เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

ต่อจากนี้เป็นเวลาของการเจริญพระกรรมฐาน ตอนนี้ก็จะพูดเฉพาะอารมณ์อีกเหมือนกัน แต่ว่าจะขอพูดแต่โดยย่อ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพากันสมาทานพระกรรมฐานว่า อิมาหํ ภควา อตฺตภาวํ ตุมหากํ ปริจฺจชามิ ซึ่งแปลว่า ข้าขอนอบน้อมพระรัตนตรัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ขอมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่าขอมอบกายถวายชีวิต หมายความว่า ยอมรับนับถือ ความดีของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงบรรลุแล้ว แล้วก็นำมาสั่งสอนพวกเรา 

ทีนี้ใช้คำว่ามอบกายถวายชีวิตก็หมายความ ว่า เราจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่อาลัยต่อชีวิต สิ่งใดที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิศรทรงห้ามว่า จงอย่าทำ จงละ สิ่งนั้นเราตั้งใจว่าจะละตามที่พระองค์ตรัสแล้ว ก็ปฏิบัติตามนั้น แล้วก็สิ่งใดที่พระองค์ทรงส่งเสริมให้ปฏิบัติว่าเป็นความดี เราก็ปฏิบัติตามคำขององค์สมเด็จพระชินสีห์ด้วยความเคารพ อย่างนี้เรียกว่ามอบกายถวายชีวิต 

สำหรับวันนี้จะพูดถึงอารมณ์ที่พระ พุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัทว่าให้รักษาอารมณ์ ประเภทนี้ไว้ด้วยชีวิต ทั้งนี้ก็เพราะว่าถ้าบุคคลใดปฏิบัติได้ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะโลก นี่การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจสมาทานพระกรรมฐานก็ดี และสมาทานศีลก็ดี แล้วก็มีการให้ทานอย่างที่เมื่อกี้นี้เขามีการบอกบุญกัน เรื่องการทอดผ้าป่าสร้างสำนักวิปัสสนาและสร้างพระอุโบสถอย่างนี้ เรียกว่า การถวายทานแก่พระพุทธศาสนา 

นี่ก็เพราะว่าเราต้องการจะหนีโลก ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะว่าโลกพระพุทธเจ้าแปลว่า มีอันที่จะต้องฉิบหายไป คำว่าฉิบหายไปนี้ความจริงถ้าเราเป็นคนไทยรู้สึกว่าจะหนักไปสำหรับ ศัพท์นี้ แต่ว่าตามพระบาลีท่านให้ศัพท์นี้โดยเฉพาะ คำว่าฉิบหาย ก็หมายความว่าต้องมีการแตกสลายไป พังไป ทำลายไปในที่สุด ไม่มีอะไรทรงตัว จะเป็นมนุษย์ก็ตาม สัตว์ก็ตาม หรือวัตถุที่ไม่มีชีวิตก็ตาม ไม่มีอะไรทรงตัวอยู่เป็นปกติ 

เมื่อมันปรากฎในเบื้องต้น ก็มีการเสื่อมไป แล้วก็มีความสลายไปในที่สุด นี่อารมณ์อย่างนี้พระพุทธเจ้าสอนให้บรรดาท่านพุทธบริษัทคิดไว้เป็นปกติ แล้วก็ไม่มีความหวั่นไหวในขณะที่สิ่งทั้งหลาย มีชีวิตของเราเป็นต้น คือ ร่างกายของเรามีความเสื่อมแล้วก็มีสลาย เรียกว่าทำใจให้เป็นปกติ นี่ว่ากันเฉพาะโดยหลักใหญ่ ๆ 

วันนี้จะขอนำโลกธรรม ๘ ประการ แต่ว่าจะนำมาพูดเพียง ๒ ประการเท่านั้น ให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้าและประกาศตนว่า ขอมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้าเป็นการทดสอบใจของเราว่า เรานี้มอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้าจริง ๆ หรือเปล่า หรือว่าวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง เรายอมรับนับถือหรือมอบกายถวายชีวิตแด่พระพุทธเจ้าเดือนหนึ่งกี่ครั้งหรือ ว่าวันหนึ่งมีเวลาเท่าไร ด้วยพระธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ จะเป็นเครื่องวินิจฉัยจิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทหรือโลกธรรมทั้ง ๒ ประการ คือ นินทา ปสังสา นี่เป็นภาษาบาลี คำว่านินทาเราก็ทราบแล้วว่า การกล่าวให้โทษ นี่การกล่าวให้โทษโจษกันด้วยความชั่ว นี่เป็นการนินทาที่เรารับทราบอยู่แล้ว ปสังสาได้แก่ อาการ สรรเสริญ อารมณ์ทั้ง ๒ ประการ นี่เป็นที่หวั่นไหวของบรรดท่านพุทธบริษัททั้งหลายอยู่มาก

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเตือนให้บรรดาท่านพุทธบริษัทมีความระมัด ระวัง และก็อย่ายึดถืออารมณ์นี้เป็นสาระทั้ง นี้เพราะอะไร เพราะพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เกิดมาในโลกนี้แล้วไม่มีใครพ้นนินทา เรียกว่า นัตถิโลเก อนินทิโต คน ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ ทุกคนพ้นการนินทาไม่ได้ แล้วก็คนที่เกิดมาในโลกนี้ทั้งหมดไม่มีใครพ้นคำสรรเสริญเหมือนกัน เรียกว่า นินทากับสรรเสริญ เป็นของประจำโลกที่เรียกว่าโลกธรรมหรือธรรมประจำโลก 

ใน เมื่อปรากฎว่าโลกยังมีอยู่เพียงใด เราทั้งหมดก็ต้องกระทบกับคำนินทาสรรเสริญ ดังนี้ แม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาถึง ๔ อสงไขย กำไรแสนกัป ที่ทำอย่างนี้เพราะอาศัยความลำบากมากว่าตั้งใจจะโปรดพุทธบริษัท คือชาวโลกให้พ้นจากความทุกข์ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วว่าคนใดที่ยังเกิดอยู่ในโลก คนนั้นไม่พ้นความทุกข์ มีความทุกข์ประจำ ถ้าหากบุคคลใดสามารถจะทำใจของตนให้พ้นจากโลกได้ บุคคลนั้นก็จะเข้าถึงความสุขได้ คือต่อไปบุคคลนั้นก็จะไม่มีความเกิดในโลก จะเป็นโลกมนุษย์ก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี เราพ้นแล้ว เมื่อพ้นแล้วจะไป ไหน องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่าเราจะไปพระนิพพาน สำหรับพระนิพพานอยู่ที่ไหน ก็จงรักษาอารมณ์ใจของตนให้เป็นสมาธิ ถ้าเข้าถึงอุปจารสมาธิแล้วก็ฝึกทิพจักขุญาณให้ปรากฎ เมื่อเราสามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นพรหมโลก เห็นสัตว์นรก เปรต อสุรกายได้แล้ว 

ต่อจาก นั้นไปทำวิปัสสนาญาณตามที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงสอนคือ พิจารณาขันธ์ ๕ คือ ถ้าจิตของบรรดาท่านพุทธบริษัทเข้าสู่โคตรภูญาณ คือจะเป็นพระโสดาบันเสียเลย ในตอนนี้ก็ใช้ญาณของเราที่เป็นโลกีย์ ก็จัดว่าเป็นญาณโลกุตตระ คือเป็นญาณของพระอริยเจ้า ตอนนี้แหละทิพจักขุญาณของบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านจะเห็นพระนิพพานชัดเจน แจ่มใส 

นี่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร เพราะพระนิพพานเป็นแดนไกล คำว่าไกลนี้ก็หมายความสำหรับคนที่มีจิตเต็มไปด้วยกิเลส แต่ทว่าบุคคลใดมีความเคารพในองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ แล้วก็มอบกายถวายชีวิตจริง สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าว่าไม่ดี จงอย่าทำแนะนำว่าอย่างนั้น เราก็ไม่ละเมิด สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วยกย่องว่าเป็นความดี เราทำอย่างนั้นตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินสีห์ 

ถ้าเป็นอย่าง นี้พระนิพพานก็อยู่ไม่ไกล ความจริงอยู่ใกล้ ๆ เรานั่นเอง นี่หากว่าเราจะไปพระนิพพานได้ก็ลองมานั่งสอบอารมณ์ใจ ว่าใจของเราเป็นทาสของโลก หรือว่าเวลานี้ใจของเราเป็นอิสระแล้ว ถ้าใจของเรายังเป็นทาสของโลกอยู่เพียงใด เราก็ไม่สามารถจะพ้นไปจากโลกได้ คำว่า พระนิพพานย่อมไม่ปรากฏกับเรา 

ถ้าใจของเราเป็นอิสระไม่เป็นทาส ของโลกเมื่อไร ขณะนั้นเราก็จะเข้าสู่พระนิพพานได้ หรือว่าอย่างน้อยที่สุด เราก็เข้าสู่กระแสพระนิพพาน คือว่าไม่มีการถอยหลัง มีแต่การเดินหน้าเข้าไปหาพระนิพพาน การจะเข้าสู่กระแสพระนิพพานได้ ก็ได้แก่การเข้าสู่กระแสพระโสดาบัน 

ทีนี้โลกธรรมทั้ง ๒ ประการ นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี ที่กล่าวว่าเป็นของประจำโลก ก็จงคิดพิจารณาดูว่าองค์สมเด็จพระบรมครูบำเพ็ญบารมีมาถึง ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป มีความลำบากมาก ก็เพราะอาศัยพระมหากรุณาธิคุณจะสงเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกที่เกิดมามี ความโง่ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และก็จะแนะนำทางให้เข้าไปสู่พระนิพพาน ถ้าปฏิบัติตามท่าน ก็จะถึงพระนิพพานทุกคน แม้องค์สมเด็จพระทศพลเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งสุดท้าย พระองค์ออกสู่แสวงหาอภิเนษกรมณ์ สิ้นเวลา ถึง ๖ ปี

ในตอนระยะต้นองค์ สมเด็จพระชินสีห์ ปฏิบัติตามแบบของพราหมณ์เป็นการทรมานตนมากที่สุดไม่มีใครเหมือน ต่อมาก็มาทิ้งกริยานั้น เห็นว่าไม่ใช่ทางบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ สมเด็จพระพิชิตมารอาศัยบารมีที่บำเพ็ญมา จึงเข้ามาปฏิบัติทางใจใช้เวลาไม่ถึง ๑๒ ชั่วโมง ก็บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันต์องค์แรกในโลก 

เมื่อ เป็นพระอรหันต์แล้ว ถ้าพระองค์ขาดพระมหากรุณาธิคุณ จะไม่สอนพุทธบริษัทก็มีความสุขพอ แต่ว่าไม่ใช่อย่างนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ทรงทรมานพระกายถึง ๔๖ พรรษา สมัยนั้นรถเรือก็ไม่มีอย่างสมัยนี้ หนทางก็ไม่ดีเท่า แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเสด็จสอนบรรดาท่านพุทธบริษัท ถึงแม้ว่าจะเป็นเขตกันดารเพียงใดก็ตามที องค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ไม่ท้อถอย แต่ทว่าความดีของพระองค์ที่อาศัย และเมื่อเกิดมาพบความทุกข์เพราะอะไร เพราะจิตของเรามันเป็นทาส คือ ทาสของตัณหา คือความอยาก

ทีนี้ตัณหา มันสร้างให้เราเกิด มันก็บันดาลให้เราทุกข์ เรารู้แล้วไอ้เจ้านี่ไม่ดี ว่านับตั้งแต่นี้ ไปเราเป็นไทไม่เป็นทาส หมดอำนาจ คือพ้นจากอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศล กรรม ตั้งใจไว้เลยว่าร่างกายไม่ดีเป็นจุดหมายปลายทาง เป็นดินแดนของความทุกข์ ถ้าเราเกิดอีกแสนชาติ มันก็ทุกข์อย่างนี้ เมื่อร่างกายประเภทนี้เป็นดินแดนของความทุกข์ เป็นเชื้อสายนำมาซึ่งความทุกข์ให้เกิดแก่จิต 

เราเชื่อแล้วที่องค์ สมเด็จพระธรรมสามิศรว่า เราวางสังขารร่างกายเสียได้ เราวางได้เมื่อไร เรามีความสุขเมื่อนั้น เพราะถ้าเราไม่เกิดเสียอย่างเดียวมันมีความสุข แล้วเราก็ตั้งใจไว้ว่า เราจะไม่เกิดอีก คิดไว้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปว่า ร่างกายเลว ๆ นี้มันจะไม่มีอีกแล้ว จะมีร่างกายนี้เป็นร่างกายสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มีสำหรับเรา เห็นร่างกายของบุคคลอื่นก็เหมือนกันว่ามี สภาพเป็นของน่าเกลียด เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ร่างกายของเราก็น่าเกลียด เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก เราไม่พอใจ ในร่างกายทรัพย์สินทั้งหลายที่มีอยู่ เราจะอาศัยเฉพาะในขณะที่มีชีวิตเท่านั้น 

สิ่งเหล่านี้ถ้ายังทรง ชีวิตอยู่ก็หาด้วยสัมมาอาชีวะด้วยความชอบ อย่าไปคดไปโกงเขา ถ้าเราตายเมื่อไร เราก็ไม่เสียดายมัน เพราะอะไร ร่างกายมันไม่มี มันพัง สมบัติทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นสมบัติของบุคคลอื่นไป จิตใจของเราต้องการอย่างเดียว คือ ความถึงที่สุดของความทุกข์เราไม่มีร่างกายอีก นี่เราต้องการความไม่มีร่างกาย 

ถ้าใครเขามาด่าเรา เราจะไปโกรธเขาด้วยประโยชน์อันใด มันจะด่าเราว่าอย่างไรช่างมัน ไม่ต้องโกรธ เราไม่โกรธ เพราะอะไร เขาจะด่าว่า เราเป็นวัวเป็นควาย ก็ลองไปส่องกระจกดูว่า เราเป็นจริงหรือไม่ หรือไม่เช่นนั้นก็เอามือคลำศีรษะ มันมีเขาหรือเปล่า ถ้าหาเขาไม่ได้เราก็ไม่ใช่วัว ไม่ใช่ควาย แล้วก็คิดยังไง คิดสงสารว่า ไอ้เจ้านี่ตามันไม่ดี คนแท้ ๆ เขาก็ไม่มี มันว่าเราเป็นควาย คนนี้สติไม่ดีแน่ หรือไม่เช่นนั้นก็ตาไม่ดี 

คน ตาบอดเราควรจะให้อภัย แล้วคนมีจิตใจไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ คนมีสติสัมปชัญญะฟั่นเฟือน เราก็ควรจะให้อภัย ให้อภัยเพราะเขามีจิตใจไม่สมบูรณ์ในสติสัมปชัญญะ แล้วก็ตัดความโกรธเสียได้ การไม่มีในสังขารร่างกายเป็น การตัดโมหะ นี่เราก็มานั่งดูใจของเราว่าเราเชื่อไหมว่า เรามีร่างกายมันไม่ดี ร่างกายมันเป็นโทษ เรายังเมาในร่างกายอยู่หรือเปล่า เราคิดถึงความตายบ้างไหม 

เมื่อความเจ็บไข้ไม่สบายมาถึงตัวเรา เรามีความหวาดหวั่นมากหรือมีความหวาดหวั่นน้อย เวลาความเจ็บไข้ไม่สบายความแก่เข้ามาถึงเราเสียดายชีวิตไหม พิจารณาเอา ถ้ามันยังเสียดายมากแสดงว่า เรายังเป็นทาสตัณหาอยู่มาก ถ้าความเสียดายไม่มี หรือมีน้อยนิดหนึ่ง มันกระทบบ้าง แล้วก็หายไป อันนี้ควรจะดีใจว่า เราเข้าถึงคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร แล้วเราก็มานั่งดูใจว่า ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า ร่างกายต้องเกิด ต้องแก่ ต้องตาย ในที่สุด เราเชื่อท่านจริง ๆ หรือเปล่า

ถ้าความหวาดหวั่นในความแก่ ความ เจ็บไข้ ความตายยังมีอยู่ จงรู้ว่านี่เรายังไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าความหวั่นไหวไม่มีแสดงว่าเราเชื่อพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อเชื่อแล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วให้ยึดศีลเป็นเครื่องกำบังอบายภูมิ ศีล ๕ ประการ มันกันนรก กันเปรต กันอสุรกาย กันสัตว์เดรัจฉาน คือว่าเราพิจารณาร่างกายเป็นโทษ นี่คือเราบริสุทธิ์หรือเปล่า การรักษาศีลยังต้องระวังหรือเปล่า หรือว่าอารมณ์ใจของเราเป็นปกติ 

ถ้า อารมณ์ใจของเราเป็นปกติ เรามั่นใจได้ว่า อบายภูมิไม่เป็นของเรา แล้วก็พิจารณาไปอีกนิดว่า อารมณ์ใจของเราเวลานี้รักพระนิพพานเป็นการสอบจิตนี่เป็นของดี ทีนี้ถ้าหากว่าเราได้ยินใครเขาสรรเสริญว่า เราดีแบบนั้น เราดีแบบนี้ เราดีใจไหม ถ้าหากว่าเราดีใจ ก็จงทราบไว้ว่ากำลังใจของเรานี้ใช้ไม่ได้ เป็นทาสของกิเลสเสียแล้ว 

ทั้งนี้ก็เพราะว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ตรัสว่า ให้เราโยนทิ้งไป นี่เราจะมาเก็บนินทาและสรรเสริญไว้เพื่อประโยชน์อันใด เพราะว่าธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ ไม่ได้ทำให้ใคร ดีขึ้นมาได้ ไม่ได้ทำให้ใครชั่วขึ้นมาได้ ความดี หรือความชั่ว อยู่ที่ตัวประพฤติว่าปฏิบัติความดีหรือปฏิบัติชั่ว 

ฉะนั้น ธรรมทั้ง ๒ ประการนี้ สำหรับ วันนี้จะให้ไว้เป็นข้อสอบจิตใจของบรรดาท่าน พุทธบริษัทเพราะเป็นของหาง่าย บางทีวันหนึ่งสองวัน หรือวันเดียวอาจจะมาซ้อนกันถึง ๒ ราย ๓ ราย ก็ได้ ข่าวการนินทาสรรเสริญ ถ้าเราได้รับคำนินทา ดูใจของเรา ว่าพอใจในการนินทาหรือว่าโกรธคนนินทา ถ้าโกรธคนนินทา ก็จงนึกว่าความจริงคนนินทานี่เป็นคนตาไม่ดี หูไม่ดี หรือมิฉะนั้นก็อาจจะขาดสติสัมปชัญญะ ขาดการใคร่ครวญ 

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำดีกว่า เมื่อเราพิจารณาดูตัวของเราว่านี่เราเลวตามที่เขาพูดหรือเปล่า ถ้าเราไม่ได้เลวตามคำที่เขาพูด ก็จงทราบด้วยว่า คนพูดนั่นใช้ไม่ได้เลย เป็นคนที่ไร้สติสัมปชัญญะ ขาดสติขาดปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา และคนที่ขาดปัญญาพิจารณาแล้วเห็นคนดีกลายเป็นคนชั่วไป ก็แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม เขาไม่ได้มีอิสระ การนินทาว่าร้าย ความจริงเขาไม่ต้องการอย่างนั้น แต่ว่าเจ้านายเขาเสี้ยม เขาสอน คำว่าเจ้านายก็ได้แก่กิเลส ตัณหา อุปาทาน และ อกุศลกรรม 

เมื่อคนเขาถูกบังคับมาให้ทำอย่างนั้น เราจะไปโกรธเขาทำไม ถ้าเราโกรธก็ควรจะโกรธคนที่สั่งคือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม เจ้า ๔ ตัว น่าโกรธ น่าจะฆ่าเสียให้สิ้นไป ฉะนั้น ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการที่จะได้ยินคำนินทาอีกต่อไป ก็พยายามฆ่ากิเลสตัณหา อุปาทานให้ราบไปจากใจของเรา ด้วยอำนาจการถวายทานหรือการให้ทาน การสมาทานศีล เจริญสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน พยายามทำไปไม่ช้าไม่นานเท่าไร สิ่งทั้ง ๔ คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมมันก็ค่อยๆ ตายไป มันตายไปทีละน้อย ๆ ทุก ๆ วัน 

ในขณะที่มีปัญญาพิจารณาเห็นหน้ามัน เห็นว่ามันเป็นโทษ เป็นทุกข์ ในที่สุดมันก็จะสลายไปจากใจ และสำหรับคำสรรเสริญก็เหมือนกัน เราฟังแล้ว ถ้าเราดีใจ ก็จงทราบด้วยว่า นี่เราเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม เพราะว่ามันย้อมยำทำหัวใจให้เรายินดีตามคำสรรเสริญ ความจริง เราไม่ได้ดีตามคำเขาพูด หรือว่ามีดีอยู่บ้าง แต่มันไม่ถึงนั่น 

แต่ ทำไมจิตใจของเรานี้จึงยอมรับนับถือคำสรรเสริญจนเกินพอดี แล้วก็จงนึกถ้อยคำขององค์สมเด็จพระชินสีห์ว่านี่เป็นโลกธรรม ที่มันจะดึงเราให้ติดอยู่ในโลก เมื่อเราติดอยู่ในโลกนี้ เราก็มีทุกข์ตลอดกาลหาความสุขไม่ได้ อาศัยที่เรายอมมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงพยายามทำใจให้พ้นคือโยนคำสรรเสริญทิ้งไป แล้วก็จงทราบไว้ ด้วยการนินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี นี่เป็นสมบัติของกิเลส ตัณหา อุปาทานและอกุศลกรรม ที่จะชักนำให้เราตกอยู่ในอำนาจของมัน แล้วมันก็จะเหยียบจะย่ำเราให้เข้าสู่ถึงความทุกข์ตามที่เคยประพฤติ เคยประสบมา 

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยทั่วหน้า ธรรมทั้ง ๒ ประการ คือ นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี อันนี้จะระงับไป จากใจได้ด้วยดีภายในไม่ช้า ก็ได้การประพฤติตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า เราวางตั้งใจไว้ในขันติบารมี หรือว่า อุเบกขาบารมี ที่ตั้งแบบนี้ ทรงแบบนี้ พูดแบบนี้ก็ฟังยาก หมายความตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัส คือใช้แบบเป็นภาษาไทยชัด ๆ เรียกว่า ช่างมัน ใครมันจะด่าจะว่าก็ช่างมัน เพราะเราไม่ได้เลวไปตามเขาว่า 

พอเขาสรรเสริญขึ้นมาเราไม่ยอมดีใจ จงรู้ไว้ว่านี่กิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรม มันจะให้เราเป็นทาสของมันต่อไป ถ้าเราดีใจตามคำสรรเสริญ พอเขาสรรเสริญเราก็มารับฟังแล้วก็ทำเฉย ๆ ว่าต่อไปก็จงคิดว่าช่างมัน ใครนินทาก็ช่างมัน ใครจะสรรเสริญก็ช่างมัน เราไม่ยอมรับนับถือเราทราบอยู่แล้วว่า เราจะดีหรือเราจะชั่ว ตัวเราเท่านั้นเป็นผู้รู้ และเอาพระธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูเป็นเครื่องวัดว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระทรง สวัสดิโสภาคสอนให้เรามีเมตตา รู้จักมีศีล เรารู้จักบริจาคทานเป็นสังคหวัตถุ รู้จักระงับ นิวรณ์ ๕ รู้จักทรงสมาธิ รู้จักความจริงของขันธ์ ๕ ว่ามันมีความเกิดขึ้นใน เบื้องต้น มีความแก่ แล้วก็มีความตายในที่สุด 

อัน นี้เรายอมรับนับถือเชื่อพระพุทธเจ้าจริง ๆ หรือเปล่า นี่มานั่งวัดใจของเราตรงนี้ดีกว่าอย่าเอาใจของเราเข้าไปยุ่ง กับการสรรเสริญ นินทา 

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยทั่วหน้า วันนี้ขอให้อารมณ์โดยเฉพาะ ความจริงว่าจะพูดน้อย ไหงพูดมากมาได้ แต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนา และพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาบอกหมดเวลา ๚ะ

ห้องสมุดธรรมะ