเป็นทหารเฝ้าพระราชา ความจริงทหารที่เฝ้าพระราชา เขาเฝ้าใกล้ ๆ เขาก็หมอบเขาก็คลานเข้าไป ถวายคารวะ เวลาเข้าไปใหม่ ๆ เขาก็ถวายวันทยาหัตถ์ทำความเคารพ เมื่อจบพิธีกรรมก็นั่ง เว้นไว้แต่ทหารรักษาการณ์ยืนอยู่ข้างหลัง นี่เป็นเรื่องธรรมดาแล้วพวกเทวดานี่ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าทีไรไม่ยอมนั่ง เคยพบในพระบาลีตอนหนึ่งถามว่าเทวดาทำไมจึงไม่นั่ง อรรถคาถาท่านแก้บอกว่าเทวดาเขารีบกลับ ความจริงคงไม่ใช่ยังงั้น แต่ว่าระเบียบเขาจะมียังไงก็ไม่เคยพบว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสไว้แบบไหน เทวดาองค์นั้นมาทูลขอให้สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสมงคลแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ตรัสมงคล ๓๘ ประการไว้ในตอนต้นว่า อเสวนา จ พาลานัง ปณฺฑิตานญฺจเสวนา ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมํคลมุตฺตมํ นี่เป็นหมวดหนึ่ง ว่าการไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชาอย่างหนึ่ง จัดว่าเป็นอุดมมงคล นี่เป็นหมวดแรก แต่ความจริงเรื่องบาลีนี่จะมาพูดกันมาก มันก็ชักจะรำคาญ เพราะอะไร เพราะว่าชาวบ้านไม่ค่อยได้ศึกษาภาษาบาลี แต่ความจริงพูดแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะถูกเหมือนกัน เพราะชาวบ้านที่เขามีความรู้ความชำนาญเปรื่องปราชญ์กว่าพระที่รู้ภาษาบาลีก็มีเยอะ ที่ไม่ค่อยอยากจะนำภาษาบาลีมาพูด เพราะเกรงว่าถ้าแปลผิดขึ้นมาก็จะขายหน้าชาวบ้านน่ะซี ก็เลยไม่ค่อยอยากจะพูด พูดไปก็แค่นั้นแหละ รำคาญใจคนเขียน รำคาญใจคนอ่าน เป็นอันว่าตอนนี้เรามาพูดกันถึงมงคลข้อที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าการไม่คบคนพาลจัดว่าเป็นอุดมมงคล

เอาละ ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น นี่เป็นความจริง ข้อนี้เห็นจะขัดกับโลกปัจจุบันเสียแล้ว เพราะว่าโลกในปัจจุบันนี้เขาชอบคบคนพาลกัน เวลานี้เห็นอันธพาลเยอะแยะ คนพาลกับอันธพาลไม่เหมือนกัน อันธนี่เขาแปลว่า บอด พาลนี่แปลว่าโง่ แต่ความจริงศัพท์ว่าพาล เขาแปลว่าอ่อน อาตมาเป็นคนนอกครูนี่ แปลยังงั้นไม่ชอบ แปลว่าโง่ดีกว่า อันธพาลแปลว่าโง่ด้วยแล้วก็บอดด้วย คือทั้งตาบอดและก็จิตใจโง่ ตาไม่บอดเป็นไร ความจริงคนพาลทั้งหลายไม่ใช่ตาบอด เขาเป็นคนใจบอด คนตาบอดนี่ดีกว่าคนใจบอด ทีนี้คนพาลเวลานี้มีมากหรือมีน้อย เดี๋ยวก่อน นั่งนับดูเสียก่อนว่าเจ้าคนพูดนี่มันเป็นคนพาลหรือเปล่า ดูแล้วก็เป็นจอมอันธพาลเลย คนพูดนี่แหละนะ ไม่มีใครละ ชาวบ้านเขาจะชั่วเขาจะดีจะไปรู้ตัวได้ยังไง จิตใจของบุคคลอื่นใดใครจะรู้ สิ่งที่เราจะรู้ได้ชัดก็คือเราตัวของเราเองนี่แหละรู้ ตานี้ก็มานั่งนึกดูซิตัวคนพูดนี่เป็นพาลหรือไม่พาล คำว่าพาลเขาแปลว่าโง่ อันธพาลแปลว่าบอด หมายความว่าไอ้ใจมันโง่ แล้วก็แถมใจบอดเสียด้วย โง่แล้วไม่ยอมรับฟังใคร มีไหมในตัวคนพูด นี่ความจริงถ้าเทศน์เขาห้ามปรารภตัว ถ้าดันไปปรารภคนอื่นมันจะดียังไง ถามจริง ๆ อ้าว แล้วก็ถามใคร นี่พูดคนเดียว นี่ย่องไปถามใครเขาเข้าแล้วซี จะมีประโยชน์ยังไงนี่อีตาขรัวนอกครู นี่เอาแล้ว ถามตัวเองดีกว่า ว่าตัวเองเป็นพาลบ้างหรือเปล่าก็ถอยหลังลงไป อีตอนนี้ เรามาใช้ปัญญาคือญาณพิเศษระลึกชาติกัน อย่าลืมนะว่าคนพูดนี่ระลึกชาติได้ แล้วก็ระลึกได้เก่งเสียด้วย แต่ความจริงระลึกได้ไม่ครบถ้วนหรอก วิธีระลึกชาติไม่ต้องไปเรียนที่ไหนหรอก เรียนเองก็ได้ ความจริงวิชานี้ไม่มีใครสอน ฝึกขึ้นมาเอง ชาติ แปลว่าความเกิด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าคนนี่เกิดทุกวันแล้วก็ตายทุกวัน วันนี้เกิด พอรุ่งขึ้นคนวันก่อนตายไปเหลือแต่วันนี้ ลมหายใจเข้าเกิดทีหนึ่ง หายใจออกตายไปทีหนึ่ง ตานี้ คนพูดนี่นับตั้งแต่วันเกิดเป็นต้นมานี่ ตายนับครั้งไม่ถ้วน เป็นอันว่าระหว่างที่มาพูดนี่ นับตั้งแต่วันแรกที่ปฏิสนธิจากครรภ์มารดา ไอ้พูดแบบนี้มันก็ฟังยาก นับตั้งแต่วันคลอดออกจากครรภ์มารดา ออกจากท้องแม่ยังงี้ฟังสบายกว่า นี่มันเกิดมันตายมาไม่รู้เท่าไร ถ้าพูดตามแบบพระพุทธเจ้า ตานี้ ถอยหลังมาระลึกชาติกันในตอนนี้ มันก็ระลึกชาติได้เยอะ เพราะเกิดมานี่มันเกษียณอายุแล้ว ถ้ารับราชการละเขาขับเปรตออกไปนานแล้ว เขาไม่ให้ทำหรอก ยิ่งหัวล้านนอกครูแบบนี้ด้วยยิ่งเปิดใหญ่ มานั่งระลึกชาติกันลงไปว่าตัวเองเคยเป็นคนพาลบ้างไหม ถอยหลังลงไปซี

ลักษณะของพาล ก็คือคนที่ทำด้วยความโง่ จะทำอะไรก็ตาม ทำด้วยลักษณะของความโง่ ทำแล้วสร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น และกับตัวเองด้วย ทีนี้ถอยหลังลงไปเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ที่ระลึกชาติตอนชาติที่เป็นเด็ก ก็ไม่ใช่เด็กเล็กนัก ไอ้เล็กจริง ๆ มันยังเดินไม่ได้คลานไม่ได้ ทำอะไรใครไม่ได้ อีตอนเด็กที่กำลังวิ่งได้ เดินได้ พูดได้ นี่ระยำทุกอย่าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็ได้ นี่ ลักษณะของคนพาล ลักษณะของคนพาลก็คือไม่ยอมรับนับถือสิทธิของบุคคลอื่น ลืมบอกไป ไอ้การไม่ยอมรับนับถือสิทธิของบุคคลอื่นนี่ มันกว้างเกินไป ควรให้สั้นเข้ามาก็คือไม่เคารพในศีล ๕ เพราะว่าไอ้ศีล ๕ นี่เป็นศีลธรรมดาที่บุคคลและสัตว์ทั้งหลายต้องการ คือ ๑. เรามีชีวิต เราไม่ต้องการให้ใครเขามาฆ่าเรา เราไม่ต้องการให้ใครเขามาทำร้ายเรา ประการที่ ๒ เรามีทรัพย์สินต่าง ๆ เราไม่ต้องการให้ใครมาลักมาขโมยทรัพย์สินของเรา ประการที่ ๓ เรามีคนเป็นที่รัก มีสามี มีภรรยา มีบุตรธิดา เราไม่ต้องการให้ใครมาละเมิดความรักของเรา ประการที่ ๔ เราไม่ต้องการฟังถ้อยคำมดเท็จของบุคคลอื่น ประการที่ ๕ เราไม่อยากเป็นคนบ้า นี่ศัพท์ชาวบ้านมันฟังง่ายดี คือเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก พูดอย่างนี้มันก็ต้องแปลน่ะซี แล้วพูดภาษาไทยต้องแปลมันจะเกิดประโยชน์อะไร พูดมันแบบไทยแท้ คือไม่อยากเป็นคนบ้า บ้ามากหรือบ้าน้อยมันก็บ้าเหมือนกัน เป็นอันว่าเหตุ ๕ ประการนี้ ทั้งสัตว์ทั้งคนต้องการที่ชาวบ้านซึ่งมีจิตใจระยำ ๆ เขาบอกว่าสัตว์นี่เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ แล้วเขาก็ตั้งใจฆ่าสัตว์เอาเนื้อสัตว์มากิน ถามว่ามันบาปไหม เขาบอกว่าไม่บาป ถามว่าเพราะอะไร เพราะว่าสัตว์มันเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ ว่ายังงั้น ไอ้คำว่าบาปนี่ก็แปลว่า ชั่ว ทีนี้เรามานั่งนึกกันดูว่า ถ้าสัตว์มันเกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์โดยเจตนา แล้วมันก็รู้ตัวมันมีหน้าที่เลี้ยงมนุษย์ ยังงั้นละก็เมื่อบุคคลหรือบรรดามนุษย์ทั้งหลายมีความต้องการจะเอาสัตว์มากิน บรรดาเจ้าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นมันไม่วิ่งหนีหรอก มันวิ่งเข้ามาหมอบให้ฆ่ามันด้วยความเต็มใจ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นนี่ ไม่ว่าสัตว์ประเภทไหน ถ้ามันไม่เผลอ เราจะไปฆ่ามันละเห็นวิ่งโทง ๆ ทุกรายแหละ บางทีจับมาได้กำลังจะฆ่ามันยังดิ้นอีก แล้วก็จะมานั่งคิดว่าสัตว์มันมีเจตนาคือ มีความรู้สึกในจิต หรือตั้งใจไว้ว่าเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์นี่มันจะใช้ได้หรือเปล่า มันก็ใช้ไม่ได้ อารมณ์แบบนี้แหละบรรดาท่านทั้งหลายที่เรียกว่าอารมณ์ของพาล แปลว่าโง่ ทำไมจึงว่าโง่ ไอ้ทีตัวเองละรักชีวิต ตามที่พูดมาแล้วไม่อยากให้ใครมาฆ่าตัวเอง ไม่อยากให้ใครมาประทุษร้าย แม้แต่บอบช้ำก็ไม่ต้องการ แล้วก็ทรัพย์ศฤงคารต่าง ๆ ที่มีอยู่ ไม่ต้องการให้ใครมายื้อมาแย่งมาคดมาโกง หรือว่าคนรักของเรา ก็ไม่อยากให้ใครมาป้วนเปี้ยน ๆ ด้อม ๆ มอง ๆ แย่งความรัก แล้วเราก็ไม่ต้องการพูดโกหกมดเท็จกับใคร เราไม่มีความตั้งใจอยากจะเป็นคนบ้า

ตานี้ เมื่อเรามาเกิดในโลก มีความรู้สึกอย่างนี้ เราก็ไปนั่งมองดูตามความเป็นจริงว่าคนและสัตว์ในโลกนี้น่ะ มีความรู้สึกเหมือนเราบ้างไหม อันนี้เห็นจะไม่ต้องตอบให้มันยาก เพราะอะไร เพราะว่าเราเองมีความรู้สึกเช่นนี้ คนอื่นก็ต้องมีความรู้สึกเหมือนกันทั้งคนและสัตว์ ถ้ามิฉะนั้นละก้อไม่มีใครเขาหนีภัยกันเวลาอันตรายมาถึง นี่ที่กฎธรรมดาของคนและสัตว์มีความต้องการอย่างนี้ ตานี้ก็มานั่งดูถึงเจ้าคนพูดนี่ถอยหลังระลึกชาติไปแล้วนะ มีญาณพิเศษไม่ต้องกลัว พูดอย่างนี้ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาจับสึกเพราะอวดอุตริมนุสธรรม ถ้าใครมาอ้างเหตุผลแบบนั้น ก็แสดงว่าคนทำแบบนั้นระยำเกินกว่าคนพูด แล้วความจริงตัวเองก็มีญาณพิเศษเหมือนกันไม่รู้จักใช้ ญาณวิเศษนี้ไม่ใช่ได้มาจากใครหรอก ไม่ต้องเรียน พอเป็นคนขึ้นมาญาณพิเศษมันติดมาจริง ๆ ติดมาได้ยังไง ก็นึกถอยหลังมันลงไปว่าตอนเด็กเราทำอะไรบ้าง โตขึ้นมาหน่อยทำอะไรบ้าง โตขึ้นมาอีกนิดทำอะไรบ้าง เป็นหนุ่มเป็นสาวทำอะไรบ้าง ยันแก่เหลาแหย่นี่ทำอะไรบ้าง ที่เรียกว่าระลึกชาติ เพราะว่าระลึกในชาติเกิดคือชาตินี้ ในชาตินี้สมเด็จพระมหามุนีท่านบอกว่าตาย ๆ เกิด ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าที่ทรงกายอยู่ได้เพราะสันตติ อาการมันสืบเนื่องกันเข้าไว้ อาหารเก่าหมดไป อาหารใหม่เข้าไปหล่อเลี้ยงเข้าไว้ ที่เราต้องกินข้าวกินอาหารกันอยู่ตลอดเวลาก็เพราะว่าเขาเชื่อมชีวิตเก่ากับชีวิตใหม่ อาหารเก่ามันหมดไปร่างกายไม่มีอาหารใหม่ต่อมันก็ตาย ตานี้เมื่ออาหารเก่าหมดไปมันทำท่าจะตาย ก็เอาอาหารใหม่ไปหล่อเลี้ยงเข้าไว้ เป็นอันว่าไอ้ตัวเก่าตายไปตัวใหม่มาปรากฏ ตามแบบฉบับที่พระบรมสุคตท่านบอกว่าชีวิตของเราคล้าย ๆ กับกระแสน้ำไหล คือหมายความว่ากระแสน้ำที่ไหลผ่านหน้าเราในแม่น้ำลำคลอง ท่านบอกว่าน้ำที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่น้ำเดิมหรอก มันเป็นน้ำใหม่ คือน้ำเก่ามันไหลไปแล้ว น้ำใหม่มันไหลมาแทน พอดีน้ำมันเท่ากันมันก็ทรงปริมาณไว้เท่าเดิมสูงกว่าเดิม เราก็เลยคิดว่าเป็นน้ำเก่า ข้อนี้จริงหรือไม่จริงก็ตามใจคนอ่าน เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ ไม่ว่าอะไรใคร

ตานี้ มานั่งคิดถึงตัวเอง ระลึกชาติถอยหลังเข้าไป ตอนเด็ก ๆ ชอบรังแกสัตว์เล็ก ๆ สัตว์เล็กสัตว์ไม่เล็กก็ตาม ไปบีบมันตายบ้าง ไปตีมันตายบ้าง พวกแมลงต่าง ๆ อยู่อย่างนี้ เป็นต้น นี่แสดงว่าตนเองเป็นคนพาล โง่นี่ เพราะสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นเขาไม่ต้องการให้เราไปทำ เราก็เสือกไปทำเข้า ตานี้การลักการขโมยของใครมีไหม? ศีลข้อที่ ๒ มี ตอนเป็นนักเรียนชอบขโมยปลาหมึกเจ๊ก เจ๊กขายปลาหมึก ปลาหมึกย่างชิ้นละสตางค์ พาพวกเข้าไปมาก ๆ พอเจ๊กเผลอขยุ้มส่งให้พรรคพวกไป นี่แสดงลักษณะความเป็นพาลมีมาตั้งแต่เด็ก อีตอนยื้อแย่งความรักใครนี่ไม่รู้แฮะ แต่เรื่องเมียเขานี่ไม่ได้แย่งแน่ ลูกเขานะไม่แน่เหมือนกัน ไม่แน่เหมือนกัน ถ้าใครให้ทานก็รับทานตามสมควร เพราะไม่ยังงั้นก็เกรงผู้ให้ทานจะขาดเมตตา ถ้าไม่รับสนอง เพราะการให้ทานต้องมีผู้รับ ทีนี้อีตอนโกหกนี่มีหรือเปล่าก็ธรรมดาของคนนี่ ก็อ้ายคนเจ้าชู้นี่ ถ้าไม่โกหกละมันจะเจ้าชู้ได้ยังไง แต่ว่าอีตอนนี้เป็นพาลน้อยอยู่ข้อหนึ่ง คือข้อสุดท้ายไอ้ความบ้า บ้าเพราะการดื่มเหล้าดื่มสุราเมรัย ตั้งใจปลุกปั้นให้ใจเป็นบ้า นี่ความจริงตั้งแต่เกิดมา ถ้าจะพูดว่าดื่มสุราโดยเจตนาให้มันอร่อยนี่ไม่เคย เคยลองอยู่ครั้งเดียว งานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๖ ตอนนั้นไปเที่ยวมันหนาวจัดกลับไม่ไหว เพื่อนเขาชวนกินเหล้า ล่อเข้าไปก๊งเดียวมันบาดคอ เลยไม่ชอบใจ แต่วันนั้นเป็นต้นมาก็ปฏิญาณว่า ไอ้น้ำจัญไรแบบนี้ไม่กินมันต่อไป แต่ก็มีกรณีพิเศษอยู่ครั้งหนึ่งคือ น้ำตาลเมา สมัยนั้น น้าชายเป็นนายตำรวจ จับคนเมามาได้ ไปด่าเขาไปอะไรต่ออะไรเขา ทำร้ายเขา เขาก็แก้ตัวว่าเขาเมา ไม่รู้เรื่อง ก็เลยมานั่งคิดในใจว่า เอ เจ้าคนขี้เมานี่มันไม่รู้เรื่องจริง ๆ หรือไง ทีหลัง ๒ คนกับน้าชาย บอกให้น้าสะใภ้ไปหาน้ำตาลเมามา ๑ ไห ไก่ ๑ ตัว นั่งกินกัน ๒ คนน้าหลาน ๑ ไหผ่านไปไม่พอ เอามาอีกครึ่งไห ล่อเข้าไปจนหมดก็ปรากฏว่าเราพูดอะไร เราก็รู้เรื่อง ชาวบ้านเขาพูดอะไรก็รู้เรื่อง เวลาส่างเมาแล้วก็ถามน้าสะใภ้ ว่าเวลานั้นผมพูดยังงั้น เวลานี้ผมพูดยังงี้ใช่ไหม น้าสะใภ้ก็บอกว่าใช่ ก็เป็นอันจับไต๋คนเมาได้ว่าไอ้เจ้านี่โกหก โกหกบอกว่าเมาแล้วด่าชาวบ้านบอกว่ามันไม่รู้เพราะมันเมา ทีหลังเมื่อเวลาที่น้าให้ไปจับคนเมาที่อาละวาดกับชาวบ้านมา ก็เลยถามว่านี่แกกินเหล้าอะไรนี่ ยี่ห้ออะไร หรือว่าน้ำตาลเมา หรือน้ำขาว หรืออุ พอเขาบอกว่ากินอะไร เราก็สั่งให้ตำรวจไปซื้อเอามา แต่ความจริงผู้พูดไม่ใช่เป็นนายตำรวจ เรียกว่าเป็นสะเก็ดใต้ถุนศาลตำรวจ ไม่ได้เป็นแม้แต่พลตำรวจ ในฐานะที่น้าเป็นตำรวจก็ย่อง ๆ ไปดูกับเขา พอให้ตำรวจไปซื้อมาแล้ว ถามแกกินกับแกล้มอะไร แกกินประมาณเท่าไร ให้แกกินตามนั้น พอแกกินเสร็จไม้ตะพดนวดเข้าให้ ตีตามตัว ไม่ตีหัว แกร้องบอกว่าเจ็บ บอกโอ๊ย คนเมาไม่รู้เรื่อง ไม่เจ็บหรอก ไอ้ที่แกด่าเขาแกไม่รู้นี่ เวลาฉันตีแกรู้ไม่ได้หรอก คนเมาไม่เจ็บนวดใหญ่ ล่อเสีย ๒-๓ ราย ทีหลังแถวนั้นหาคนเมายาก นี่เป็นอันว่าคนพูดนี่ก็เป็นจอมพาลเหมือนกัน ท่านผู้อ่านที่รัก เป็นอันว่าลักษณะของคนพาลที่พระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้คบ ต่างคนต่างพากันถอยหลังระลึกชาติลงไป พวกท่านทุกท่านที่กำลังอ่านอยู่นี่ ระลึกชาติได้ทุกคน แต่ว่าจะระลึกชาติให้ละเอียดลออย่อมไม่ได้ เพราะของเล็กของน้อยเราอาจจะจำไม่ได้ นึกลงไปว่าตั้งแต่จำความได้แล้ว จนกระทั่งเป็นหนุ่มขึ้นมานิด โตขึ้นมาหน่อยจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เราเคยสร้างความไม่ดีอะไรไว้บ้าง ในเรื่องของศีล ๕ ประการ ศีล ๕ ประการนี้ ถ้าเราจะว่ากันย่อ ๆ ข้อ ๑ ก็คือความโหดร้าย ข้อที่ ๒ เรียกว่าความใจเร็ว ขอโทษ ข้อที่ ๒ เรียกว่ามือไว ข้อที่ ๓ เรียกว่าใจเร็ว ข้อที่ ๔ เรียกว่าพูดปด ข้อที่ ๕ หมดสติ ถ้าจะพูดกันอย่างย่อ ๆ ก็ว่าโหดร้าย มือไว ใจเร็ว พูดปด หมดสติ นี่เป็นลักษณะของพาล ถ้าใครมีจิตโหดร้าย มือไวลักขโมยเก่ง ใจเร็วยื้อแย่งความรัก ทำลายความรัก พูดปด พูดไม่จริง หมดสติ ไม่ใช้สติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ เป็นลักษณะของพาลที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง ลักษณะคนประเภทนี้พระพุทธเจ้าบอกหลีกไปเสียอย่าคบมัน ถ้าขืนคบเมื่อไรละก้อ เรามีแต่ความบรรลัยอย่างเดียว ไม่มีความเจริญ เราคบคนพาลเราจะไม่มีมงคล คือเป็นอัปมงคล ทำไมองค์สมเด็จพระทศพลจึงกล่าวอย่างนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า เอาละซีลองคิดดู ถ้าเราไปฆ่าเขาเราไปตีเขาใครเขาจะเอามือยัดใส่กระเป๋าเข้าไว้แล้วพวกพ้องพี่น้องเขามีเขาก็ล่อเราเข้าบ้าง มาทำเขาแล้วบางทีเขาไม่ทำตอบเขาไปเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ทำตอบ ตำรวจก็จับเราไปซ้อมเสียบ้าง เอาเข้าคุกเข้าตะรางไป มันสบายที่ไหนละ มันไม่ได้เป็นมงคลเลย การลักขโมยเขาก็เหมือนกัน การขโมยของเขามาได้จิตใจเราไม่สบาย จะยกตัวอย่างให้ดูสักนิดก็ได้ สมมติว่าท่านไปขโมยหมวกของใครมาลูกหนึ่ง ตานี้เวลาไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ท่านสวมหมวกลูกนั้นเข้าไว้ แต่ความจริงคนที่สวมหมวกลูกนั้นใจไม่สบาย เพราะระแวงอยู่เสมอ เกรงว่าเจ้าของหมวกจะจำหมวกของเขาได้ นี่จะเอาอะไรมาเป็นมงคลก็คนขี้ลักขี้ขโมย คนที่ยื้อแย่งความรักของเขาก็เหมือนกัน ลูกของเขาเมียของเขาคนของเขา ไปทำลายเขา เรียกว่าไปขโมยร่วมรักกับเขา ผัวเขาก็เหมือนกันนา อย่าคิดชั่วแต่เมียเขา ผัวเขาก็เหมือนกัน แล้วเราจะมีความสุขใจได้ยังไง ในเมื่อเจ้าของเขาทราบเรื่องเข้า อีคราวนี้นอนไม่หลับแล้วซี ต้องระวังเกรงเหตุร้ายมันจะมาถึง เกรงว่าเขาจะมาทำร้าย เกรงว่าเขาจะเอาเจ้าหน้าที่มาจับ สำหรับคนโกหกมดเท็จก็เหมือนกัน ถ้าเขาจับได้เสียคราวเดียว คราวหลังพูดอะไรไม่มีใครเชื่อ ดีไหม ทีนี้มาระบบคนบ้าหมดสติ ไม่ดีแล้ว คนบ้าพวกนี้แย่งที่สุนัขนอนเยอะแยะ เห็นมาเยอะแยะแล้วไม่ต้องอธิบาย

เป็นอันว่าเหตุ ๕ ประการนี้ เป็นลักษณะของคนพาล องค์สมเด็จพระพิชิตมารจึงบอกว่าอย่าคบ ถ้าขืนคบมันซวยจัด แต่ว่าไอ้ความจริงน่ะ คนอื่นเขาพาล ชาวบ้านเขาพาลนี่เราไม่คบ ง่าย เพราะอะไร ถ้าเขาไม่ชอบใจแล้ว เราก็หลีกไปเสีย ถ้าหลีกต่อหน้าไม่ถนัดก็ค่อย ๆ หลีก ตีตัวออกห่างทีละน้อย ๆ ไม่ช้าเราก็ไม่มีความสัมพันธ์กัน นี่ลักษณะของการไม่คบคนพาลภายนอกเป็นของไม่ยาก แต่ว่าคนพาลที่หลีกเลี่ยงยากมันมีอยู่คนหนึ่งไอ้นี่จัญไรมาก มันมีอำนาจจริง ๆ หนีมันไม่ค่อยได้ แต่ว่าจำเป็นจำใจต้องหนีให้ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะถ้าเราไม่ต้องการ เราต้องทิ้งเจ้าคนนี้ไปเสีย ถ้าเรายังคบเจ้าคนนี้เพียงใดหรือว่าหนีมันไม่พ้น อันนี้แหละบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ท่านจะต้องตกอยู่ในลักษณะของความเป็นคนพาลตลอดเวลา แล้วไอ้เจ้าคนพาลนี้มันอยู่ที่ไหน? นี่พูดกันอย่างภาษาชาวบ้านนา คนพาลนี้มันอยู่ที่เราน่ะซี มันอยู่ตรงไหนล่ะ มันอยู่ทั่วลักษณะของร่างกาย โดยเฉพาะที่อาศัยของมันจริง ๆ ก็คือที่ใจ เห็นไหม นึกออกหรือยัง ถ้าใจของเรายังคบกับความชั่ว ๕ ประการ คือความโหดร้าย มือไว ใจเร็ว พูดปด หมดสติ ถ้าเรายังคบอยู่เมื่อไร จิตใจของเรายังคบความโหดร้าย ทำลายชีวิตหรือว่ากลั่นแกล้งทำให้บุคคลอื่นบอบช้ำ ยังชอบลัก ชอบขโมย คดโกงชาวบ้านเขา ยังชอบเจ้าชู้ ขโมยผัวเขา ขโมยเมียเขา ขโมยหน่อย ๆ น่ะ ขโมยไม่มาก ลูกเขา คนใช้เขา คนในปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ไอ้ลูกเขา คนรับใช้เขา คนในปกครองเขา พอรับอนุญาตได้ อีตอนเมียเขาผัวเขารับอนุญาต นี่น่ากลัวชอบกล น่ากลัวจะใกล้ตาย หรือว่าการโกหกมดเท็จ การดื่มสุราเมรัย ถ้าใจของเรามันชอบไปคบกับความรู้สึกประเภทนี้แล้ว เป็นอันว่าเราหนีคนพาลไม่พ้นแน่ ไอ้คนพาลพวกนี้น่ะมันสิงอยู่ในตัวเรา คนพาลภายนอกไม่สำคัญ สำคัญภายในที่มันสิงอยู่ในใจเรานี่ซี บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เลิกคบ ความจริงไอ้เจ้าพาลในนี่ ถ้าเราเลิกคบมันได้เมื่อไหร่ พาลนอกมันก็ไม่เข้าใกล้ เพราะว่าเชื้อมันไม่มี ทีนี้ทำยังไงเราถึงจะเลิกคบมันได้? อันนี้ไม่เป็นไร เราจะเลิกคบกันทีเดียวน่ะความจริงมันยาก อึกอักก็จะมาเลิกคบกันปุบปับนี่มันยากนัก เพราะเราคบกันมานับเป็นแสน ๆ กัป หรือเป็นอสงไขย ๆ กัป ทั้งนี้ ถ้าหากว่าเราระลึกชาติได้จริง ๆ ไม่ใช่ระลึกชาติแบบโกหก ๆ ตามที่พูดมาในตอนต้น แต่ความจริงก็ไม่ได้โกหกหรอก พูดตามความเป็นจริง ก็เราระลึกชาติในชาตินี้นี่ ชาตินี้ใครจะไม่เรียกว่าชาติก็ให้มันรู้ไป คำว่าชาติ แปลว่าเกิด ก็เกิดขึ้นมาแล้วนี่ เกิดขึ้นมาก็เป็นชาติ เราระลึกเรื่องราวของชาตินี้ ก็ชื่อว่าเราระลึกชาติเหมือนกัน อย่างนี้มันพอจะเบ่งกับเขาได้นะ เราระลึกเข้าไว้ว่าในชาตินี้ และในเวลากาลที่ผ่านมา จิตใจของเราเคยเลวในอาการ ๕ ประการนี้ ในระยะไหนบ้าง ถ้าความเลวอย่างนั้นมันเกิดขึ้นมันสร้างความสุข หรือสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับใจ ถ้าเราเห็นว่ามันสร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นกับใจ เราจะทำมันต่อไปทำไม แต่ว่าลักษณะของใจที่คบกับความชั่วมานับเป็นแสน ๆ กัป หรือว่าเป็นอสงไขย ๆ กัป อย่างนี้ต้องไปถามพระพุทธเจ้าท่านดู ว่าเราเกิดมาแล้วกี่อสงไขยกัป ถ้าหากว่าไม่พบพระพุทธเจ้า ไม่มีที่จะถามก็ถามตัวเราเองก็ได้ว่าเราเกิดมาแล้วเท่าไหร่ ถ้ามันนึกไม่ออกก็ตอบว่าไม่รู้ นับไม่ได้เกิดมาเยอะแล้ว แต่ว่าชาติก่อนมันเกิดมาแล้วเท่า ไหร่ช่างมัน มันจะเลวมันจะดียังไงก็ช่างมัน ไม่เกี่ยวกับชาตินี้แล้วก็เวลานี้ ตั้งใจไว้ว่าเราจะสร้างความดีไม่คบกับอารมณ์ความเป็นพาล ในเวลานี้เป็นเวลาที่สำคัญ เราอย่าไปคิดว่าวันหน้า เดือนหน้า ปีหน้า ความจริงวันหน้า เดือนหน้า ปีหน้ามันไม่มีสำหรับเรา เราไม่มีอดีต เราไม่มีอนาคต เรามีแต่เฉพาะปัจจุบัน หรือว่าใครมี ถ้าใครมีละก็เชิญหยิบเอามาให้ดูทีเถอะ หยิบเมื่อวันวานนี้ เมื่อวานซืนนี้ เมื่อปีที่แล้วเอามาให้ดูซิหรือหยิบวันพรุ่งนี้เดือนหน้า เดือนโน้น ปีโน้น เอามาให้ดู ว่ายกเอามาให้ดูได้ไหม ถ้ายกเอามาไม่ได้ ก็แสดงว่าไม่มี เป็นอันว่าความจริงเรามีแต่ปัจจุบัน มีเวลานี้โดยเฉพาะเวลาหน้านี่มันยังไม่มีเลย จะไปพูดถึงวันหน้าทำไม หรือใครจะว่าไม่จริง ก็ตามใจ ไม่ได้ว่าใคร

เป็นอันว่าเรามาตั้งหน้าตั้งตาคอยพยายามคบคิดริดรอนความเป็นพาล หรืออันธพาลภายในใจของเราให้หมดไป ทีนี้เราจะมาริดรอนความเป็นพาลในใจ อันธพาลนี่มันเข้ามาถึงใจ จะไล่มันได้ยังไง ความจริงไม่ยาก ไม่ต้องแยกไม่ต้องเยิก เขาต้องแยกกัน พาลแบบนั้นเราต้องใช้แบบนี้ พาลแบบนี้เราต้องใช้แบบโน้น ไม่ต้องไปแยกให้มันลำบากละ เอารวมมันเลย อาศัยที่เจ้าพาล ๕ ตัวนี่มันเข้าสิงอยู่ในใจ มันเป็นเจ้านายใจของเรามานาน เขาบังคับบอกนี่ แกไปฆ่าปลามา ข้าจะกิน แกไปตีหัวคนโน้นนะ ข้าไม่ชอบใจ แกไปยิงเจ้านี่นะ ข้าไม่ชอบใจ คณะรัฐบาลที่เป็นขึ้นมาใหม่ ๆ หรือว่าเก่าก็ดีข้าไม่ชอบ ข้าจะปฏิวัติ เวลานี้พระมหากษัตริย์มีขึ้นแล้วเปลืองเงินเปลืองทอง ข้าไม่ชอบ ข้าอยากจะประกาศให้ประเทศชาติเป็นคอมมูนิสต์ แน่ะ ไอ้เจ้าพาลมันคิดยังงี้แหละนา มันระยำ แต่ความจริงประเทศไทยเรามีมาได้เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ กับมีอำมาตย์ข้าราชบริพารรับสนองพระบรมราชโองการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ท่านเก่งจริง ๆ น่าสรรเสริญ น่าบูชา อยู่ ๆ พระองค์ก็เสกฝนให้เกิดมาได้ นี่รัฐบาลหรือว่าท่านดอกเตอร์ทั้งหลายที่ไปเรียนมาจากต่างประเทศน่ะ ไปเรียนมากี่แสนดอกเตอร์แล้วทำอย่างพระองค์ได้หรือเปล่า เคยทราบมาว่าพระมหากษัตริย์องค์นี้ไม่ได้เป็นดอกเตอร์ แต่ว่าพระองค์สามารถคิดอะไรต่ออะไรเยอะแยะ เอากันจุดใหญ่ ๆ เสกฝนเอาซีที่เขาเรียกว่าฝนพระราชทาน ชาวบ้านไม่มีฝนพระองค์ก็มีฝนให้ เวลานี้น้ำมันเดือดร้อน เสกน้ำเป็นน้ำมันขึ้นมาอีก แล้วก็ทำอะไรต่ออะไรจิปาถะ เข้าถึงประชาชนได้เป็นอย่างดี ความจริงกษัตริย์เป็นศักดิ์ศรีของประเทศชาติเป็นประมุข เป็นที่พึ่ง เพราะมีความดีร้อยแปดพันประการ แต่เจ้าอารมณ์พาลมันบอกไม่เอา ๆ กษัตริย์เปลืองสตางค์นี่ อยู่เฉย ๆ แต่ความจริงไอ้ตัวมันเองน่ะมันอยู่เฉย ๆ กษัตริย์ท่านทำความดี มันไม่รู้จักความดีของกษัตริย์ ถอยลงมารัฐบาลที่องค์สมเด็จพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งที่ไม่ลืมตัว ทุกคนก็ตั้งใจทำความดี วางนโยบายอย่างดีที่สุด แต่ว่าคนรับสนองนโยบาย เขาปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเปล่า นี่ว่ากันไป นี่ว่าถึงลักษณะของพาลที่มันมีความโหดร้าย มันไม่มองดูความดีของบุคคลอื่น

ตานี้จะพูดกันไปเยอะแยะเวลามันก็มาก เอาอย่างงี้ดีกว่า รวบรัดเข้ามาว่าลักษณะของความเป็นพาลมีแต่ฆราวาสหรือพระก็มีด้วย นี่แหละพระที่ชาวบ้านเขาถือว่าเป็นบุคคลที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นมงคล แต่ว่าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ ว่าพระต้องมีอธิศีลสิกขา ต้องมีศีลบริสุทธิ์ มีอธิจิตสิกขา มีจิตตั้งมั่น มีฌานสมาบัติ มีอธิปัญญาสิกขา คือมีปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕ ไม่หลง พระต้องไม่คบกับโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ ปล่อยโลกธรรมทั้งหมด ไม่ต้องการลาภ ไม่ต้องการยศ ไม่ต้องการสรรเสริญ ไม่ต้องการสุข แต่ว่าพระองค์ไหนถ้าเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตะเกียกตะกายหาลาภ ตะเกียกตะกายหายศ หาคนยกย่องสรรเสริญ หาความสุขในทรัพย์สิน อย่างนี้ก็เป็นนักบวชพาลเหมือนกัน ใช้ไม่ได้ไหว้ไม่ได้บุญ องค์นี้ไหว้ไม่ได้บุญ เว้นไว้แต่ว่ายศฐาบรรดาศักดิ์พระราชาถวายด้วยความเคารพ แล้วก็ไม่เมาในยศนั้น อย่างนี้ได้บุญ นี่ไม่ได้แกล้งว่าใครนะ มันเบื่อเต็มทีแล้วมิสเตอร์หัวโล้นนี่ มีเยอะที่เอาเรื่องไม่ได้ ที่ดีก็มีมาก ที่ชั่วก็มีมาก ไม่เคารพแม้แต่พระธรรมวินัย ระเบียบใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็ไม่เคารพ ดินแดนที่อยู่เวลานี้ เลวจริง ๆ เลวบอกไม่ถูก ไม่เคารพแม้แต่พระธรรมวินัย ศีล ๕ ยังไม่เอากันเลย นี่ส่วนที่เลว ส่วนที่ท่านดีก็มีมหาศาลแต่สำหรับท่านที่ดีนี่ ชาวบ้านมองไม่ค่อยเห็นเพราะโกหกไม่เป็น เจ้าพวกนี้โกหกเป็น นี่แหละบรรดาท่านทั้งหลายทั้งที่เป็นฆราวาสและเป็นพระ เราก็มานั่งนึกอยู่ อยู่ในใจว่าไอ้จิตความเป็นพาลมันเข้ามาสิงใจเราบ้างหรือเปล่า ถ้าเรายังฝ่าฝืนคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงวางระเบียบไว้ เป็นอันว่าเราเป็นพาล

ตานี้ เรามาถอนความเป็นพาลกัน เลิกคบมัน พาลข้างนอก ใครเขาจะพาลสักกี่ร้อยกี่พันคนช่างเขา เรามาถอนใจเราจากพาลดีกว่า ลักษณะการถอนจากพาลไม่มีอะไร ง่ายนิดเดียว ง่ายนิดเดียว นั่งนึกดูซีว่าเราอยากให้ใครเขามาฆ่าเราไหม ถ้าเราไม่อยากให้ใครมาฆ่าเรา เราก็ไม่ฆ่าเขา ตานี้เราอยากให้ใครเขามาไหว้เราไหม ถ้าเราอยากให้ใครเขามาไหว้เรา เราก็ต้องยกมือไหว้เขาเสียก่อนแค่นี้เอง เขาก็ต้องไหว้เรา ง่ายนิดเดียว เราอยากจะให้ใครเขามายิ้มกะเราไหม อยากให้ใครเขามายิ้มกะเรา เราก็ยิ้มให้เขาก่อน เขาก็ยิ้มให้แก่เรา ตานี้เราอยากจะให้ใครเขาด่าเราไหม เมื่ออยากจะให้คนอื่นเขามาด่า เจอะหน้าด่ามันส่งไปเลยประเดี๋ยวก็ถูกด่า อยากให้ใครเขามาตีเราไหม ชอบให้ใครเขามาตีเรา เจอะหน้าตีส่งไม่ต้องหาเหตุหาผล เดี๋ยวเราก็ถูกตี นี่ลักษณะความจริงมันเป็นยังงี้ ทีนี้เราไม่ต้องการคบพาลในใจ เราจะทำยังไงเราก็ทรงศีล ๕ ง่ายเกินไป บอกว่าทรงศีล ๕ นี่มันง่ายเกินไป แต่ว่ายากสำหรับผู้ทำ ถ้าจะให้ดีละก็ทรงพรหมวิหาร ๔ ไปแค่นี้เองท่านพุทธบริษัทสบายหมด พรหมวิหาร ๔ มียังไงจิตใจของเรารู้สึกว่า มีความรักตัวเรากับคนอื่น สัตว์อื่นเสมอด้วยเรา ด้วยความจริงใจ เรารักกันเสียให้หมดไม่ว่าใครละ ผู้หญิง ผู้ชาย แขก เจ๊ก มอญ ลาว จะเป็นคนชาติไหน ภาษาไหน เพศไหนช่าง ฐานะเป็นเช่นใดก็ช่าง รักเหมือนกันในฐานะที่เป็นเพื่อนเกิด ประการที่ ๒ มีความกรุณาคือสงสาร ตั้งใจไว้เสมอเราจะสงเคราะห์คนและสัตว์ทั้งโลกให้มีความสุข ซึ่งไม่เกินความสามารถของเรา ประการที่ ๓ มีจิตอ่อนโยน คือไม่อิจฉาริษยาใคร เห็นใครเขาได้ดีก็พลอยยินดีกับความดีของเขาส่งเสริมความดี ประการที่ ๔ ถ้าใครเขามีความทุกข์ ความยาก ความลำบาก เจ็บป่วยหรือพลาดพลั้งในกิจการงาน แต่ว่าไม่มีโอกาสจะช่วยได้เพราะมันเป็นเหตุเกินวิสัย ก็วางเฉยเข้าไว้ หรือว่าตัวเราเองถูกอาการเช่นนั้นเข้า มันเป็นเหตุเกินวิสัยที่จะแก้ไขได้ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ทำใจสบาย ๆ ทำใจไม่ดิ้นรน ที่เรียกกันว่า อุเบกขาวางเฉย

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าหากว่าเราสามารถทรงพรหมวิหาร ๔ แต่ว่าพรหมวิหาร ๔ นี่ ถ้าจะทรงให้ดีต้องค่อย ๆ ขยับ คือค่อย ๆ ระมัดระวังกาย ระมัดระวังใจ ใช้สติสัมปชัญญะควบคุมเข้าไว้ พอลืมตาขึ้นมาใหม่ ๆ เราก็นึกไว้เลย ว่า หนึ่งเราจะรักคนและสัตว์ทั้งโลกเสมอด้วยตัวเรา สองเราจะสงเคราะห์คนและสัตว์ทั้งโลกเสมอด้วยตัวเรา สามเราจะไม่อิจฉาริษยาใคร ถ้าใครเขาทำดีจะอนุโมทนาด้วย เอากำไรตอนเป็นปัตตานุโมทนามัย หมายความว่าเขาทำดีกันเกือบตาย ความจริงเราไม่ได้ทำกับเขา พลอยยินดีกับความดีที่เขาทำแล้ว แล้วก็เราไม่อิจฉาริษยาเขานี่ คนที่ได้ดีประเภทนั้น เห็นว่าเราพลอยยินดีด้วย แทนที่เขาจะไม่แบ่งให้เรา เราไปแสดงความยินดี ดีไม่ดีก็ได้อะไรต่ออะไรกินเข้าไปอีกด้วย อันนี้องค์สมเด็จพระชินสีห์กล่าวว่า เรามีอานิสงส์คือ ความดีมีผล แล้วต่อไป เราก็มีจิตเป็นอุเบกขา ความวางเฉยในสิ่งที่เราไม่สามารถจะแก้ได้ เช่นความป่วยไข้ไม่สบาย ความทุกข์ใด ๆ มีขึ้น คนตายเกิดขึ้น ต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ น้ำมันท่วมใหญ่เรากันน้ำไม่อยู่ ลมมันพัดไปเรากันลมไม่อยู่ ไอ้สิ่งเหล่านี้เราจะไปเต้นแร้งเต้นกาบอกต้องทำยังงั้น ต้องทำยังงี้ รัฐบาลต้องทำยังโง้น พระเจ้าแผ่นดินต้องทำยังงี้ หรือบุคคลผู้มีอำนาจต้องทำยังงั้น มันทำไม่ได้ มันเกินวิสัยเราตั้งไว้ในอุเบกขาคือว่า เออนี่มันเหตุเกินวิสัยจริง ๆ เราจะไปเร่งรัดจับให้ใครเขาทำน่ะมันทำไม่ได้ ทำใจวางเฉยแบบสบาย ๆ ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราเกิดมาในโลก เท่านี้แหละ บรรดาท่านผู้อ่านทั้งหลาย ความเป็นพาลของท่านจะสลายไปทันที

ที่ขอบอกไว้ย่อ ๆ แบบนี้นะ บางทีนักปราชญ์เขาจะเฉดเอา เขาว่าเจ้าเหม่งนี่ ออกแบบใหม่แล้วซี ความจริงเขาให้แก้กันอย่างโน้น แก้กันอย่างนี้ บอกไม่ต้องหรอก ลองดูบ้างก็ได้ ลอง ๆ ทำกันดู ซ้อมใจดูสักสามเดือน ว่าให้จิตของเราทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นอัปปมัญญา คือไม่มีขอบเขต แล้วลองดูซิว่าจิตของเราจะละความเป็นพาลตามที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงแนะนำได้หรือไม่ ถ้าหากว่าเราทำจริง ๆ แล้วก็ละไม่ได้เลย ผ่อนคลายไม่ได้เลย มาบอกใหม่ จะแนะนำให้ฟังใหม่ หรือว่าจะแนะวิธีให้โดยใช้พรหมวิหาร ๔ นี่แหละไม่ต้องใช้อย่างอื่น แล้วจะรู้ตัวเราละได้จริง ๆ อันธพาลนี่ ไอ้ความเป็นพาลก็ไม่มี

เอาละบรรดาท่านผู้อ่านทั้งหลาย นี่อาศัยอารัมภบทบ้าง แล้วกำหนดเข้ามาถึงมงคลข้อที่ ๑ ว่าเวลาเสียเท่าไรก็ไม่รู้นะ หนังสือเล่มนี้ตั้งใจว่าจะให้กะทัดรัดที่สุด แล้วก็คิดว่าอาการเนิ่นช้ายืดยาด ก็จะมีแต่เพียงระยะต้นนี้เท่านั้น เป็นอันว่าตอนนี้ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนก็ขอเก็บมงคล คือ จบมงคลข้อที่ ๑ ไว้เพียงนี้ ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ