เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

เมื่อกาลเวลาในการฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อปานผ่านมาเดือนเศษ การรักษาอารมณ์ทำได้เป็นปกติ ตั้งอารมณ์นานเท่าใดก็ได้ การเห็นนรกตามความสามารถเดิม เห็นได้ชัดเจน แจ่มใสมาก ไปหาตาลุงก็ง่าย แต่ทว่าการลงนรกเองไปสวรรค์เอง ไปไม่ได้ และสวรรค์ที่ต้องการเห็นก็ยังไม่เห็น เพื่อน ๆ อีก 2 คนเขาไล่เบี้ยกสิณ 10 กันจนจบเกม เขาฝึกอภิญญากัน เขามีความสามารถตามพื้นเพและวาสนาบารมีของเขา เขาคล่องด้วยประการทั้งปวง แต่ฉันมันเกะกะ ๆ อยู่ ไปไหนไม่รอดเลย ในที่สุดทนความอดอยาก ไม่ไหว วันหนึ่งใกล้กลางเดือน 10 ฉันคิดว่าสัญญาที่หลวงพ่อให้ไว้กับฉันไม่ถึงที่สุด ฉันยังลงไปนรกเองไม่ได้ ไปสวรรค์และพรหมก็ไม่ได้ ฉันต้องไปทวงสัญญากับหลวงพ่อ เมื่อฉันข้าวเช้าเสร็จก็ห่มผ้าตามระเบียบ เข้าไปกราบหลวงพ่อ พอเงยหน้าขึ้น ท่านถามว่าเธอจะมาทวงสัญญาฉันหรือ ความจริงเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดกับท่านและยังไม่ได้บอกใครเลย เพียงคิดในใจเท่านั้น แปลกใจ แต่ไม่มีอะไรสงสัยด้วย ไม่ว่าอะไรที่ผิดปกติท่านพูดก่อนบอกเสมอ เมื่อท่านถามก็กราบเรียนท่านตามตรง ท่านบอกว่าดี ความจริงเธอไปได้แล้วแต่เธอไม่ไปเอง ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ คิดว่าถ้าไปได้ทำไมเราจะไม่ไป ก็ไปไม่ได้จึงไม่ไป แต่ ไม่กล้าพูด เพียงเรียนท่านว่ากระผมไม่เข้าใจวิธีไป ท่านบอกว่าไม่ยากเลย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอกลับไปแล้วเข้าฌานรักษาอารมณ์ให้คงที่ตลอดเวลา รักษาลมจนปรากฏว่าไม่มีลม ลมหายใจ รักษารูปพระให้ แจ่มใส ทรงกำลังใจ จับนิมิตไว้ ฉันมีเวลาฉันจะไปแนะเธอ ปัปเดียวไปได้เลย นรก สวรรค์ พรหม เธอไปได้หมดแล้ว พอฟังท่านบอก ใจมันพองโตบอกไม่ถูก มีอารมณ์ครึ้มมาก คิดว่าวันนี้แหละถ้าไปได้ล่ะก็ นายเอ๋ย ฉันจะเที่ยวไปให้จบแดนเลย อีเมืองไหนที่ใครอยากรู้ฉันจะไปให้ปรุ อารมณ์อย่างนี้มันมีกิเลสตัณหาผสมอยู่ด้วยถึง 90% มีอารมณ์ดีไม่เกิน 10% หรืออาจมีอารมณ์ดีไม่ถึง 3% ก็ได้ แต่ก็ช่างเถอะคนที่บ้าดีอย่างฉันแม้จะเป็นดีผสมชั่ว ทำอย่างไรเสียก็ยอไม่หลุด เมื่อท่านสั่งแล้วก็กราบลาท่านมา เมื่อมาถึงกระท่อมก็ทรงเครื่องครบ พาดสังฆาฎิ นั่งขัดสมาธิ ตั้งแต่เช้ายันเพล อากาศก่อนฝนจะตกมันร้อนระอุ ตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่ด้วยฤทธิ์อยากไปสวรรค์อุตส่าห์ทนเอา ทรงสมาธิจนไม่รู้สึกร้อน เพราะอารมณ์เป็นเอกัคตารมณ์ คือทรงอารมณ์เดียวจนไม่รู้สึกว่าหายใจ เห็นภาพหลวงพ่อองค์ยิ้มสวยอร่ามแพรวพราวระยิบระยับคล้ายเพชรอย่างดีประดับ ทั่วองค์ ลืมความปวดเมื่อยความร้อนเสียสิ้น มีอารมณ์แจ่มใส อารมณ์เหมือนมีพระอาทิตย์ปรากฏในอกสัก 100 ดวง เมื่อเสียงกลองเพลปรากฏ อารมณ์ที่กำหนดไว้เดิมว่าถึง 11 น. อารมณ์จงคลาย มันก็คลายตัวของมันเอง ความจริงไม่ได้ยินเสียงกลองเพล เพื่อนทั้ง 3 แอบมายืนอยู่ข้างกระท่อมเมื่อไรไม่รู้ เจ้าฤาษีโพธิวัตรอ้ายเจ้าเกลอมันถามว่าจะไปสวรรค์หรือวะ กูนึกว่าไปแดกข้าวลิงเสียแล้ว อ้ายเจ้าระยำนี่มันเก่งกว่าฉันเยอะ มันถามก็เลยทำเฉยเสียไม่ตอบมัน ต่างพากันไปฉันข้าวเพล เมื่อพบหลวงพ่อ ท่านบอกว่า ฉันไม่ว่างเลย แขกมากจริง ๆ เป็นพวกก่อสร้าง เพลแล้ว เธอฉันเสร็จแล้วไปเตรียมตัวไว้ตามฉันสั่ง ฉันว่างฉันจะไปแนะให้ เรื่องของตัณหาพายุ่ง ความอยากเป็นกำลังใหญ่ เมื่อฉันเพลแล้วก็เข้ากรรมฐานกันใหม่ หมายถึงการทำสมาธิกันอีก ตอนนี้คิดว่าตอนบ่ายหลวงพ่อท่านต้องมีเวลาว่าง ถ้าท่านมาเราทรงอารมณ์พลาด ท่านอาจตำหนิเอา เลยทำตามแบบที่เรียนมาทุกประการ ไม่มีอะไรหนัก ตัดกังวล ไม่มีความฝืน วางอารมณ์ทุกประการ จับนิมิตเป็นสรณะ คำว่า สรณะ หมายความว่าที่พึ่ง คือ นิมิตกับลมหายใจเข้าออกเท่านั้นที่จะบอกสัญลักษณ์อารมณ์ฌาน รักษาอารมณ์ ทรงอารมณ์เป็นปกติ ตั้งแต่เพลถึง 14 น. ไม่เห็นหลวงพ่อมา อากาศที่มีฝนตั้งเค้ามันร้อนอย่าบอกใครเชียว ระอุไปหมดทั้งตัว จีวร-สบง ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ หลวงพ่อท่านไม่มาก็คิดว่า เรานั่งตั้งแต่เช้า จะฝืนอิริยาบถเกินไป จึงคิดจะผ่อนคลายอิริยาบถสักครู่ จึงคลายสมาธิทรงอารมณ์ไว้ในอุปจารสมาธิ คือ รักษานิมิตไว้พอเห็นถนัด เปลื้องเครื่องทรงเต็มยศพระออก เครื่องเต็มยศพระก็คือ สบง 1 สังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า) 1 จีวร (ผ้าที่ห่มพระ) 1 รวมเป็น 3 ตัวด้วยกัน สำหรับอังสะ (ผ้าพาดชั้นในคล้ายเสื้อชั้นใน) รัดประคดเอว (ผ้าคาดพุง) ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องประกอบ เมื่อเอาสังฆาฎิ จีวรออกแล้วยังไม่แก้สบงด้วยเกรงว่าสุนัขมันจะอาย ไปเอาผ้าสำหรับอาบน้ำฝนที่เขานิยมถวายกันวันเข้าพรรษามาผลัดนุ่งแทน แล้วจึงเปลื้องสบงออก ผ้าอาบน้ำฝนอีกผืนหนึ่งมาคล้องคอ ผืนแรกนุ่งลอยชาย เมื่อเปลี่ยนเครื่องเสร็จก็ถือกล่องสบู่ ขันน้ำ เข้าห้องน้ำที่ทำไว้ติดกระท่อม พอเข้าไปในห้องน้ำอาศัยไอน้ำทำให้เกิดความเย็น มีความสบายเกิดขึ้น คิดจะอาบน้ำทันทีก็เกรงว่าจะเป็นไข้ เพราะกำลังร้อนจัด อารมณ์ก็จับนิมิตไว้เป็นปกติ ใจคิดว่าถ้าเราไปได้เราจะไปชั้นดาวดึงส์ก่อน เพราะชั้นนั้นเขาว่ามีนางฟ้ามากเหลือเกิน และเป็นเทวสถานของพระอินทร์ อยากจะเห็นพระอินทร์ อยากเห็นจุฬามณี อยากเห็นสวนดอกไม้บนเมืองสวรรค์ เมื่อคิดแล้วก็ปล่อยอารมณ์คิดเสีย ด้วยเกรงว่าอารมณ์จะ ฟุ้งซ่านเกินไป ถ้าหลวงพ่อท่านมา หากทรงฌานไม่ทันท่านจะหาว่าขัดคำสั่ง เมื่อปล่อยอารมณ์แล้วก็คิดว่าจะพักในห้องน้ำแล้วจึงจะอาบน้ำ จึงนั่งพิงตุ่มน้ำ ตุ่มที่มีน้ำมีความเย็นกำลังสบาย จิตที่ทรงสมาธิตลอด เมื่อวันมีความสบายเกิดขึ้น ไม่มีอารมณ์เครียดทางกาย ใจว่างจากความอยาก อารมณ์เกิดเป็นเอกัคตารมณ์มาทันที อารมณ์ดับวูบแล้วก็มีความรู้ตัวขึ้นคล้ายตื่นจากหลับ มันไม่ได้ตื่นที่ตุ่มน้ำ มันไปตื่นที่ไหนก็ไม่รู้ เห็นตัวเองยืนอยู่มีอาการคล้ายตายวาระแรก คือ พอเพลินมีอารมณ์วูบแล้วเห็นตัวเองยืนอยู่ข้างร่างเดิม แต่คราวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น มีความรู้สึกว่าตัวเองมายืนอยู่ข้างสวนดอกไม้ สวนนี้ช่างสวยเหลือเกิน มีไม้ดอกล้วน ๆ ปลูกไว้เป็นระเบียบ แต่ละสีไม่ปะปนกัน เป็นแถวยาวเหยียด ไม้ดอกแต่ละต้นมีสภาพเหมือนแก้วแพรวพรายไปทั้งต้น ไม้และดอกก็เป็นแก้วไปทั้งหมด มันสวยบอกไม่ถูกจริง ๆ สถานที่นั้นเงียบสงัดไม่มีใครเลย ยืนแปลกใจสงสัยอยู่ครู่หนึ่งได้ยินเสียงแจ๋ว ๆ ฟังเพราะจับใจ ไม่แหบ ไม่เครือ เสียงมีกังวาน แจ่มใสดังมาข้างหลัง เสียงนั้นเป็นเสียงหญิง ได้ยินเธอพูดว่า โอ้โฮ! พระคุณเจ้ามาโปรดชาวสวรรค์หรือเจ้าคะ พวกดิฉันขอฟังเทศน์เจ้าค่ะ พวกเรา พระท่านมาโปรดแล้ว มาฟังเทศน์กันเร็ว เธอพูดเอาเองตามประสาผู้หญิง ไม่เคยให้ฉันตอบเลย พอเหลียวไปมองดูเธอ เห็นหญิงร่างอรชรอ้อนแอ้นเอวเล็กเอวบาง ร่างสมส่วนสมทรงทุกอย่าง เครื่องแต่งตัวสีเขียวอ่อนมองเย็นตา นุ่งผ้าจีบคล้ายละคร มีเนื้อบาง ๆ แต่มองไม่เห็นเนื้อ เป็นเสื้อแขนสั้น มีผ้าสไบเฉียงเหมือนมหาอุบาสิกาสมัยโบราณ ผ้าทั้งหมดเป็นสีเดียวกัน เครื่องประดับแพรวพราวบอกไม่ถูก มองดูระยับไปทั้งร่าง คิดในใจว่าเธอนี่ช่างสวยและร่ำรวยเสียจริง ๆ เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน เมื่อเธอเรียกพวกเธอ พอสิ้นเสียงปรากฏร่างสาวสวยรุ่นราวคราวเดียวกันนับร้อยแต่งตัวเหมือนกันหมด สวยเหมือนกัน รูปทรงไม่ต่างกันเลย ผิวพรรณหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันมาก มานั่งพับเพียบพนมมือเป็นแถว กะประมาณพวกเธอเห็นจะเกินกว่าทหาร 5 กองพันเป็นไหน ๆ แต่ไม่เห็นมี ผู้ชายเลย ครั้นก้มลงมองดูตัวเองกลับมีสภาพเหมือนอสรกุ๊ย เพราะหัวโล้นนุ่งผ้าลอยชาย และมีผ้าคล้องคออีก 1 ผืน รู้สึกอายใจมาก ถามเธอว่าที่นี่เขาเรียกเมืองอะไร เธอตอบว่าเมื่อก่อนจะมาพระคุณเจ้าว่าจะไปเมืองไหน ตอบเธอว่าฉันอยากเห็นดาวดึงส์ อยากเห็นสวนดอกไม้ เธอตอบว่าที่นี่เขาเรียกว่าดาวดึงส์เจ้าค่ะ สวนนี้เขาเรียกว่าสวนจิตรลดาวัลย์ เป็นสวนของพระอินทร์ ขอพระคุณเจ้ากรุณาเทศน์โปรดพวกฉันเป็นการเสริมสร้างบารมีสักกัณฑ์เถิดเจ้า ค่ะ พอทราบว่าเป็นดาวดึงส์ก็ตกใจ คิดว่ามาได้อย่างไร และแม่พวกนี้ทราบความคิดของเราได้อย่างไร จึงถามเธอว่า เธอทราบได้อย่างไรว่าฉันคิดจะมาดาวดึงส์ เธอตอบว่าเทวดาทราบความคิดของคนเจ้าค่ะ มนุษย์คิดเทวดาทราบแล้ว และที่พระคุณเจ้าคิดอยากแต่งงานกับนางฟ้า พระอินทร์ท่านก็ทราบแล้ว ถ้าหากพระคุณเจ้ายังมีความประสงค์อย่างนั้นไม่มีทางมาดาวดึงส์หรือสวรรค์ ชั้นใดได้เลย ตอนนี้พระคุณเจ้ามีอารมณ์ชั่วระงับแล้ว ทรงสมาธิสมบูรณ์มาได้ พอเธอพูดตรงใจเลวเข้าชักอายบอกไม่ถูกเลย และเรื่องที่เธอขอให้เทศน์จะเอาอะไรมาเทศน์ด้วยไม่เคยเรียนเทศน์ พอบวชก็มุ่งปฏิบัติ ตอบเธอว่าฉันบวชใหม่เทศน์ไม่เป็น ขออย่าให้เทศน์เลย เธอตอบว่าเทศน์ตามที่ทราบก็แล้วกันเจ้าค่ะ คำสองคำก็พอแล้ว ที่นี่พระมาโปรดยาก อยากฟังเทศน์ก็ไม่ใคร่ได้ฟัง นาน ๆ จะมีพระทรงคุณวิเศษมา สักครั้ง เธอยิ่งพูดฉันยิ่งอาย อารมณ์ที่คิดอยากจะเป็นผัวนางฟ้าไม่มีเลย ด้วยพวกเธอเห็นพระแล้วไม่ทำท่าเหมือนสาว ๆ เมืองมนุษย์ สาวเมืองมนุษย์ยังมีการพูดหยอกเย้าล้อเลียน พวกนางฟ้านี่จะฟังแต่เทศน์อย่างเดียว แล้วพวกเธอก็สวยเสียจนไม่อยากรัก เพราะคิดว่าถ้าขืนรักเธอคงไม่ตกลงด้วยแน่ เมื่อทราบว่าเขา ไม่ตกลงด้วยก็ไม่คิดรัก เลยสบายใจดีกว่าเยอะ เมื่อทนอายไม่ไหวก็ขอร้องเธอว่า ฉันแต่งตัวไม่เป็นปริมณฑล คือ ไม่ถูกต้องตามระเบียบของพระ ยังเทศน์ไม่ได้ ขอให้กลับไปแต่งตัวใหม่ก่อน แม่นางฟ้าก็จอมตื๊อเหลือเกิน แกบอกว่าพวกแกไม่ต้องการเครื่องแต่งตัว พวกเธอต้องการแต่ธรรมเท่านั้น แม่ตื๊อสะเด็ดเลย ในที่สุดก็ตัดบทว่ารอก่อน ฉันยังแต่งตัวไม่เป็นปริมณฑลเพียงใดฉันก็จะไม่เทศน์ ขอให้ฉันกลับลงไป แต่งตัวใหม่ก่อน พวกเธอเห็นหลวงตาเฒ่าหัวงูไม่ยอมแน่ เธอก็ยอมตกลง เมื่อคิดว่าจะกลับมันก็ไม่มีอะไรมาก ปรากฏว่ารู้สึกตัวมีอาการคล้ายหลับแล้วตื่นขึ้น นึกถึงสัญญาไม่ใช่นึกถึงความงามของนางฟ้า เรื่องอยากได้นางฟ้าขอยกยอดทิ้งไป รูปร่างอย่างเจ้าหัวโล้นโกนหัวห่มเหลือง ใครเขาเลวอย่างนี้บ้าง กำเริบอยากจะเป็นผัวนางฟ้า มันบ้าเกินไปแล้ว ฉันมีอารมณ์เลว ๆ พอที่จะอวดได้เยอะ ถ้าให้คนอื่นเขาเขียน อาการเลว ๆ อย่างนี้ไม่มีใครเขียน เขาก็เขียนยกย่องให้ฉันเป็นเทวดาไปเท่านั้นเอง ปฏิปทาสัตว์นรกอย่างนี้รับรองว่าไม่มีใครเขาเขียนให้ฉันแน่ เมื่อหาคนอื่นเขียนให้ไม่ได้ ฉันเขียนของฉันเอง ชาวบ้านเขามีดีจะอวดและก็อวดดีกันมาก แต่ฉันมีเลวอวด คนบวม ๆ อย่างฉันยังมีอีก ขณะนี้ยังไม่มีใครโผล่หัวออกมาจากโปง เมื่อมีคนเปิดโปงโผล่หัวให้เห็นสักคน คิดว่าไม่ช้าคงโผล่หัวเป็นแถว แล้วพวกเธอทั้งหลายจะได้รับทราบความเลวที่ชาวบ้านชอบปกปิด แต่พวกบวมผิดปกติชอบเปิด มันก็จะเป็นเรื่องชวนสนุกไม่น้อยเลย เมื่อความรู้สึกปรากฏ ฉันแน่ใจว่าฉันไม่ได้นั่งหลับฝัน ไปปักใจเอาเองว่าเป็นผลของสมาธิ จึงเดินเข้ากระท่อมนุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิ ว่ากันเต็มยศ แต่ทว่าเลยเต็มไปหน่อย เพราะอาศัยที่ไม่ได้ศึกษาพระปริยัติมาก่อน ตอนบวชฉันเห็นหนังสือเล่มหนึ่งเขาเขียนภาพพระมาลัยตอนที่ท่านไปเที่ยวสวรรค์ และนรก ท่านมีรองเท้า มีไม้เท่า มีย่าม มีบาตร ฉันเห็นภาพนั้นฉันก็คิดว่าจะไปสวรรค์ต้องมีเครื่องครบตามพระมาลัย ฉันเลยเสริมเครื่องยศเลยพระวินัยเข้าให้ คือพระวินัยมีแต่สบง จีวร สังฆาฏิ ฉันเติมรองเท้า ไม้เท้า ความจริงไม้เท้าไม่มี ฉันเลยเอาไม้ท่อน เป็นไม้ไผ่ขนาดย่อม โตกว่าแขนนิดหน่อย ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ เอามาแทนไม้เท้า มีย่ามมีบาตรสะพายไหล่เสร็จ ทีนี้ตอนที่จะออกไปสวรรค์ จะไปตรงไหน จะนั่งในกระท่อมเกรงว่าจะไปไม่ได้ ต้องไปนั่งในห้องน้ำ เพราะไปที่ตรงนั้นจึงไปได้ ความคิดเช่นนี้เป็นความโง่ของฉัน เพราะโทษของการที่ไม่ได้ศึกษามาก่อน แต่ท่านที่ศึกษามาก ๆ ฝ่ายปริยัติเวลาท่านไปกัน ท่านไปแบบไหนไม่เคยถามท่าน ท่านคงไปได้แน่เพราะท่านไม่โง่เท่าฉัน เมื่อทรงเครื่องเสร็จก็ยุรยาตรเข้าห้องอาบน้ำ ไม่มีส้วมรวมอยู่ด้วย พอนั่งก้นถึงพื้นรู้สึกว่าไปป๋ออยู่ที่เดิม ไม่ต้องตั้งท่าอะไรเลย ง่ายเหลือเกิน พอขึ้นไปที่เดิมไม่เห็นมีใครสักคน นางฟ้าหรือแม้แต่เงานางฟ้าก็ไม่มี พิจารณาดูตัวเองมันช่างรุงรังเต็มทน คิดว่าเป็นระเบียบจะต้องทำเลยจำใจทำ ยืนเก้ ๆ กัง ๆ สักประเดี๋ยวเดียว คราวนี้ปรากฏเทวดาผู้ชายองค์หนึ่งมาหา ไม่สวมชฎา แต่เครื่องแต่งตัวแพรวพราวไปหมด เสื้อแขนยาว ผ้านุ่งยกสวย มีเพชรประดับเต็มเสื้อผ้าไปหมด มาถึงมายกมือไหว้บอกว่า พระอินทร์ท่านให้นิมนต์ไปที่เทวสภา ตอนนี้ชักยุ่ง คิดว่าเพียงเทศน์ให้นางฟ้าก็จะพอเทศน์บุ้ยใบ้อะไรก็ได้ คราวนี้เกิดมีเทวดาทั้งดาวดึงส์ดันมาฟังหมด แถมมีพระอินทร์รวมอยู่ด้วย คงจะแย่แล้วตาเถรมาลัยปลอม แต่ว่าเมื่อเป็นเทวบัญชามา ยากจะขัด พอเดินออกนอกที่เดิมไปทางทิศตะวันตกไม่ไกลก็ถึงเทวสภา อาคารหลังนี้สวยระยับจับตาจริง ๆ เขาไม่ได้ใช้หินอ่อนอย่างสภาผู้แทน ของเขาเป็นแก้วหลายสีแพรวพราวระยับตา เป็นแก้วล้วน ๆ ไม่มีหินปนสักนิด มีเทวดานางฟ้านั่งเต็มอาคาร และดูสวยจริง ๆ วิมานหรืออาคารก็เป็นแก้ว คนก็มีแก้วประดับแลดูรัศมีกายรัศมีแก้วสว่างช่วงโชติสวยงามพรรณนาไม่ไหว ใครอยากเห็นก็ไปดูเอาเอง พอเดินเข้าไปใกล้ มีเทวดาองค์หนึ่ง เทวดานี่สวยทุกองค์ นางฟ้าก็สวยทุกคน อย่าพรรณนาเลย ท่านเดินเข้ามาใกล้ ท่านไม่ได้สวมชฎา แต่ในใจมีความรู้สึกว่าท่านเป็นพระอินทร์ ตัวท่านไม่เขียว ผิวค่อนข้างเหลือง ทรวดทรงสวย เทวดาแก่ไม่มี หนุ่มสาวทั้งหมด ท่านออกมาหา ท่านพูดว่า คุณเอาบาตรส่งมาให้โยม บนสวรรค์ไม่มีใครเขาใส่บาตรหรอก ตอนนี้ก็บ่ายแล้ว คุณจะบิณฑบาตเอาไปไหน บอกท่านว่าเห็นเขาเขียนภาพพระมาลัยไว้อย่างนั้น คิดมาสวรรค์ต้องเตรียมพร้อมจึงแต่งมาอย่างนี้ ท่านยิ้มแล้วก็ตอบว่าคราวต่อไปไม่ต้องเอามา ภาพนั้นคนเขียนภาพเขาไม่เคยเห็นพระมาลัยเวลาไปสวรรค์ เขาคิดเอาเอง เขียนตามความคิดเห็น มันไม่ถูกต้องอะไร ไม้เท้า ย่ามรองเท้าก็เหมือนกัน ทีหลังไม่ต้องเอามา อายท่านเสียเกือบแย่ เมื่อเข้าไปในเทวสภา ท่านก็แนะนำเทวดาหลายร้อยองค์ว่าเป็นพ่อเป็นแม่บ้าง เคยเป็นญาติบ้าง เป็นลูกพี่ลูกน้อง บริวาร ผู้บังคับบัญชา และภรรยา พวกภรรยานี่เกินกว่า 200 คน แกไปแออัดอยู่บนนั้น มีอยู่คนหนึ่งที่ท่านบอกว่าเป็นภรรยาเอกที่เคยอยู่ร่วมกันมาหลายแสนชาติ คนนี้ชื่อว่า พรรณวดีศรีโสภาค คุณเรียกแกสั้น ๆ ว่าแม่ศรี แกเข้ามาหา แกแต่งตัวสวยกว่านางฟ้าอื่นทั้งหมด ทรวดทรงสวยมาก ท่าทางมีอำนาจ ท่านบอกว่าเขามีอำนาจควบคุมเวชยันต์วิมานของโยม ท่านแนะนำตัว ท่านว่าท่านเคยเป็นพ่อฉันมาหลายแสนชาติ ท่านออกปากอนุญาตในการทัศนาจรดาวดึงส์ บอกว่ามาเมื่อไรก็ได้ โยมอนุญาตทุกสถานที่ ท่านแม่ศรีแกก็บอกว่าลูกแกลงมาเกิด 2 องค์ ให้ฉันติดตามสอนจะได้กลับมาที่เดิมหรืออาจไปสูงกว่าเดิม พระอินทร์ท่านเตือนแม่ศรีว่า พระยังหนุ่มอยู่ยัง ไม่ควรพบลูก รอเมื่อถึงกาลอันสมควรจะพบกันเอง เมื่อท่านแนะนำแล้วก็ถามแม่ศรีว่าเธอทำไมไม่มาเกิด เธอตอบว่าท่านจะลงไปบวช ถ้าฉันไปเกิดด้วยท่านก็ทนบวชไม่ไหว ฉันทราบว่าท่านจะบวชฉันจึงไม่ไปเกิด เมื่อมีโอกาสคุย ใจชักกล้า พอได้เวลาท่านให้ขึ้นแท่นสูงเป็นแก้วเก้าสี ท่านให้เทศน์ ไม่รู้จะเทศน์อะไรเลยเทศน์เรื่องที่ปฏิบัติมา พวกเทวาชอบใจมาก เทศน์เดี๋ยวเดียวก็เลิก พระอินทร์ท่านบอกว่าข้างล่างเกือบสว่างแล้ว นิมนต์กลับก่อน วันต่อไปนิมนต์มาตามสบาย คุณจะมาก็มาได้นานแล้ว คุณไม่ปล่อยอารมณ์ ถ้าปล่อยอารมณ์หรือฉลาดพอ คุณมาได้ตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ลาท่านมา ปรากฏว่าเมื่อ รู้สึกตัวเวลาเลย 2 น. ของวันใหม่ เจ้าสามเพื่อนกับหลวงพ่อปานมายืนคุมอยู่หน้าห้องน้ำ เจ้าเพื่อนโพธิวัตรมันว่า เฮ้ย บิณฑบาตเมืองสวรรค์ได้อะไรบ้าง มาแบ่งกันกินบ้างสิวะ เลยเอามือเขกหัวมันโป๊กถนัด มัน ไม่ว่าอะไร

ที่ เอาเรื่องนี้มาเขียน ไม่ใช่ว่าอวดความสามารถ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับนักปฏิบัติตาม พระพุทธโอวาท เอามาเขียนเพื่อให้ทราบว่าเมื่อจิตยังมีกังวล การปฏิบัติสมาธิไม่มีผล ถ้าตัดกังวลได้แล้วจะพบผลมหาศาล หลวงพ่อท่านพูดว่า คุณ ฉันทราบว่าคุณไปได้ตั้งแต่เด็ก แต่คุณไม่ฉลาด เมื่อฉันเห็นคุณโง่ก็อยากให้คลายโง่ด้วยตนเอง ต่อไปนี้จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ แต่อย่าลืมทรงสมาธิ อ่านแล้วก็คิดเอาเอง สำหรับวันนี้ขอพักเท่านี้ วันหน้าคุยใหม่

ห้องสมุดธรรมะ