เว็บไซด์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยถ่ายทอดตามแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เมตตาสอนไว้

เมื่อวันที่ 24-27 ฉันมีธุระเกี่ยวแก่การตอบจดหมายเสีย ไม่มีโอกาสคุยกับลูกหลาน วันนี้พอว่าง วันที่ 27 พ.ย. 2514 อากาศมันหนาวเย็นเหลือเกิน ฉันเป็นคนแก่ไม่ชอบความหนาว แต่ฉันคิดว่าฉันจะทนหนาวไปชั่วคราว โดยไม่ทำใจให้ลำบากเพราะความหนาว จนกว่าจะสิ้นลมปราณ เมื่อฉันตายแล้วฉันก็จะไม่หนาว เพราะบ้านที่ฉันจะไปอยู่ใหม่ไม่มีหนาว ไม่มีร้อน มันเย็นพอสบาย บ้านก็สวยตระการตาน่าอยู่จริง ๆ หาความลำบากไม่ได้เลย ฉันอยากไปอยู่บ้านหลังนั้นเร็ว ๆ จะได้มีความสุข แต่ทว่าฉันจะรีบไปก่อนกำหนดเวลาไม่ได้ ด้วยฉันสร้างความชั่วไว้มากในอดีต ฉันต้องชดใช้กรรมไปจนกว่าจะหมดโทษตามกำหนดของกรรม ฉันไม่หนักใจเรื่องใช้กรรม เพราะฉันหวังความสุขข้างหน้า เรื่องของกรรมงดไว้เท่านี้ เพราะพูดไปก็ไม่มีใครเห็นด้วย

จะพูดให้ ฟังเรื่องบวชเลยทีเดียวก็เสียดายความฝัน คนแก่ชอบนอนฝัน เมื่อฝันได้ตามความตั้งใจแล้วมันมีความสุข เมื่อวันที่ 27 เดือนนี้ ได้ยินข่าวเขาปฏิวัติกัน ฉันคิดถึงลูกหลานว่าทุกคนเขาอยู่ในเขตปฏิบัติจะเป็นอย่างไรกันบ้าง ก็เลยอยากฝัน เมื่อนอนหลับฝันว่าทุกคนไม่มีใครเดือดร้อน เพราะคณะปฏิบัติเป็นคนไทยและรักคนไทย ตั้งใจเขี่ยไทยที่เอาใจออกห่างออกนอกวงการ ฉันตื่นแล้วฉันก็สบายใจ

เมื่อ คืนวันที่ 28 ฉันฝันอีก คราวนี้ฝันว่าฉันออกจากตัวไปที่พระจุฬามณีที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อไปถึงเชิงจุฬามณี ที่ตรงนั้นฉันเคยพบพรหมและเทวดามากมาย แต่วันนี้เงียบเชียบเหลือเกิน หาใครสักคนก็ไม่ได้ ฉันเดินเข้าไปใกล้ประตูด้านทิศตะวันตกของจุฬามณี เห็นท่านมเหสักขา ท่านเป็นเทวดายามอยู่ที่หน้าประตู ท่านยกมือไหว้แล้วท่านรายงานว่า วันนี้พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์ จึงไม่ใคร่มีใครเดินหรือยืนให้เห็น ฉันรีบเข้าไปเห็นพรหม เทวดา พระ นั่งกันสงัดเต็มจุฬามณี แยกเป็นพวก ๆ พรหมแยกออกเป็น 2 ฝ่าย คือ พรหมโลกีย์นั่งอยู่พวก 1 พรหมอริยะนั่งอยู่พวก 1 เทวดาก็เหมือนกัน พวกที่ได้ญาณแต่ยัง ไม่ตายเห็นไปนั่งอยู่พวก 1 ฉันเดินหลังต่ำ (ก้มหลัง) เข้าไปนั่งรวมกับพระที่ไม่อยากเกิด ได้ยินเสียงเทศน์ว่าคนที่ละขันธ์ 5 ได้แล้วมีความสุขกว่าพวกทรงขันธ์ 5 มาก เช่น เทวดาหรือพรหมก็ตามที่นั่งอยู่ในที่นี้ต่างก็ละขันธ์ 5 มาแล้ว ลูกหลานก็คงจะเข้าใจแล้วว่าขันธ์ 5 คืออะไร เพื่อความแน่ใจหลวงตา คือฉันจะย้ำสักหน่อย เพื่อความมั่นใจ คำว่าขันธ์ 5 พวกนักธรรมที่ชอบคุย เขาชอบโม้เป็นคุ้งเป็นแควว่ามันมีรูปกับนาม ฟังน่าเบื่อหู แล้วเขาว่าต่อไปอีกว่ารูป ได้แก่ รูป คือสิ่งที่เห็นด้วยตาและมีการสัมผัสรู้สึก มีตัวตน เนื้อหนัง เป็นรูป ส่วนนามนั้นได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขาว่าอย่างนี้ ลูกหลานฟังรู้เรื่องไหม ฟังได้ก็ฟังไป ฟังไม่ได้เขาก็พยายามพูดให้ฟังน่ารำคาญ ฉันว่าพูดอย่างนี้ดีกว่า เอาภาษาชาวบ้านมาใช้ดีกว่า ฉันแม้จะบวชเป็นหลวงตาแก่ แต่ฉันเป็นลูกชาวบ้าน ฉันชอบภาษาชาวบ้าน รู้เรื่องง่ายไม่ต้องแปลไม่ต้องขยายความ ฉันว่าขันธ์ 5 ก็คือร่างกายของเรา มันจะมีอะไรบ้างก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องแยก เพราะเราไม่ต้องโม้ เมื่อเรามีร่างกาย ท่านว่าอย่างนั้น มันก็ปวดเมื่อย หนาว ร้อน หิว มีความป่วยไข้ไม่สบาย และมีเรื่องยุ่งจิปาถะ อยากสวย อยากดี อยากรวย อยากมีอำนาจ อยากเก่ง อยากเด่น ไม่อยากหนาว ไม่อยากร้อน ไม่อยากหิว ไม่อยากกระหาย ไม่อยากป่วย ไม่อยากตาย ดังนี้เป็นต้น ดูขันธ์ 5 แล้วเหมือนคนบ้าที่มันบ้าฝืนอารมณ์เราทุกอย่าง หรือว่าเราบ้าฝืนกฎที่มันต้องเดินไป ช่วยกันคิดดูก็แล้วกัน เราบ้า หรือขันธ์ 5 มันบ้า เรื่องนี้ปล่อยไป มาว่ากันตามที่ท่านเทศน์ ท่านเทศน์สั้น ๆ ว่า พรหมและเทวดาเมื่อละขันธ์ 5 มาแล้วมีความสุข เพราะไม่ต้องหนาว ไม่ต้องร้อน ไม่หิว ไม่ป่วย ไม่เมื่อย ไม่มีความลำบาก จากเหตุที่เกิดจากกายคือขันธ์ 5 ดีกว่าเกิดเป็นมนุษย์มาก ฉันนั่งฟังแล้วฉันก็สบายใจ ฉันเห็นว่าท่านเทศน์ถูก เทศน์ตรงตามความเป็นจริง ท่านเทศน์ต่อไปว่า การละขันธ์ 5 มาเป็นเทวดาหรือพรหมก็ตามยังเอาสุขแท้แน่นอน ไม่ได้ เพราะเทวดาหรือพรหมที่ได้บรรลุมรรคผลถึงระดับสกิทาคามีขึ้น หรือถึงอนาคามีแล้วก็ตาม ต่างก็ยังมีกังวล ยังมีภาระที่ต้องทำ และยังมีความหนักใจ คือเทวดาที่ได้อริยะต่ำกว่าสกิทาคามีต้องลงไปเกิดอีก จะต้องมีขันธ์ 5 จะต้องลำบาก ต้องมีทุกข์ เทวดาหรือพรหมที่ได้อริยะตั้งแต่สกิทาคามีขึ้นไป ก็ยังมีภาระที่ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ สู้ละขันธ์ 5 แล้วเข้านิพพานเลยไม่ได้ ท่านเทศน์เท่านี้แล้วท่านก็หยุด ฉันเห็นมีโอกาส ฉันกราบท่านแล้วทูลถามท่านว่า คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจะใคร่ครวญอย่างไรจึงจะง่ายและสั้นที่สุด ท่านตรัสว่า เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้ จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนก็ไม่มี แม้ร่างกายเราก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน เมื่อความป่วยไข้ปรากฏจงดีใจว่า ภาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินจะเห็น เหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายแล้วก็จะเข้านิพพานได้ทัน พอท่านพูดจบฉันก็ตื่นจากหลับ ฉันฝัน อย่างนี้คิดว่าเป็นเรื่องของพระแก่ฝัน จะจริงเท็จอย่างไรจงใคร่ครวญเอาเอง ชอบใจก็เอาไปใช้ ไม่ชอบใจก็วางไว้ อย่าเอาอารมณ์เข้าไปเกาะมันจะเป็นกังวล ต่อไปนี้มาเรื่องเดิมกันต่อไปดีกว่า

ห้องสมุดธรรมะ